จักวาล โลก และร่างกายมนุษย์ ถูกกำหนดแนวทางการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปไว้ล่วงหน้าแล้ว ทุกองค์ประกอบของทุกสิ่งเป็นความสัมพันธ์ของสสารและพลังงานที่มีรูปแบบและกระบวนการที่ต้องเป็นไปตามนั้น หากใครก็ตามพยายามฝืนธรรมชาติ วิ่งหนีธรรมชาติ หรือสร้างความแปลกแยกแตกต่างจากที่ธรรมชาติกำหนด สุดท้ายก็จะไม่พ้นอุ้งมือธรรมชาติไปได้
พระอาทิตย์ถูกกำหนดให้ส่องแสงเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งในจักรวาล โลกถูกกำหนดให้หมุนรอบดวงอาทิตย์เพื่อสร้างวัฎจักรของสิ่งมีชีวิตบนโลก สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน พืชกับสัตว์และมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน พึ่งพาอาศัยและทำลายล้างซึ่งกันและกัน ทุกอย่างมีบทบาทหน้าที่ และรูปแบบที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ยกเลิกไม่ได้แต่ปรับปรุงโดยไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติได้
หลายคนอาจไม่เชื่อแนวคิดนี้ เพราะคิดว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ เช่นเมื่อก่อนมนุษย์เราอยู่ในถ้ำตามป่าเขาพึ่งพาแม่น้ำลำธาร แต่วันนี้มนุษย์พัฒนาบ้านเมืองก้าวหน้าไปไกล จนกลายเป็นตึกระฟ้าเต็มไปหมดมีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัยครบครัน มองดูผิวเผินอาจจะใช่ มนุษย์กำหนดได้ แต่ถ้ามองอย่างลึกซึ้งทุกอย่างยังคงโครงสร้างเหมือนเดิมแต่มีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ขึ้น ไร้จิตวิญญาณ ขาดคุณภาพชีวิต
หากเรามองเปรียบเทียบภาพสองภาพ ภาพหนึ่งคือภาพธรรมชาติป่าเขาลำธารที่มนุษย์เคยพำนักพักอาศัยดำรงชีวิต กับภาพของเมืองใหญ่ที่มีตึกสูงเต็มไปหมดเป็นแหล่งดำรงชีวิตของมนุษย์ยุคปัจจุบัน มนุษย์ไม่รู้ตัวว่าแม้พยายามเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็จะกลับไปสู่จุดเดิม มันต่างอย่างไรที่เราระเบิดภูเขามาสร้างเป็นภูเขาลูกใหม่ในรูปของตึกระฟ้า มันต่างกันอย่างไรระหว่างถ้ำกับห้องพักในคอนโดมิเนียม มันต่างอย่างไรที่เราหันหลังให้แม่น้ำหนองบึงแล้วสูบน้ำขึ้นไปไว้บนยอดตึกเพื่อให้ไหลลงมาใช้ และสร้างสระน้ำ บึง น้ำตกเทียมไว้ใกล้ ๆ ที่ทำงานหรือที่พักอาศัยเพื่อใช้มันสร้างความรู้สึกว่าชีวิตมีความสุข
มันต่างอย่างไรที่เราละทิ้งป่าไม้ แต่เราพยายามปลูกต้นไม้ไว้ในตึก หน้าตึกหลังตึก แม้แต่ในห้องน้ำหรือบนโต๊ะทำงานเพื่อให้ชีวิตสดชื่น ปลูกแล้วตายก็ยังพยายามหาต้นไม้เทียมไว้ไกล้ ๆ ตัว มนุษย์ทุกคนมีจิตใต้สำนึกที่โหยหาธรรมชาติที่ได้ละเลยด้วยจิตสำนึกอันเขลายิ่งนัก
แน่นอนความสะดวกสบายกว่า เป็นคำตอบโต้แย้งที่ฟังดูดีมีเหตุผล ว่าเป็นความแตกต่าง แต่ความสะดวกสบายถูกแลกเปลี่ยนกับอากาศที่แย่กว่า น้ำที่แย่กว่า คุณภาพชีวิตที่แย่กว่า เป็นธรรมชาติที่ไร้วิญญาณ สิ่งที่จะตามมาคือความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ คือ สุขภาพที่เลวร้าย จากเดิมที่มนุษย์เข้ากันได้กับทุกสิ่ง กลายเป็นมนุษย์ภูมิแพ้ที่แพ้ทุกสิ่งรอบตัว แม้แต่ตัวเองก็ยังแพ้ มนุษย์รุ่นต่อ ๆ ไปจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร หมู่ตึกระฟ้าอาจกลับคืนเป็นป่าเขาที่ไร้มนุษย์ก็อาจเป็นได้ หากคุณทำลายความเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติจะทำลายชีวิตคุณเพื่อให้โลกคืนสู่สมดุล นี้คือแนวคิดอันเป็นปรัชญาสู่แนวทางอันเป็นคำตอบของการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่การแนะนำให้หันกลับไปอยู่ตามป่าเขา แต่ควรอยู่กับโลกปัจจุบันโดยการใช้ชีวิตให้เป็นธรรมชาติที่สุด ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด เพราะธรรมชาติจะดูแลเราเอง ร่างกายของคนเรามีพลังศักยภาพที่จะดูแลสุขภาพตนเองได้ดีเยี่ยมภายใต้ภาวะแห่งธรรมชาติ.
