ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นคนชอบทำอาหาร งานฝีมือ  ตอนเรียนประถม-มัธยมจะลงเรียนวิชาเลือกเป็นคหกรรมเสมอ และที่บ้านพ่อและแม่ก็ชอบทำอาหาร เราก็ชอบสังเกต จดจำวิธีการทำอาหารต่างๆจากท่าน หรือหากไปทานอาหารนอกบ้าน แล้วอาหารนั้นอร่อย ก็จะพยายามจำหรือคิดตามไปว่าเขาน่าจะใส่อะไรบ้าง มันถึงได้อร่อยและน่าทานอย่างนี้ ก็จะจดจำมาทำเองอยู่เรื่อยๆ  

เมื่อมาอยู่ที่แคนาดา วัฒนธรรมและวิถีการกินของเราและสามีต่างกัน ก็ต้องปรับเข้าหากัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ที่ผ่านมาก็พยายามเก็บรายละเอียดว่าแฟนชอบทานอาหารแบบไหน เคยตกลงกับแฟนว่าผลัดกันทำดินเนอร์คนละวัน เราก็ได้เรียนรู้ว่าอาหารอะไรบ้างที่เขาชอบทำ แสดงว่าเขาชอบทาน และได้เรียนรู้ว่าอาหารแคเนเดี้ยนของเขานี่มันทำอย่างไร และอาหารไทยที่เราทำ อะไรบ้างที่เขาชอบและไม่ชอบ ก็ได้เอาข้อดีข้อเสียของอาหารมาปรับปรุงอยู่เสมอ จนทุกวันนี้เขาทานได้ทั้งไทยและแคเนเดี้ยนฝีมือเราเอง และยังคงช่วยเราทำอาหาร และเรียนรู้วิธีการทำอาหารไทยจากเราด้วย

ทำไมต้องทำอาหารล่ะ??  ซื้อเอาอย่างเมืองไทยไม่ได้เหรอ??  ไปทานข้าวนอกบ้านไม่ดีกว่าเหรอ??

เป็นคำถามที่คนทางเมืองไทย ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูงถามมาบ่อยๆ  

คำตอบแรกที่คิดได้ คือ  ประหยัด

คำตอบต่อมา เวลาเราทำอาหาร แล้วมันสนุก มันท้าทายว่ารสชาดจะเป็นอย่างไร คนทานจะทานได้หรือป่าว หากคนทานทานได้หมดเกลี้ยง และชมว่าอร่อย ..ความรู้สึกสุขใจมันก็ตามมาด้วย

เพื่อนถามต่อว่า แล้วจะประหยัดไปถึงไหน..อยู่เมืองไทยเห็นใช้เงินฟุ่มเฟือย กินทิ้งกินขว้าง กินข้าวนอกบ้านเกือบทุกวัน มีสามีฝรั่ง ออกจะรวย น่าจะดูแลได้ดี ไม่ต้องมาก้มหน้าก้มตาทำอาหารให้เหนื่อย   

อยากเล่าด้วยความซื่อสัตย์จากใจจริงนะคะ ว่าคนที่แต่งงานกับชายต่างชาติแล้วมาอยู่ต่างประเทศนี้ มีไม่มากหรอกค่ะที่ตกถังข้าวสารได้ไปเป็นคุณนาย ไม่ต้องทำอะไรเลย มีข้าทาสบริวารรับใช้ สามีรวยล้นฟ้า

ส่วนมากก็แต่งงานมากับหนุ่มฐานะปานกลางกันทั้งนั้น ที่ยังอยู่ระหว่างสร้างเนื้อสร้างตัว ทำงานเก็บเงินหาเลี้ยงชีพ อันนี้ไม่รวมสาวไทยที่แต่งงานกับหนุ่มฝรั่ง แล้วลุงๆทั้งหลายย้ายไปอยู่เมืองไทยเพราะว่าเขาเกษียณนะคะ เพราะกรณีนี้ หากเงิน Pension ไม่มากเท่าเงินเดือนที่เคยได้รับ ก็จะอยู่เมืองนอกอย่างลำบากค่ะ แต่อยู่เมืองไทยได้อย่างราชา ดังนั้นบั้นปลายชีวิตต้องย้ายไปอยู่เมืองไทย เพราะเรื่องค่าเงินตัวดีนี่เอง 

มาต่อเรื่องอาหาร ที่อยากเล่าคือกรณีศึกษา case หนึ่ง ที่มาขอคำปรึกษา และน้องเขายินดีให้เราเขียนบันทึกได้ เพื่อเป็นการให้ความรู้กับคนอื่น

