วันนี้ เริ่มต้นงานโดยการสอบปากคำคน ๓ คนที่มีสัญชาติ แต่สัญชาติที่เขามีไม่เอื้อสุขภาวะของพวกเขาแต่อย่างใด ?

เคยเล่าถึง "คุณมาเรีย" ซึ่งเป็นคนที่มีสัญชาติต่างประเทศที่เข้ามาสมรสกับชายสัญชาติไทย และอาศัยอยู่ในประเทศไทย จนสัญชาติเดิมที่มีอยู่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการดำงชีวิต เมื่อสัญชาติที่มีไม่ก่อประโยชน์ สัญชาติที่ก่อประโยชน์ ก็คือ "สัญชาติไทย" แต่ก็ไม่มีสัญชาติไทย ทั้งที่ควรจะมีสัญชาติไทย คนอย่างคุณมาเรียหรืออีก ๓ คนที่มาในวันนี้ จึงตกเป็น "เสมือนคนไร้สัญชาติ" ทั้งที่มีสัญชาติ

          แล้วรัฐไทยจะนั่งนิ่งเฉยในทุกขภาวะของคนเล่านี้หรือไหร่ ?

         โดยกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทย ถ้าคนเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่า เขามีความกลมกลืนกับสังคมไทย หรือมีศักยภาพที่จะกลมกลืนกับสังคมไทย รัฐไทยก็อาจให้สัญชาติไทยแก่เขาได้ 

         ขอให้สังเกตว่า ในสถานการณ์นี้ นิติศาสตร์ได้เปิดพื้นที่ให้รัฐศาสตร์เข้ามาในวินาทีนี้

         หากนักการเมืองและนักนโยบายไม่รู้จักใช้ รัฐศาสตร์ในสถานการณ์ที่จุดเกาะเกี่ยวทางการเมืองที่แท้จริงได้ปรากฏขึ้นระหว่างรัฐและคนที่สูญเสีย "ความเกาะเกี่ยวกับรัฐเจ้าของสัญชาติเดิม"   ทุกขภาวะก็จะค่อยขยายตัวเข้าครอบงำคนที่มีปัญหาสถานะบุคคลดังกล่าว ปัญหาความไม่มั่นคงแห่งความเป็นมนุษย์ที่เกิดแก่ คนๆ หนึ่งบนแผ่นดินของรัฐไทย จึงอาจขยายตัวกลายเป็นความไม่มั่นคงของดินแดน

           ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๔ ว่า ประชาชนที่อยู่ในประเทศเขามีมานานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นคนไทย คือ เขาไม่ถือว่าเป็นคนไทยแท้จริง เขาอยู่และเกิดในเมืองไทย แต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์ของความเป็นไทย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะต้องปฏิบัติเหมือนกัน เพราะว่า ถ้าหากว่ามีคนที่อยู่ในเมืองไทยและก็มีความน้อยใจมาก ไม่มีใครเอาใจใส่ก็จะทำให้ความมั่นคงของประเทศด้อยไป

            จะเห็นว่า ความในพระราชดำรัสดังกล่าวจึงเป็นข้อเสนอที่พระองค์ท่านมีต่อรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ถึงงาน ความมั่นคงแห่งชาติในทางประชากรดังที่เชื่อในนักยุทธศาสตร์ความมั่นคงว่า เมื่อความมั่นคงในมนุษย์ (Human Security) ภายในชาติไม่มี ความมั่นคงแห่งชาติก็เกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งที่ทรงแนะนำให้สร้างความเป็นไทยให้แก่ประชากรซึ่ง (๑) อยู่ในประเทศเขามีมานานแล้ว และ (๒) อยู่และเกิดในเมืองไทย ดังกล่าว เป็นการสนองรับพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงใช้ มาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ ในการให้ความเป็นไทยแก่คนต่างด้าวและครอบครัวซึ่งเข้ามาเป็นจำนวนมากในสมัยนั้นเช่นกัน

          ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไทยจึงมีมาโดยตลอดแม้จะมีการเข้ามาของคนต่างชาติที่มีพลังอำนาจทั้งในทางทหารและเศรษฐกิจ ทิศทางที่ทั้งสองพระองค์ทรงพระราชดำรินั้นเป็นสิ่งที่ฝ่ายงานความมั่นคงของรัฐไทยทำมาโดยตลอด แต่ไม่ต่อเนื่อง จึงไม่เสร็จสิ้น สภาความมั่นคงแห่งชาติจึงควรที่จะถอดบทเรียนนี้อย่างจริงจังเสียที

           แต่ก็คิดว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติเรียนรู้ข้อบกพร่องของตนเองและฝ่ายบริหารของไทย จึงมีการผลักดันให้คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ ยอมรับ ยุทธศาสตร์การจัดการสถานะและสิทธิของบุคคล

          ขอแต่อีกครั้ง สภาความมั่นคงแห่งชาติก็ผลักดันยุทธศาสตร์ให้มีผลอย่างเต็มที่ไม่ได้ เพราะรัฐบาลทักษิณฯ ไม่ได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ใจร้ายไหมนะ ที่ฟันธงแบบนี้ คุณจาตุรนอาจจะเห็นเรื่องนี้สำคัญ แต่ไม่ใช่คนอื่นๆ ใน ทรท.

          .....แล้วจะมาเล่าต่อ...ถึงการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ (๑) คุณฟองจันทร์ คนสัญชาติอเมริกันที่ไม่เคยรู้สึกผูกพันกับประเทศสหรัฐอเมริกา (๒) คุณสุขสบาย คนสัญชาติอินเดีย ที่คิดไม่ออกว่า ตนจะกลับไปอยู่อินเดียได้ไหม เขาไม่ใช่คนอินเดีย แล้วกัน !!! และ (๓) คุณเดยา คนสัญชาติอินโดนีเซีย ซึ่งทุกข์มาก เมื่อคิดว่า จะต้องไปจากประเทศไทย

          การรักษาทุกขภาวะแก่ คนไข้เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำได้โดยกฎหมายและนโยบายของฝ่ายบริหาร แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะรับฟัง และฟังรู้เรื่องไหมนะ ?

    ช่วยบอกหน่อยค่ะว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชื่ออะไรนะคะ ?

ปล.ไม่น่าเชื่อว่า แนวคิดเรื่องคนเสมือนไร้สัญชาตินี้ ได้รับการยอมรับจนเป็นเหตุให้สามารถทำให้สามารถขจัดปัญหาความเสมือนไร้สัญชาติไทยให้แก่ฟองจันทร์ได้ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ โดยมาตรา ๒๓ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