หลังจากแอบดูเรื่องคุณลุงวอ เล่าถึงประเพณีบ้านเฮา "บุญบั้งไฟ" เมืองยศ (ยโสธร) เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่กี่วัน (13-14 พ.ค.2549) มีคุณ ki คุณออต เล่าถึง..ในฐานะเจ้าบ้านหากไม่พูดก็ไม่ได้ เสียชื่อคนเมืองยศ แต่เสียดายว่าปีนี้ไม่ได้อยู่ร่วม เพราะที่ภาระ"งาน" ไปที่เมืองลุง..คนเมืองยศก็เลยอด..ดูงานจริง แต่หากเฝ้าตามจากทีวี ข่าว และแม่เล่าเรื่องมาบอก และบันทึกนี้ขอเล่าเรื่องอย่างเป็นคนในท้องถิ่น..."ไม่พูดไม่เล่าไม่ได้...งานบั้งไฟยโสธร"

       จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ ทุกปีหลังเสร็จสิ้นเทศกาลสงกรานต์แล้ว ชาวบ้านคุ้มต่างๆ เขาจะพากันเตรียมตัวเพื่องานบุญประจำจังหวัดกันต่อ และจะมีการเตรียมกันตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นเดือน นั่นก็คืองานขอฝน"บุญบั้งไฟ" ซึ่งสิ่งที่มีการเตรียมกันก็จะเป็นบั้งไฟจุด(แข่งประชันกันจุดขึ้นสูง-ใครสูงที่สุดและตกช้าหรือลับหายไปจากสายตา จะถือว่าเป็นผู้ชนะ) บั้งไฟสวยงาม มีการตกแต่งกันอย่างสวยงาม (ประชันกันในวันแห่-วันที่สอง) และประกวดขบวนฟ้อน-สวยงามและพร้อมเพรียง ซึ่งจะมีการซ้อมฟ้อนรำกัน โดยจะเป็นหญิงสาวประจำแต่ละคุ้มมารวมตัวกันและฝึกซ้อมทุกวันในตอนเย็น ในช่วงก่อนถึงเทศกาลเราๆ จะพากันตระเวณไปดูเขาซ้อมรำกัน ในแต่ละคุ้ม รวมทั้งดูการตกแต่งบั้งไฟสวยงามด้วย..

       ที่คุ้มบ้านพ่อ(อาจารย์วีระ ลครวงศ์) ที่เป็นบ้านดั้งเดิมของปู่กับย่า จะเรียกว่าคุ้มเจ้าแม่สองนาง ก็จะมีการทำบั้งไฟร่วมด้วยแต่จะเน้นเป็นบั้งไฟจุดขึ้นสูง โดยจะมีอาและเหล่าญาติๆ ทั้งหลายที่อยู่ในคุ้ม (ส่วนใหญ่จะเป็นเครือญาติกัน) รวมตัวและช่วยกันทำบั้งไฟ ทำทั้งวันทั้งคืนเป็นเดือน ตำ(โขก)ดินประสิว-ภาษาอีสานเรียกว่าขี้มื๋อ อัดแน่นเพราะหากอัดเข้าไปไม่แน่น เมื่อจุดขึ้นไปอาจแตกได้ (หากท่านใดทราบละเอียดกว่านี้ มาร่วม ลปรร. นะคะ) ดิฉันไม่ทราบหรอกว่า กระบวนการวิธีที่ เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นนั้น เขาคิดเขาทำอย่างไร..หากทราบแต่ว่า บั้งไฟต้องไม่แตก..และจุดขึ้นสูง..จนเมื่อมาสักระยะหนึ่งสมัยที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแนวหน้าในการคงอนุรักษ์ประเพณีให้คงอยู่คู่เมืองยศ เพราะมีการพยายามหรือทำให้เกิดการล่มสลายประเพณีที่เมืองนี้อยู่บ่อยครั้ง เพราะมีการแข่งขันกันมาก มีการให้งบประมาณเพื่อทำวิจัย ศึกษาเรื่องการทำบั้งไฟขึ้นสูงตาม"ภูมิปัญญาท้องถิ่น" ที่ไม่ใช่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างที่ทำ"จรวดส่งออกนอกโลก"...จำได้ว่าเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เริ่มเข้ามาเจาะและสืบเสาะหาข้อมูลอันเป็นภูมิปัญญา...พ่อเล่าให้ฟังว่าเขามาทุกรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่พ่อกังวลคือ การมานำเอาเกร็ดความรู้ที่เป็นการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในการทำบั้งไฟ ไปประยุกต์ใช้ที่บ้านเมืองเขา..พอเรารู้ตัวอีกที สิ่งที่เป็น "ความรู้" ของเราเขาก็เอาไปจดลิขสิทธิ์เป็นของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

