ตอนเย็นของเมื่อวานนี้ (วันที่ 10 พฤษภาคม 2549) ผมดูรายการของช่อง ไอทีวี มีรายงานพิเศษเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของชาวนาไทย  ซึงเป็นรายงานที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะหนี้สินของชาวนาว่ามีหนี้สินมากทั้งในและนอกระบบ

          ความจริงก็เป็นเช่นนั้น  จากการลงพื้นที่และการร่วมวิเคราะห์ถึงกระบวนการและผลตอบแทนจากการทำนา   ส่วนใหญ่จะพบว่ามองแทบไม่เห็นช่องทางของการแก้ปัญหาความยากจน หรือแก้ปัญหาภาวะหนี้สินของเกษตรกรได้เลย  เพราะมีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกับอีกหลายๆ ปัญหา ตลอดรวมไปถึงความเชื่อมโยงกับโครงสร้างหรือปัญหาด้านอื่นๆ ทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม การเมือง และการศึกษา เป็นต้น หาใช่แต่จะเป็นปัญหาเพียงเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น

          ช่วงที่สำคัญที่ผมนำมาบันทึกต่อก็คือ ในรายงานข่าวมีการนำเสนอตัวอย่างของเกษตรกรทำนา ที่จังหวัดพิจิตร พบว่า ทำนาจำนวน 20 ไร่ ต้นทุนตกไร่ละ 2 พันกว่าบาท  แต่ในระหว่าง 4 เดือนที่ทำนา กลับมีรายได้(กำไร)จากการทำนา 6 พันกว่าบาท  มีรายได้หรือผลตอบแทนเพียงเฉลี่ยเดือนละ 1 พันกว่าบาทเท่านั้น  ทำให้ผมอดที่จะคิดต่อไม่ได้ว่า หากเราใช้แว่น KM มองในประเด็นนี้ จะพบว่า..มีทางออกครับ    เพราะที่พิจิตร  มีเกษตรกรที่สามารถปลูกข้าวแล้วสามารถลดต้นทุน เหลือเพียงไร่ละ 1,100 กว่าบาท ที่อำเภอตะพานหิน (คุณผดุง:รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร) ผมเคยได้ไป ลปรร. มาแล้ว

          และในกรณีของเกษตรกรที่ข่าวนำมาเสนอนี้ หากค้นหาของดี คือเกษตรกรที่ทำนาเหมือนๆ กัน และต้นทุนต่ำกว่า ผมก็คิดต่ออีกว่าในรายนี้จะสามารถลดต้นทุนที่สำคัญๆ ได้อีกมาก เช่น

  • ค่าพันธุ์ข้าว    6,900 บาท  สามารถลดลงได้โดยการปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง
  • ค่าปุ๋ยเคมี     12,000 บาท  สามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน หรือลดการใช้ลงได้
  • ค่ารถเกี่ยว    10,000 บาท  สามารถลดลงได้ หากหันมาใช้แรงงานคนในครับครัวเพิ่มขึ้น และพื้นฟูวัฒนธรรมการช่วยเหลือกันที่เรียกว่าการ"ลงแขก"
  • ค่าจ้างหว่าน      600 บาท  ลดลงได้ด้วยการใช้แรงงานในครัวเรือนทดแทน
  • ฯลฯ

          เป็นวาบหนึ่งแห่งความคิดที่ผ่านมาระหว่างการดูทีวี  จากตัวอย่างนี้หากสามารถลดต้นทุนลงได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมาก  และมุมมองในฐานะของนักส่งเสริมการเกษตร ซึ่งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดกระบวนการ ลปรร.ของเกษตรกร  คิดว่าปัญหาหนี้สิน หรือปัญหาการทำการเกษตรที่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มกับการลงทุนนั้น มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง และในหลายๆ กิจกรรมของบ้านเรา ไม่ฉพาะแต่ที่ตัวอย่างที่ยกมาในบันทึกนี้เท่านั้น  ...แต่เราสามารถใช้กระบวนการจัดการความรู้มาใช้ เพื่อเรียนรู้และแก้ปัญหาเหล่านี้ได้  หากเรามีความเข้าใจและร่วมมือกัน..

          ดังนั้นพวกเราคงมีการบ้านอีกหลายข้อที่จะต้องร่วมกันเรียนรู้และแก้โจทย์นี้....

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร.

วีรยุทธ  สมป่าสัก