ทำให้การเรียนรู้งอกงามจากภายในด้วยการ “เผยตน” (๓)

ความฝันของโรงเรียนเพลินพัฒนาซ่อนอยู่ในความฝันของเด็กเหล่านี้นี่เอง

Port’ AAR: I love violin

รู้ตัวตนจากการทำ Port' AAR

พออยู่ชั้น ๖ ซึ่งเป็นปีที่คุณแม่ต้องไปศึกษาต่อที่ประเทศอียิปต์เป็นเวลาหนึ่งปี ก็เป็นวิกฤติของพ่อกับลูก แต่กลับเป็นโอกาสให้ลูกได้ฝึกความรับผิดชอบมากขึ้น ประกอบกับคุณครูชั้น ๖ ก็ดูแลเอาใจใส่ได้ดีมาก ครูกับเด็กมีหัวใจเดียวกัน เมื่อความไว้วางใจเกิด ความร่วมมือก็ตามมา ชั้น ๖ เป็นช่วงที่ทางบ้านไม่ต้องบอกหรือเคี่ยวเข็ญให้ลูกทำการบ้านเลย ลูกมีความรับผิดชอบมาก จะคอยมารายงานเองด้วยซ้ำว่าวันนี้เรียนอะไร มีการบ้านมากน้อยอย่างไร และแม้จะทำการบ้านจนดึก ก่อนนอนก็จะต้องหยิบไวโอลิน ให้พ่อหาเพลงจาก Youtube ที่ลูกชอบ แล้วก็มานั่งสีหน้าคอมพิวเตอร์ เป็นแบบนี้ทุกคืนไป

 

ในการทำกิจกรรมเผยตนครั้งที่สองของลูก เป็นหัวข้อเรื่องการรู้ตัวตน ลูกทำเรื่องอยากเป็นนักไวโอลิน เราไปนั่งฟังความฝันของลูกท่ามกลางบรรยากาศที่ห้อมล้อมไปด้วยคุณครูและเพื่อนๆ ของลูก เหมือนครอบครัวใหญ่โอบล้อมร่วมยินดีกับความใฝ่ฝันของสมาชิกในบ้าน รู้สึกตื้นตัน พ่อแม่มานั่งฟังลูกนำเสนอที่โรงเรียนก็ยังงงเลยว่า ลูกเรามีความรู้เรื่องดนตรีเกินกว่าที่เรารับรู้ไปมากแล้ว ลูกเอาเกมมาทายเรายังตอบไม่ได้เลย และในความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าอันหนึ่งคือการพยายามสอบเข้าวง Youth หรือวงดุริยางค์เยาวชนแห่งประเทศไทยให้ได้ เราถามลูกว่าจะไหวหรือ น้องพิมบอกว่าก็ต้องไปลองดู ให้พ่อหาใบสมัครในอินเตอร์เน็ต และติดต่อซื้อโน้ตเพลงสอบมาด้วย 

 

ไม่นึกเลยว่า Port’ AAR และกระบวนการการเผยตนจะทำงานของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้ แม้การออดิชั่นครั้งแรกของลูกจะยังไม่ผ่าน แต่น้องพิมก็ดีใจเพราะอาจารย์ที่มาพิจารณาบอกว่าหนูเพิ่งเรียนไวโอลินได้ไม่นานเล่นได้เท่านี้ พยายามอีกนะ ปีหน้าอาจจะได้ เพียงคำพูดแค่นี้ก็ทำให้น้องพิมกลับเข้ามาอยู่ในร่องความฝันเดิม แม้ในวันนั้นต้องไปแข่งกับรุ่นพี่ๆ อายุไม่เกิน ๒๕ ปี แต่ก็ไม่ได้สั่นไม่ได้กลัวอะไร

 