       เมื่อถึงวันงาน..."บุญเดือนหก" วันงานที่เป็นแก่นจริงจะมี 3 วัน คือ วันเซิ้ง..วันแห่..และวันจุด..วันเซิ้งก็จะเป็นวันที่คณะบั้งไฟแห่เซิ้งไปตามบ้านตามคุ้มต่างๆ..สนุกสนาน พอยุคสมัยเปลี่ยนไปมีปัจจัยเชิงสังคมเข้ามาแทรก และเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบ เริ่มมีการจัดระเบียบการเซิ้งใหม่ โดยให้ตั้งเป็นจุดๆ ไปตามแนวยาวของถนนแจ้งสนิท..ซึ่งเป็นถนนหลักของจังหวัด และให้คนเดินดูร่วมสนุกได้ สำหรับวันแห่ก็ยังคงมีรูปลักษณ์ไม่ต่างจากเดิมมากเพียงแต่..มีการแห่ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามความเจริญ...และในวันที่สามจะเป็นวันจุดซึ่งถือได้ว่าเป็น HighLight สำคัญของงานก็ว่าได้ของคนในท้องถิ่น เพราะวันนี้เหมือนกับเป็นวันประกาศผลเลยว่าสิ่งที่เขาเตรียมกันมาเป็นแรมเดือนผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง...แรกเขาไม่มีหลักการอะไรมากหรอกคะทำตามกันไปตาม "ภูมิปัญญา"  แต่พอมาช่วงปีหลังต่างมีนักวิชาการ นักวิจัย...นักวิทยาศาตร์เข้ามาช่วยดูและติดตาม เพราะบางครั้งจุดไม่ขึ้นบั้งไฟแตก...ก็อาจนำมาสู่อันตรายแก่คนได้...แต่ท่านเชื่อไหมคะว่า คนในท้องถิ่นจริงๆ..เขาไม่ได้มองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องประมาท หากเมื่อใดปีใดที่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น คนในท้องถิ่นจะเชื่อว่าเป็นการทำผิดธรรมเนียมประเพณี ดั่งเช่นเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นบั้งไฟระเบิดแล้วมีคนเสียชีวิต...ในปีนั้นคนในท้องถิ่นมองว่าทำผิดประเพณีเพราะเป็นการแห่บั้งไฟเข้าเมือง เพราะปกติจะแห่ออกนอกเมือง แต่ไม่มีใครสักคนที่ออกมาตำหนิว่าคนทำบั้งไฟทำไมทำบั้งไฟแตก เพราะเราคนในท้องถิ่นมองว่าหากกลัวบั้งไฟแตก ก็คงไม่ต้องทำอะไรเลยสิ ล้มเลิกไปเลย...แต่จริงๆ ตามหลักของนักวิชาการทั้งหลายแหล่รวมถึงผู้รับผิดชอบทุกระดับ ต่างก็พยายามหามาตรฐานการให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็พยายามสานต่อประเพณีท้องถิ่นไว้ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาร่วมด้วย...โดยไม่ปล่อยให้ตายไปกับคนรุ่นเก่าก่อน...