โดยสรุปใจความด้านสถานการณ์ของปัญหาได้ ๓ ส่วน กล่าวคือ (๑) ความทับซ้อนของกฎหมายที่มีอยู่ ระหว่างกฎหมายอาญาและ พรฐ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (๒) บทบัญญัติทางกฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมาย มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนบนเน็ต และ (๓) ความลักลั่นทางกฎหมายในการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ กับ สิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว

สิทธิพลเมืองชาวเน็ต แตกต่าง แปลกแยก คู่ขนาน ... กับโลกแห่งความเป็นจริง ? ตอนที่ ๑

          เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้รับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับหนึ่งเชิญไปงานเปิดตัว “เครือข่ายพลเมืองสื่ออินเตอร์เน็ต” โดยใช้ชื่อว่า “Thai Netizen Network” จัดขึ้นที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑ เวลา ๑๓.๐๐ น – ๑๗.๐๐ น. หลังจากมีการเปิดตัวแล้วก็จะมีการเปิดเสวนาโต๊ะกลม โดยใช้ชื่อหัวข้อว่า “สิทธิพลเมืองเน็ต และ เสรีภาพสื่อออนไลน์: ปัญหา ข้อท้าทาย และทางออกที่ควรจะเป็น"

  โดยเครือข่ายนี้มี จุดยืนที่สำคัญก็คือ การรวมตัวเพื่อทำงานรณรงค์เชิงนโยบายในระดับประเทศเพื่อการธำรงและปกป้องอิสรภาพในโลกไซเบอร์ (Cyber-liberty) ซึ่งหมายถึงสิทธิพลเมืองเน็ต(Netizens’ rights) และเสรีภาพสื่อออนไลน์ (Freedom of online media)

บนพื้นฐานของหลัก 5 ประการดังนี้

(๑)    สิทธิเสรีภาพในการเข้าถึง และ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น สาระบันเทิง และอื่นๆ (Right to Access)

(๒)   สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งความคิดเห็นความรู้สึก ต่อเรื่อง สังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ชีวิต ฯลฯ (Freedom of Expression)

(๓)   สิทธิในการความเป็นส่วนตัวและการได้รับการปกป้องคุ้มครองอันปลอดภัยจากการสอดส่องโดยรัฐและหน่วยงานอื่นๆ (Surveillance)

(๔)   ความรับผิดชอบร่วมกันของชุมชนสื่อออนไลน์ การกำกับดูแลกันเอง(Self-regulation) ไม่ใช่การปิดกั้น (Censorship) โดยไม่มีขอบเขตจากหน่วยงานรัฐ การสร้างความชัดเจน และกำหนดเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารซึ่งแตกต่างจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

(๕)   ความเสมอภาค ความเป็นเจ้าของร่วมกัน ความเป็นสมบัติสาธารณะ การไม่ผูกขาดทางเศรษฐกิจ (Common Property)

          ความน่าสนใจของงานนี้ก็คือ การค้นหาคำตอบว่า (๑) อะไรคือพลเมืองชาวเน็ต (๒) สิทธิพลเมืองเน็ต คืออะไร (๓) เสรีภาพสื่อออนไลน์ คืออะไร มีอะไรบ้าง มีขอบเขตแค่ไหน (๔) สถานการณ์อันเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องกับสิทธิพลเมืองและเสรีภาพสื่อออนไลน์ คืออะไร มีอะไรบ้าง

          ในการเปิดตัวและเสวนาโต๊ะกลม ประเด็นสำคัญที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาบ่อยครั้งก็คือ สิทธิ เสรีภาพด้านสื่อออนไลน์ กล่าวโดยเฉพาะก็คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็น สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนบุคคล เป็นหลัก โดยสรุปใจความด้านสถานการณ์ของปัญหาได้ ๒ ส่วน กล่าวคือ (๑) ความทับซ้อนของกฎหมายที่มีอยู่ ระหว่างกฎหมายอาญาและ พรฐ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (๒) บทบัญญัติทางกฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมาย มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนบนเน็ต และ (๓) ความลักลั่นทางกฎหมายในการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ กับ สิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว

          หลายกรณีปัญหาถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาโดยวางอยู่บนพื้นฐานของ “สิทธิ เสรีภาพ” ในการแสดงออกความเห็น ก็คือ การแสดงความคิดเห็น ผ่านการเขียนกระทู้ การเขียนบล็อก การจัดทำเว็บไซต์ ที่ “อาจ” หรือ “เป็น” ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามกฎหมายอาญา และ กฎหมายแพ่ง ทั้งในส่วนของการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา และ กาหมิ่นประมาทสถาบัน

          ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อถกเถียงกันว่า วิธีพิจารณาความอาญาในกรณีของหมิ่นประมาท ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลยที่ถูกฟ้องร้อง และเมื่อคดีความถึงที่สุด ศาลพิพากษายกฟ้อง กระบวนการในการเยียวยาความเสียหายให้แก่จำเลยกลับไม่มีการบัญญัติไว้ ทำให้เกิดการใช้บทบัญญัติทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสำหรับผู้มีอำนาจ

          นอกจากนั้น ปัญหาเรื่องของบทบัญญัติทางกฎหมาย โดยเฉพาะ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ถูกวิเคราะห์ว่า เป็นกฎหมายที่มีความทับซ้อนกับกฎหมายอาญาทั่วไปที่มีอยู่แล้ว อีกทั้ง กระบวนการในการบังคับใช้กฎหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ อาจส่งผลให้เกิดความลักลั่นในการบังคับใช้ ทั้ง ในเรื่องของความรู้ในขั้นตอนการทำงานที่อาจละเมิดต่อบทบัญญัติทางกฎหมาย ตลอดจน การใช้อำนาจดุลยพินิจโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

เช่น กรณีความผิดตามมาตรา ๑๔ ส่งผลให้เจ้าพนักงานสามารถกระทำการมีหนังสือสอบถามหรือเรียกข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา ๑๘(๑)(๒) หรือในบางครั้ง เจ้าพนักงานอาจใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ โดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนในการขออนุญาตจากศาล

การกระทำเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อการใช้ สิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็นของบุคคลที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทย กติกาสากลว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

ในขณะเดียวกัน ปัญหาเรื่องการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้อย่างน้อย ๙๐ วัน เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้มีการ “แอบดู” “แอบฟัง” ของผู้ใช้บริการ นั่นหมายความว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการรบกวนซึ่งสิทธิความเป็นอยู่ส่วนบุคคล ซึ่งได้รับการรับรองเฉกเช่นเดียวกับ เสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็น

ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและท้าทายกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มีอยู่ในประเทศไทย