ในวันที่นิ่งๆ ดิฉันได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่มีการพูดถึง "ชาติภพสัตว์เดรัจฉาน" ซึ่งมีการพูดถึงในเรื่องการพัฒนาจิต และมีตอนหนึ่งที่พูดถึง เรื่อง สัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากความเป็นมนุษย์ตรงที่ว่า "สัตว์" ไม่สามารถที่จะพัฒนาจิตของตนเองได้ หรือไม่สามารถเข้าใจในจิตใจของตนเองได้ สัตว์ต้องการเพียงแค่การอยู่รอดตามสัญชาตญาณที่ตนเองมี คือ การหาอาหารเพื่อการคงอยู่ของชีวิต จะเห็นได้ว่าสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ของการมีชีวิตด้วยการกิน และแสวงหาความสุขของตนเอง ด้วยอาหาร...เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วก็เลือกที่จะหลบอยู่อย่างสุขสบาย เพื่อความปลอดภัยของตน

       จะเห็นได้ว่า "สัตว์" เน้นอยู่สองเรื่อง คือ กิน-และหลบภัยให้ปลอดภัย อย่างสบาย สัตว์ไม่มีโอกาสที่จะมองมาที่"จิต"ของตนเอง เหมือนอย่างมนุษย์ มนุษย์เรานั้นมีสิ่งประเสริฐของความเป็นสิ่งมีชีวิต คือ มีโอกาสในการพัฒนา-ขัดเกลาจิตใจตนเองให้ยกระดับที่หลุดพ้นจากกิเลส ที่เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง...และให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งการพัฒนา"จิต"นั้นจะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ แม้จะทำเพียงน้อยนิดมนุษย์ก็มักจะดิ้นรนทำเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ อันก่อเกิดที่เป็นทุกข์อย่างยิ่งยวดในจิตใจ บางครั้งวิธีการที่มนุษย์เลือกใช้ในการหลุดพ้นนั้นอาจเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมเพราะกลับกลายไปเบียดเบือน "จิต" ของตนเองหรือผู้อื่นเพิ่มขึ้น...ยิ่งดิ้นก็ยิ่งติดบ่วงแห่งห้วงความทุกข์นั้น...แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้ทำเพราะหากไม่ได้ทำนั่นก็คงไม่แตกต่างไปจากสัตว์เท่าไรนัก

       หากเมื่อไรที่เราลองใช้ "สติ" เป็นเครื่องชี้ส่องนำทางเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความทุกข์ที่ก่อเกิดในจิตใจตนแล้ว..และพยายามทำอยู่ตลอดเวลา ย่อมถือได้ว่าเป็นหนทางหนึ่งในความที่ "มนุษย์" เราพยายามขัดเกลา "จิต" ของตนให้เฉียบแหลมคมยิ่งขึ้นได้..และเมื่อเจอเหตุแห่งทุกข์ที่คล้ายเดิมก็ย่อมจะน้อมนำตนให้ผ่านพ้นไปได้ง่ายกว่าเดิม หรือแม้แต่ผ่านทุกข์ที่หนักกว่าเดิม ก็ย่อมจะทำให้หนักแน่นมากพอที่จะมองเห็นความเป็นไปและสามารถก่อเกิดปัญญาแห่งการแก้ไขทุกข์นั้นได้..เพราะนั่น"จิต"เราได้รับการพัฒนา-ขัดเกลา..มาบ้างเป็นทุนชีวิต...แห่งการดำรงอยู่แล้ว