เราควรจะใช้ชีวิตอย่างไรกับสภาพแวดล้อมและสังคมที่เราเป็นอยู่ซึ่งมีสิ่งมีพิษอยู่ในปัจจัย4ของเราทั้งหมดอาหาร นำ อากาศ ที่อยู่อาศัยแม้แต่ยา มันยากนา
สวัสดีครับ คุณyon2499
ชีวิตคนเรามาจากธรรมชาติ อะไรที่มันไม่ได้มาจากธรรมชาติหากเอามาใส่ตัวมาก ๆ ร่างกายเราก็จะอ่อนล้าขาดพลัง เพราะมันไม่เข้ากัน มันขัดขวางการทำงานของเซลล์ของชีวิตเรา ที่เลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ส่วนใหญ่แล้วเราเลี่ยงได้(แต่มักไม่อยากเลี่ยง เช่น อร่อยดี เป็นต้น) ทุกวันนี้คนเป็นมะเร็งกันเป็นว่าเล่น ก็เพราะเราเอาสิ่งแปลกปลอมใส่ไปในร่างกาย เซลล์เลยเพี้ยน หรือว่าประท้วงมนุษย์ก็ไม่รู้ คุณyon2499คิดอย่างไรครับ.
ธรรมชาติ คือ พระเจ้า
เป็นเรื่องน่าแปลก คนทำลายธรรมชาติ แต่ก็ต้องการความสุขจากธรรมชาติในเวลาเดียวกัน
มนุษย์เราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ตั้งแต่เกิดจนโตเพื่อปรับตัวให้มีชีวิตเข้ากับสิ่งแวดล้อมหากแต่มีวัฒนธรรมและการถ่ายทอดการใช้ชีวิตจากรุ่นสู่รุ่นทำให้มีการปรับเปลื่ยนวิถีชีวิตและทุกวันนี้ยิ่งก้าวกระโดดเมื่อมีเทคโนโลยีและความต้องการสะดวกสบายเข้ามาเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตมนุษย์ แต่หารู้ไม่ว่า ...ต้องแลกกับบางสิ่งที่ไม่ทันรู้ตัวแต่เมื่อรู้ตัวด้วย วัยวุฒิหรือจากประสบการณ์ชีวิตที่เข้าขั้นระยะหนึ่งตัวเองก็เผชิญกับโรคร้ายหรือเผชิญกับสิ่งที่ตัวเองต้องสูญเสียไปโดยไม่ทันจะเตรียมใจ..จึงพบเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านั้นต่างรีบพยายามบอกเล่าประสบการณ์ให้เด็กรุ่นหลังได้เข้าใจและใช้ชีวิตให้เป็นก่อนที่มนุษย์และเผ่าพันธุ์รุ่นลูกหลานจะใช้แนวทางชีวิตผิดผิด ให้หันกลับสู่ธรรมชาติ ให้สนใจวิถีชีวิตที่สร้างสัมพันธ์ที่ดีทางสังคม และ จิตใจ อย่างยั่งยืน ดูแลซึ่งกันและกัน มอบความรักให้กันอย่างจริงใจ..แต่สิ่งเหล่านี้จะดีขึ้นได้ก็ต้องต่อสู้กับกิเลสในใจของมนุษย์ทุกคนเพราะ มนุษย์ดิ้นรนเพื่ออยากจะมีชีวิตที่สบายไม่ใช่ดิ้นรนเพื่ออยู่รอด....
คุณบดินทร์เห็นอย่างไรคะ
ขอบคุณ คุณทางช้างเผือก คุณคนบนดอย และ คุณLittleTree ที่เข้ามาเยื่ยมชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สำหรับความเห็นของคุณLittleTree เห็นด้วยครับ มนุษย์เรามักจะไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่ตนเองมีอยู่ แสวงหาสิ่งที่ไม่ใช่ กว่าจะรู้ว่าอะไรใช่ มักใกล้สูญเสียไปแล้ว...
บทความนี้ทันสมัยเสมอ
...คนอยู่ใกล้..ไกล..ใน.ธรรมชาติ..หากยังไม่เห็น..รู้..ตื่น..เบิกบาน..คงต้องใช้..วิปัสสนาเทคนิค..เป็นเครื่องช่วย..เพื่อความว่าง..วาง..สดใส..สะอาด..รัก..เมตตา..ศรัทรา..(จากท่านพุทธทาส)..เจ้าค่ะ..ยายธี
เป็นความคิดที่วิเคราะห์ได้น่าทึ่ง และเป็นจริงตามนั้นจริงๆ