ศาสดาทั้งสองต่างเรียกร้องให้ลดความอยาก ความหมกมุ่น ความเห็นแก่ตัว

ศาสนาพุทธที่มุสลิมพึงเข้าใจ และอิสลามที่พุทธพึงรู้จัก 5

                เราได้รับรู้แล้วว่าท่านศาสดาทั้งสอง มีความพยายามที่คล้ายๆกันในการล้มล้างความเชื่อที่งมงาย  ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้ชี้ให้ชาวอาหรับในสมัยนั้นได้รับทราบ ถึงการเคารพสิ่งต่าง ไม่ว่าจะเป็นดวงดาว ต้นไม้หรือแม้แต่มนุษย์เอง โดยเฉพาะรูปเคารพที่คนอาหรับในยุคนั้นสร้างขึ้นมา เรียกร้องให้หันมาเคารพในพระผู้เป็นเจ้าที่เที่ยงแท้ เพียงพระองค์เดียว เป็นพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่มีรูปเคารพใดๆมาทดแทนได้ จริงอยู่ว่าอิสลามเชื่อในอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า และเชื่อว่าอำนาจนั้น อาจเป็นปัจจัยภายนอกที่มากำหนดความสำเร็จของมนุษย์ได้  แต่ท่านศาสดาเองก็มิได้ให้มนุษย์ละเลยจากการพึ่งตนเอง เพียงแต่จะต้องสำนึกอยู่เสมอว่า แม้มนุษย์มีความพยายามเพียงใดก็ตามมนุษย์อาจจะไม่ประสพความสำเร็จตามที่ตนตั้งใจไว้ได้  และหากมนุษย์ประสพกับภัยบางประการ หรือเหตุการณ์ ที่ไม่พึงพอใจ ก็ให้ตระหนักได้เสมอว่า นั้นคือการทดสอบจากพระเจ้า มนุษย์จึงควรแสดงท่าทีที่ถูกต้องต่อสถานการณ์นั้นๆ เช่นมีความอดทน และพยายามต่อไป แก้ไขเงื่อนไขแห่งการล้มเหลว  นั้นด้วยสติปัญญา มิให้มีท่าทีแห่งความท้อแท้ ด่าทอ หรือประชดประชันชีวิตจากความล้มเหลวนั้น

                ท่าทีลักษณะนี้ดูจะสอดคล้องกันอย่างยิ่งของท่านศาสดาทั้งสอง คือการเรียกร้องเชิญชวนมนุษย์ให้ลดความกระหายอยาก และความคิดหมกมุ่นในผลประโยชน์ในทางวัตถุ และลดความเห็นแก่ตัว และละเว้นการกระทำใดๆก็ตามที่นำมาซึ่งความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ตนเอง และเพื่อนมนุษย์ และสรรพสิ่งต่างๆในโลกในขณะเดียวกันก็เน้นให้เห็นถึงการเสียสละ การสงเคราะห์ช่วยเหลือกันและกันในสังคม

                พระพุทธเจ้านั้นมีคำสอนที่โดดเด่นในเรื่องการหักล้างระบบความเชื่อ เรื่องวรรณะ ของสังคมอินเดียที่นำเอาชาติกำเนิดมาเป็นเครื่องขีดกั้น ความสำเร็จของคนในทางศาสนา และในทางสังคม และสร้างสังคมสงฆ์ขึ้นมาเป็นสังคมในอุดมคติที่มิได้แบ่งแยกคน โดยอาศัยชาติกำเนิด ท่านศาสดามุฮัมมัดเองก็มีคำสอนที่มิให้จำแนกแยกแยะความแตกต่างของคน โดยอาศัยเชื้อชาติสีผิวหรืออื่นๆ แม้ท่านศาสดามุฮัมมัดจะมิสามารถล้มล้างระบบทาสได้ในทันทีทันใด แต่การพยายามปล่อยทาสให้เป็นอิสระ ก็เป็นแนวทางปฏิรูปสังคมของท่านศาสดาเองมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันนั้นก็พยายามให้มีการปฏิบัติต่อทาสด้วยความดีและด้วยความเหมาะสม โดยมองว่าทาสคือมนุษย์คนหนึ่ง เพียงแต่เขามีหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้ตามกรอบหรือบริบทของสังคมในเวลานั้น ส่วนทัศนะต่อสตรีศาสดาทั้งสองก็พยายามยกสถานภาพของสตรี ให้สูงกว่าสถานภาพที่มีอยู่ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าเองต้องต่อสู้อย่างหนักในการยกสถานภาพของสตรี ที่ถูกศาสนาพระเวทจำกัดขอบเขตให้คับแคบ โดยชี้ให้เห็นว่าสตรีก็มีสิทธิที่จะเข้าถึงสัจธรรมสูงสุดของศาสนาได้เช่นเดียวกับบุรุษ ยิ่งศาสดามุฮัมมัดยิ่งต้องเผชิญกับภารกิจที่หนักยิ่งกว่ากับการปฏิรูปและแก้ไขทัศนะอันป่าเถื่อนของคนอาหรับในเวลานั้น ที่มีทัศนะเหยียดหยามสตรี จนถึงขนาดต้องฝังลูกสาวทั้งเป็น ชี้ให้เห็นถึงความเท่าเทียมระหว่างบุรุษกับสตรีถือว่าบุรุษมีสิทธิเหนือสตรี และสตรีมีสิทธิเหนือบุรุษ นั้นหมายความว่าบุรุษและสตรีมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่าบทบาทที่สังคมมอบให้ หรือโดยธรรมชาติทางกายภาพของบุรุษและสตรี ทำให้เขามีบทบาทแตกต่างกัน แต่ความแตกต่างในบทบาทไม่ใช่เป็นข้ออ้างให้ฝ่ายหนึ่งอ้างสิทธิที่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้  (ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์)