สมมติว่าชื่อน้องเอ นะคะ  น้องเอ อายุ 30 ปี  แต่งงานกับหนุ่มแคเนเดี้ยน และย้ายถิ่นฐานถาวรมาอยู่แคนาดา เมื่อก่อนอยู่เมืองไทยน้องเอเป็นพยาบาล มีรายได้ เงินเดือนค่อนข้างดี เพราะทำงานอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพ  ด้วยความที่ทำแต่งาน และทานอาหารจากร้านแถวๆโรงพยาบาล หรือทานนอกบ้านประจำ น้องเอก็เลยทำอาหารไม่เป็น  เจียวไข่ก็ไม่ฟู ต้มไข่ไม่สุก  ในชีวิตแทบไม่เคยทำอาหารเลย น้องเออยู่แคนาดาได้หกเดือนแล้ว  ยังไม่มีงานทำ เพราะต้องไปเรียนภาษาเพิ่มเติม และรอสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลที่แคนาดา ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาก ดังนั้นมาอยู่หกเดือนแล้ว สามีทำงานหาเงินคนเดียว น้องเอก็ไปเรียนภาษาและอยู่บ้านเป็นส่วนมาก  

สามีของน้องเอเป็นวิศวกร เงินเดือน ประมาณ ชั่วโมงละ 28 ดอลล่า 

  • เดือนนึงได้เงินเดือนประมาณ 4500 ดอลล่า(4500x30บ. = 135,000บาท) 

  • รายจ่ายประจำของเขาที่ต้องจ่าย ได้แก่ ค่าภาษี ประมาณ 1000 ดอลล่าต่อเดือน ,  ค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์ 1200 ดอลล่า , ผ่อนรถ 450 ดอลล่า , โทรศัพท์ เคเบิ้ลทีวี อินเตอร์เน็ต ประมาณ 300 ดอลล่า , ค่าน้ำมันรถ เดือนละ 100 ดอลล่า พวกนี้เป็นสิ่งที่ต้องจ่ายประจำ รวมแล้วเหลือเงิน จากเงินเดือน ประมาณ 1,450 ดอลลล่า

1,450 ดอลล่า ที่เหลือนี้ ก็เป็นค่าอาหาร เสื้อผ้า ยา ของใช้ในครัวเรือน เมื่อก่อนสามีอยู่คนเดียว อยู่ได้สบาย มีเงินเก็บพอควร ก็ได้บินไปบินมา เมืองไทย-แคนาดา และแต่งงาน จ่ายสินสอด ทองหมั้น ค่าใช้จ่ายๆต่างๆตอนแต่งงานและการดำเนินเรื่องให้หญิงสาวที่รักได้มาอยู่ด้วยกันที่แคนาดา ซึ่งเงินเก็บที่มีก็หมดไปแล้ว

น้องเอมาถึงแคนาดา ชีวิตไม่สวยงามอย่างที่คิดไว้ เพราะรายรับไม่พอใช้  จากรายได้ของสามี 1450 ดอลล่าเมื่อก่อนใช้ตนเดียว ตอนนี้ใช้กันสองคน

ทุกวัน สองคนสามีภรรยาต้องจ่ายค่าอาหารกลางวัน อย่างน้อยก็คนละประมาณ 7 ดอลล่า มื้อเย็นไม่ทำกับข้าว ออกไปทานข้างนอก สองคนก็ไม่ต่ำกว่า 20 ดอลล่า วันนึงต้องจายค่าอาหารไปอย่างต่ำก็ 40 ดอลล่า หากเป็นแบบนี้ 20 วัน ก็หมดไปแล้ว 800 ดอลล่า สำหรับค่าอาหาร ยังเหลืออีก 10 วัน ที่อาจจะทำทานเองบ้าง ซึ่งก็ต้องมีของสดในตู้เย็น ที่ต้องซื้อมาใส่ไว้ อย่างน้อยก็ผัก ผลไม้ นมสด เนย ชีส ขนมปัง กาแฟ พวกนี้ที่ทานเป็นมื้อเช้าได้ด้วย  

แต่ 1450-800 = 650 ดอลล่า จะพอเหรอ ทั้งซื้อของใช้ในครัวเรือนอาหารสดมาใส่ตู้เย็น ค่ารถไปเรียนของน้องเอ และจิปาถะที่จะต้องจ่าย  จะเหลือเงินให้ภรรยาช๊อบปิ้งหรือเปล่า  ดังนั้น เครื่องสำอาง(ใช้อย่างประหยัด)  เสื้อผ้า รองเท้า ใช้ของเดิม ไม่มีงบให้ซื้อใหม่  [ยกตัวอย่างแค่ง่ายๆ รองเท้าแตะที่เมืองไทย 199 บาท ที่นี่ 20 ดอลล่า(600บาท) ]   หากภรรยาไปช๊อบปิ้ง แล้วจะเหลือเงินเก็บไว้สำหรับค่าเครื่องบินให้ภรรยากลับมาเยี่ยมเมืองไทย หรือแม้แต่ใช้ในเวลาVecation หรือเปล่า  น้องเออยู่กับสามีมาหลายเดือน ความเป็นอยู่เริ่มฝืดเคือง  น้องเอเศร้า ร้องให้ทุกวัน อยากหางานทำ  แต่งานที่นี่มันก็หายากสำหรับคนที่ภาษายังไม่ดีพอ

