น้ำตาเออล้นออกมาอยากที่จะหยุดได้

ปลาทองนอนหนาว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา 29 พ.ย. 2551 ครบกำหนดทดลอง งดให้ยาปลาทอง Lin Hui รีบพาปลาทองไปพบหมอตามนัด ขับรถเข้าเมือง ขณะทีเลาะลัดไปตามถนนทางลัดเข้าเมือง เห็นงูตัวยาวเอาการที่เดียว สี่ค่อนข้างคล้ำมาก น่าจะเป็นงูสิงกำลังเลื้อยข้ามถนนพอดี
วันนี้เป็นอะไรนะทำไมรถติดจนแปลกใจ ขับมาถึงสี่แยกไฟแดงสุดท้ายก่อนถึงโรงพยาบาลสัตว์ที่รักษาปลาทอง ตำรวจจราจรปิดถนนเข้าไปโรงพยาบาบาลไม่ได้ ต้องขับรถตามทางเส้นทางที่ตำรวจจัดให้เดินรถชั่วคราว ในที่สุดต้องพาปลาทองกลับบ้าน วันอาทิตย์สิ้นเดือนเกรงปัญหาจะซ้ำลอย เลยรอมาถึงวันจันทร์  ที่ 1 ธ.ค. 2551 หลังจากหมอตรวจเร่างกายปลาทอง เห็นสีหน้าหมอแล้วก็รู้คำตอบ หมอบอกว่าต่อมน้ำเหลืองโต คงต้องยอมรับความเป็นจริง ชัดเจนว่าปลาทองเป็นโรคร้าย ตอนที่ให้ยาแล้วต่อมน้ำเหลืองเล็กลงเป็นเพราะปลาทองตอบสนองต่อยาดี พอหยุดยากลับโตขึ้น หมอขอตัดชิ้นเนื้อเพื่องส่งไปตรวจวิเคาะห์ เพื่อให้ทราบว่าอาการของปลาทองอยู่ในขั้นไหน แต่อย่างไรเสียก็ต้องกินยาตลอดหยุดไม่ได้ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า ปลาทองเหลือเวลาอยู่อีกนานเท่าไร ต้องรอผลวิเคาระห์ชิ้นเนื้อ ที่ต้องส่งไปวิเคาะห์แลปที่ศูนย์ ในจ.ขอนแก่นซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 14 วัน วันนี้ช่างเป็นวันที่ใจถูกกระทบอย่างแรงอีกหนึ่งหน หมอแนะนำให้ปลาทองนอนที่โรงพยาบาล รอต้องเจาะเลือด เพื่อตรวจสภาพร่างกายว่าพร้อมที่จะวางยาสลบเพื่อตัดชิ้นเนื้อหรือไม ต้องงดให้อาหาร จึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของหมอ Lin Hui ขับรถกลับบ้านโดยไม่มีปลาทองกลับมา น้ำตาเออล้นออกมาอยากที่จะหยุดได้ ทั้งๆ ที่พยายายามทำความเข้าใจกับธรรมชาติ แต่ก็ยังมีอารมณ์เศร้าหมอง อยู่เป็นระยะๆ คงต้องให้เวลาทำใจกับตัวเองบ้าง กลับมาถึงบ้านพยายามทำงานให้หนักกว่าเดิม เพื่อให้หยุดความคิดเรื่องปลาทอง เอาเรื่องปัจจุบันที่ควรทำให้เรียบร้อย

พรุ่งนี้ 2 ธ.ค. เป็นวันที่คุณแม่จากไปสู่สวรรค์ จึงเตรียมซื้อของทำบุญ จัดเตรียมพวกยาของจำเป็นต่างๆ เพื่อยถวายสังฆทาน น้ำหวานเจ้าของร้านโชห่วยใกล้บ้าน ช่วยจัดการจัดของที่ต้องการให้ครบถ้วนทุกอย่าง ด้วยความเอื้ออารีย์มีน้ำใจ และจะร่วมไปทำบุญถวายเพลพรุ่งนี้ ที่วัดใกล้บ้านด้วยกัน Lin Hui มาเตียมทำอาหาร เพื่อจัดปิ่นโตไปวัดพรุ่งนี้ค่ะ

คืนนี้ได้รับทั้ง ข้อความ โทรศัพท์ และเอมเอสเอน ให้แหงนมองท้องฟ้า จะเจอพระจันทร์ยิ้ม แต่ท้องฟ้าที่บริเวณบ้านมืดมิด ไม่เห็นดวงจันทร์ยิ้ม วันนี้ท้องฟ้าขมุกขมัวทั้งวันแทบไม่เห็นพระอาทิตย์ อากาศเย็นกว่าทุกๆ วัน อุณภูมิภายในบ้านทั้งวันไม่ขยับสูงขึ้นเลย สูงสุดแค่ 20 องศา ตอนเช้าประมาณ 12-14 องศา ถ้าลมแรงก็หนาวกว่านั้น ต้องสวมเสื้อกันหนาวทั้งวัน ช่างเป็นวันที่บรรยากาศแวดล้อมรุมเร้า ให้ใจแกว่งได้แรงเอาการที่เดียว รู้สึกเหงาและเศร้าชอบกล น้ำตาล่วงเผาะเอาทีเดียว คงยอมให้มันเกิด และดับไปในที่สุด นี่แหละชีวิต……