เท่าที่ผ่านมาก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดนตรีชีวิต และมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนสามารถสร้างบรรยากาศความรักในดนตรีให้กับเด็กๆได้ อย่างที่น้องพิมเคยได้รับมา เพราะทางบ้านไม่ได้มีฐานทางด้านนี้เลย แต่โรงเรียนได้ทำให้เด็กคนหนึ่งรักและชอบในเสียงดนตรี และมีความฝันและมองอนาคตของตัวเองออกว่าจะเดินไปอย่างไร แค่นี้สำหรับพ่อแม่ก็ชื่นใจ และดีใจมากแล้ว และจะต้องสนับสนุนกันอย่างไรก็ต้องทำเต็มกำลัง

 

 

นี่อาจเป็น Tailor made ที่โรงเรียนเคยพูดถึง

 

สิ่งที่โรงเรียนพยายามคิดพยายามทำมาตลอดตามแนวคิดของคณะผู้ก่อตั้ง การไม่ได้ละทิ้งความสามารถที่ซุกซ่อนอยู่ในเด็กแต่ละคน ไม่ได้ดูเฉพาะคะแนนสอบ พยายามหาดุลยระหว่างเด็กสอบเก่ง กับเด็กเรียนเป็น และมีพัฒนาการแบบเพลินๆ แม้จะดูให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ยาก และไม่เห็นผลในทันที

 

แต่นี่อาจเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ตลอดหกปีในรั้วเพลินพัฒนา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงมากมายบนแนวคิดกระแสเดิม ได้ทำให้เด็กหญิงตัวเล็กที่สุดของห้องที่คอยหลบอยู่หลังพ่อแม่เพราะไม่มั่นใจ ค่อยๆ คลี่คลายตัวเองออก จนสามารถออกมายื่นอยู่แถวหน้าๆ เป็นเพื่อนที่มีน้ำใจกับทุกคน เป็นพี่ที่คอยสอนไวโอลินให้น้อง เป็นหัวหน้าหมู่เนตรนารีที่น้องๆ รักมาก

 

ทุกวันนี้น้องพิมแบกไวโอลินไปโรงเรียนทุกวัน บางวันก็ไปเล่นหน้าเสาธง บางวันก็ไปต่อเพลงกับเพื่อน บางวันก็ไปสอนน้อง ไวโอลินจึงกลายเป็นเหมือนสมุดดินสอที่ลูกไม่ยอมให้ห่างกายเลย

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะบรรยากาศของโรงเรียนโดยแท้ เพราะที่บ้านไม่มีใครเล่นดนตรีเป็นเลย หากโรงเรียนมุ่งเน้นปัญญาด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว พหุปัญญาด้านอื่นๆของเด็กอาจไม่มีพื้นที่ได้แสดงออกเหมือนอย่างที่เกิดกับลูก สำหรับพ่อแม่แล้ว ลูกจะเรียนอะไรก็ได้ หากสิ่งนั้นนำไปสู่เป้าหมายที่ลูกตั้งใจไว้ แล้วพยายามเดินตามความฝันนั้นอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย คุณครูเพลินพัฒนาเองก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพ่อแม่ ครูที่อดทนสอนลูกศิษย์ท่ามกลางแรงกดดันและความคาดหวังมากมาย ต้องมีความฝันที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

 

 

Port’AAR  และกระบวนการเผยตน น่าจะตอบโจทย์เรื่องการดูแลพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลได้ เพราะเป็นRoad map ที่เด็กๆ เขียนขึ้นให้พวกเราอ่าน จะได้สนับสนุนกันถูกทาง โดยกระบวนการ ก็สามารถกระตุกต่อมความฝันของเด็กๆเหล่านี้มาก ครูใหม่เชื่อไหมครับว่า ความฝันของโรงเรียนเพลินพัฒนาซ่อนอยู่ในความฝันของเด็กเหล่านี้นี่เอง หากมีเวลาตามล่าความฝันจากเด็กๆ ที่ได้ร่วมสร้างโรงเรียนมาตั้งแต่ต้นวัฒนธรรมของเพลินพัฒนาน่าจะชัดขึ้นจากเด็กๆเหล่านี้

ด้วยความเคารพ

พิชิต

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ฝึกตนฝนปัญญา



ความเห็น (0)