เราได้พูดคุยกับน้องเอ และเริ่มสอนให้เขาทำอาหาร  ทำง่ายๆ จากอาหารกลางวันก่อน เช่น ทำหมูทอด ไก่อบ ไข่เจียว  ผัดผัก แซนวิซ มักกะโรนี แล้วใส่กล่องให้สามีไปทานเป็นอาหารกลางวันด้วย (คนที่แคนาดาส่วนมากนิยมห่ออาหารกลางวันไปทานที่ทำงานอยู่แล้ว) และน้องเอก็ห่ออาหารไปทานมื้อกลางวันที่โรงเรียนเช่นกัน

ส่วนอาหารเย็น ก็ค่อยๆหัดทำกันไป ซื้อตำรามาบ้าง search internet บ้าง ว่าเมนูที่อยากกินนั้นมันทำยังไง  ซึ่งน้องเอก้สนใจ และตั้งใจว่าจะปรับตนเอง

ตอนนี้ผ่านมาได้สองเดือนแล้ว เขาบอกว่าค่าอาหารทั้งหมดในบ้านเขา สองเดือนที่ผ่านมา รวมแล้วจ่ายน้อยกว่า 500 เหรียญต่อเดือน ก็ให้กำลังใจกันไป ค่อยๆหัดทำ ค่อยๆเรียนรู้  แล้วจะได้มีเงินเก็บไว้ใช้ในยามยากลำบาก มีเงินค่าตั๋วเครื่องบินบินกลับเมืองไทย และมีเงินให้พ่อแม่ที่เมืองไทยได้ด้วย  และหากน้องเอได้ทำงาน ก็คงจะสบายขึ้น  

ส่วนวิธีการของบ้านเรา เราอยู่กันแค่สองคน-ภรรยาอย่างน้องเอ เรื่องอาหารก็สบายๆ ไม่ได้อดอยาก หรือประหยัดรัดติ้ว จนไม่ซื้ออะไรทาน เรากับสามีทานข้าวนอกบ้านเดือนละ 4-5 ครั้ง เป็นดินเนอร์ 1 ครั้ง , Breakfasr or lunch 3-4 ครั้ง ส่วนมากอาหารกลางวันจะไปทานอาหารญี่ปุ่น หรือก๊วยเตี๋ยวเฝอของเวียดนาม  และDinner จะไปทานอาหาร Italian , canadian

4-5 ครั้งต่อเดือนนี้กำหนดไว้ว่าจะต้องอยู่ในงบประมาณ 120 ดอลล่า

ส่วนอาหารที่ซื้อมาทำที่บ้าน จะซื้อผักผลไม้ เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ดีมีคุณภาพ เราเลือกซื้อจากฟาร์ม เพราะจะได้ของสดและถูกกว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ต หนึ่งสัปดาห์ไปซื้อของหนึ่งครั้งในวันเสาร์ช่วงบ่าย เป็นตารางกิจกรรมของเราและสามีที่ทำเสมอ   เมืองที่เราอยู่นี้มีคนเกาหลี อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่นเยอะ ก็เลยมีร้านขายของเวียดนามเป็นร้านใหญ่มาก มีเกือบทุกอย่างที่เป็นเครื่องปรุงจากเมืองไทย  พริก กะปิ น้ำปลา ผงปรุงรส อาหารประป๋อง ฯลฯ และทุกวันศุกร์ จะมีผักจากเมืองไทยมา อย่างเช่น ชะอม มะเขือต่างๆ พริกขี้หนูสวน ผักกะเฉด ผักกระถิน สะเดา ถั่วพลู ใบกระเพรา ฯลฯ มาขาย  และมีร้านขายของ ของคนลาว ชื่อร้าน ไทย-ลาว มีขนมไทยๆแช่แข็ง อย่างขนมถ้วย ขนมตาล ขนมจาก ข้าวหลาม ข้าวเหนียวปิ้ง อีกด้วย

