เมื่อได้รับการติดต่อร่วมทำวิจัยภายใต้โครงการ "ไตรภาคีฯ" ใน จ.พัทลุง ดิฉันก็รีบดำเนินการหาข้อมูลศึกษาในเบื้องต้นว่า โครงการฯนี้ คือ อะไร ทำอะไร อย่างไร ดำเนินอะไรไปถึงไหนแล้ว และทำไมจึงเป็นที่จังหวัดพัทลุง แล้วมีความแตกต่างจากการพัฒนาสุขภาพของคนในชุมชนอื่นอย่างไร

       เมื่อวิเคราะห์ตามแนวทางของการวิเคราะห์โครงการฯ จะเห็นได้ว่า "กระบวนการพัฒนาสุขภาพ" ของคนในชุมชนนี้มีความเข้มแข็ง และมีการดำเนินการพัฒนาภายใต้โครงการไตรภาคีฯ ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดแข็ง ตรงที่มีความต่อเนื่องในการดำเนินการ และมีการประเมิน-วิเคราะห์ผลการดำเนินโครงการเป็นระยะ ทีมแกนนำทุกระดับในชุมชนมีความเข้มแข็ง และมีความพร้อมในการร่วมขับเคลื่อนหมุนเกลียว model ของโครงการทุกกระบวนการ และที่สำคัญมี sub-project ย่อยที่รวมอยู่ในโครงการหลัก(โครงการไตรภาคีฯ) อีกทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากแหล่งทุนหลายแห่ง

       และเมื่อลงสู่พื้นที่ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา จากการสังเกตการณ์ในเบื้องต้นของตัวผู้วิจัยร่วมกับทีมวิจัยในพื้นที่ พบว่าชาวบ้านมีกระบวนการทางปัญญาที่เกิดจากการสร้างความรู้ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง (กลุ่ม) เพื่อพัฒนาสุขภาพของตน และเมื่อได้ตามไปสัมภาษณ์เจาะลึกกับนักวิจัยผู้รับผิดชอบโครงการก็ได้รับการยืนยันว่าผู้วิจัย เจ้าหน้าที่ หรือวิทยากรชุมชน ไม่ได้มีส่วนในการนำทางความคิด หากแต่ได้ให้อิสระแก่ชาวบ้านในการสร้างความรู้ขึ้นมาได้ด้วยตัวเขาเอง แต่ก็มีบ้างเช่นกันที่เมื่อสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ระหว่างกันไม่เหมาะสม เขาก็ไม่สามารถสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นได้ แต่โดยสรุปว่าชาวบ้านล้วนมีปัญญาอยู่แล้วในการดูแลและพัฒนาสุขภาพของตนเอง แต่ตัวกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังอาศัยช่วงจังหวะตามธรรมชาติ หากได้มีความรู้ว่าจะจัดให้เกิดเพื่อเป็นตัวเร่งกระบวนการได้อย่างไรแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ชาวบ้านมีกระบวนการทางปัญญาที่เกิดจากการสร้างความรู้ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง (กลุ่ม) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องรอคอยความเหมาะสมตามธรรมชาติที่คาดหวังยากมาก

       ดังนั้น โดยส่วนตัวในฐานะบทบาทนักวิจัยคนหนึ่ง และรวมถึงบทบาทของความเป็นผู้ที่อยู่ในระบบสุขภาพ จึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบพัฒนาสุขภาพของประเทศไทย จากการนำ model ที่ได้จากบริบทนี้ไปต่อยอดพัฒนาต่อไปทางด้านการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน โดยอาศัย "ภูมิปัญญา" แห่งตนคนไทย...