เรื่องเล่าต่อจาก "อ่านและคิด...ชีวิตอิสระ"
      

       ขณะเรียน ป.โท ทางด้านจิตวิทยานั้น(การแนะแนวและให้คำปรึกษา ที่ มข.) กิจกรรมที่ทำเสมอ คือ การคิด-และสำรวจตนเอง ควบคู่ไปกับการเรียนอาจเนื่องจากได้รับโอกาสในการให้ได้ไปฝึก "จิต" เพราะคณาจารย์ในหลักสูตรท่านรอบคอบและมองว่าหากจบไปได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลจิตใจ"คน" เราเองก็ควรจะเป็นผู้ที่ได้ดูแลจิตใจตนเองก่อน

       การเรียน ป.โท สมัยนั้นคนเรียนน้อย จึงทำให้ได้มีโอกาสคุ้นเคย สนิทสนมกับเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันค่อนข้างมาก เพราะมีกันแปดสาว ไปไหนไปกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขตลอดการเรียน เสาร์-อาทิตย์ เรามีกิจกรรมทำร่วมกันบ่อย ไปทำกลุ่มกันตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัดขอนแก่น เป็นประจำ ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตของการเป็นผู้ให้อย่างไร้เงื่อนใดใด...อย่างโดยไม่รู้ตัว

       ความอิสระ และโอกาส..มักติดตามดิฉันไปตลอดเวลาทุกที่ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ตอนจบก็สร้างวีรกรรมให้เป็นที่ลือกันอีกครั้ง เพราะไปแปลกแยกกฏที่ดูเหมือนไม่เป็นกฏ คือ ตามกระบวนการส่งเรื่องจบดิฉันได้ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่างตามระยะเวลา และกระบวนการ แต่ไม่มีชื่อตนเองจบ จึงไปตรวจสอบและติดตาม ปรากฏว่าเรื่องส่งจากบัณฑิตไปถึงบัณฑิตวิทยาลัยล่าช้า และรายชื่อผู้ที่จบการศึกษาเขาได้ส่งเข้าสำนักพระราชวังเรียบร้อยแล้ว ณ ขณะนั้นดิฉันรู้สึกคับข้องใจในผลลัพธ์ที่ตัวเองดูเหมือนได้รับการถูกกระทำ อย่างไม่ยุติธรรม จึงดำเนินเรื่องด้วยตนเองตามลำพังเพื่อปรึกษาผู้บริหารทุกระดับขั้น แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอะไรได้นอกจากการปลอบใจ ให้รอรับปริญญาในปีถัดไป

       จนเข้าไปถึงและพบท่านอธิการบดี ท่านมองว่าทุกอย่างมีทางแก้ไขท่านตรวจสอบไปที่สำนักพระราชวัง..สอบถามว่าหากส่งชื่อผู้จบการศึกษาเพิ่มเติมจะได้ไหม ซึ่งทางเลขาฯ สำนักพระราชวัง ท่านบอกว่าเป็นเรื่อง/ดุลพินิจในมหาวิทยาลัย ทางสำนักพระราชวังไม่มีข้อข้ดข้องใดใด ดังนั้นท่านอธิการบดี จึงเซนต์อนุมัติจบให้ และสั่งการให้ตามรายชื่อผู้ตกหล่นทั้งหมดและส่งเป็นรายชื่อเพิ่มเติมเข้าไป ทำให้มีผู้พลาดโอกาส ณ ตอนนั้นได้รับโอกาสร่วมด้วยไม่ต่ำกว่าสามสิบท่าน(จำจำนวนไม่ได้แน่ชัด)

       เมื่อจบมาทำงาน ที่กลุ่มงานจิตเวช ชีวิตการทำงานค่อนข้างเป็นไปตามกรอบ อึดอัด ทำงานตาม Routine ซึ่งตนเองมองว่าน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่เมื่อเสนอไปก็ไม่ได้ทำเพราะมองว่า ซีเนียร์น้อย (เป็นพยาบาลระดับผู้น้อยอยู่) ก็เลยทำงานไปวันๆ แต่ด้วยแรงขับที่ตนเองมองว่ามีอยู่มากภายในใจ จึงทำวิจัยมากมายหลายเรื่องในขณะนั้น ซึ่งดูเหมือนเป็นการปลดปล่อยตนเอง พอเห็นประกาศ/ระเบียบฉบับใหม่ว่าด้วยการลาศึกษาต่อภายในประเทศ ที่ระบุเพิ่มเติมว่าจบมาทำงาน 1 ปี ให้ลาศึกษาต่อได้ ในตอนนั้นดิฉันได้เริ่มมองหาช่องทางการเรียนต่อไว้บ้างแล้ว

       ชีวิต..ความอิสระ...คุกกรุ่นอยู่ในใจอีกครั้ง เมื่อมองเห็นโอกาส

"อิสระที่เริ่ม...อิสระ"