เรื่องอาหารสำหรับเราอยู่ที่นี่ก็เลยไม่ค่อยแตกต่างจากอยู่เมืองไทยเท่าไหร่ อาจจะต่างตรงที่ว่า อยู่นี่จะไม่มีอาหารบนโต๊ะทานข้าวหลายๆอย่าง อย่างเมืองไทย ที่ต้องมีผัด ยำ แกง น้ำพริก   แต่อยู่แคนาดาเราจะทานอาหารแค่มื้อละ 1-2 อย่างเท่านั้น  อย่างเช่น ซื้อปลาแซลอนมาหนึ่งตัว ก็จะหั่นเป็นชิ้นๆ แช่ช่องแข็งไว้ ทำได้ทั้งสเต๊กปลาแซลมอน  พอทำสเต๊กเสร็จแล้ว ก็จะเอาผักมาต้ม อย่างแครอท บล๊อกโคลี่ ทำแมสโพเทโท  แล้วราดด้วยน้ำเกรวี่ทานกับปลาแซลมอน  วันหลังเราก็เอาปลาแซลมอนที่เหลือมาทำปลาแซลมอนนึ่งมะนาว หรือทำต้มยำกุ้ง ก็ทำแค่พอทานกันสองคน อาจจะมีผัดผักคะน้าใส่แครอท มาช่วยให้ได้คุณค่าอาหารครบ เท่านั้นค่ะ  

ส่วนอาหารเผ็ดๆ อย่างผัดกระเพราคุณสามีจะทานไม่ได้  เราซื้อใบกระเพรา 1 ห่อ (ซื้อเมืองไทย 5 บาท ที่นี่ 2 ดอลล่า ) ต้องรีบทำไม่งั้นมันจะเน่าเร็ว เราก็ผัดกับหมูสับ หรือผัดไก่และเครื่องใน ให้เยอะพอกับสัดส่วนใบกระเพรา ผัดเสร็จก็แบ่งเก็บใส่ถุงซิบล๊อกถนอมอาหาร เอาเข้าช่อง freeze แช่แข็ง เก็บไว้ทานได้อีก 3-5 ครั้ง  อาหารเผ็ดๆแบบนี้ เราจะทำไว้ทานเป็นอาหารกลางวัน เพราะต่างคนต่างทาน  ตอนเช้าเราเอาออกจากช่องแช่แข็งก็เอามาอ่น เอาไปทานที่โรงเรียน

ส่วนสามี ก็จะทำอาหารง่ายใส่กล่องเป็น Lunch box ให้เขาเอาไปทานที่ทำงาน เช่น พาสต้า หรือแซนวิซ ซึ่งทำไว้ตอนกลางคืนเตรียมไว้ได้

ค่าใช้จ่ายในการซื้อของสดและเครื่องปรุงต่างๆมาปรุงอาหารนี้ แต่ละเดือนบ้านเราจ่ายไม่เกิน 250 ดอลล่า เมื่อรวมกับที่ทานนอกบ้านด้วยแล้ว สองคนรวมกันก็ไม่เกิน 400 ดอลล่าต่อเดือน เรียกว่าประหยัด ได้สารอาหารครบ สามีภรรยาได้ช่วยกันทำมื้อเย็น เรียนรู้และมีความสุขกับเวลาในการทำอาหาร

เป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างจากเมืองไทยโดยสิ้นเชิงนะคะ  ก่อนเรามาอยู่ที่นี่ อยู่เมืองไทยอย่างสุขสบาย มีบ้าน(แม้ว่าเป็นของพ่อกะแม่ก็ตาม)  มีรถ มีงานที่ดี  ช๊อบปิ้งได้ตามสบาย อยากเที่ยวไหนก็ได้ไป  แต่พอแต่งงานแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างเปลี่ยน หน้ามือเป็นหลังมือ ต้องปรับตัว ปรับใจ เรียนรู้ และเริ่มต้น ตั้งสติให้ดี ทุกอย่างจะผ่านไปได้ หากเราและสามีเข้าใจกัน  คุยกัน ปรับทุกข์กันอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ต่อกัน และขยันช่วยกันเก็บ ช่วยกันรักษา วางแผนชีวิตให้ดี ชีวิตที่แคนาดาจะดีมากเลยค่ะ

ลองคำนวนดู แต่ละปี หากมีเงินเก็บอย่างน้อย เดือนละ 500 ดอลล่า ที่รู้ใช้ รู้เก็บมาจากค่าอาหารนี้ หนึ่งปี 6000 ดอลล่า x 30 บาท = 180,000 บาท เลยทีเดียว  สามารถใช้ Vecation กลับเมืองไทย ปีละ 1-2 เดือน หรือไปเที่ยวประเทศอื่นๆได้อย่างสบาย

ทั้งหมดที่เล่ามา ก็เป็นมุมมอง และประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้น เผื่อเป็นแนวทางการใช้ชีวิตที่แคนาดา สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจจะย้ายมาอยู่แคนาดาอย่างถาวรได้บ้างนะคะ