จากผู้ไม่รู้ สู่การเริ่มต้น
วันนี้จะขอเริ่มต้นการเขียนบล็อก กับความรู้สึกดี และตื่นเต้น ที่ได้เจอเวปบล็อก นี้ อ่านแล้วได้ประโยชน์มากมา กับผู้ไม่รู้(ผู้เขียน) ผู้เขียนเองเป็นผู้ทีมีความรู้น้อยนิด เรื่องราวต่าง ๆ ที่จะนำมาลงในบล็อกนี้ อาจเป็นเพียงประสบการณ์ เล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ ข้อความที่ไปเจอะเจอในเวปไซด์ต่าง ๆ แล้วเห็นว่ามีประโยชน์ ก็จะขออนุญาต อ้างอิงคัดลอก มากฝาก สมาชิกกัน ต้องขออภัยหากผิดพลาด เพราะนี่คือการเริ่มต้น ของคนที่อยากจะเริ่มเป็นนักเขียนบล็อกกับเขาบ้าง
วันเพ็ญเดือนสิบสอง ของปีนี้ก็ผ่านไป หลายคนคงได้ลอยกระทงหรือไปเที่ยวกันมาบ้างแล้ว แต่ผู้เขียนเองไม่ได้ไปเที่ยวเลยค่ะ ได้แต่ลอยกระทงหน้าบ้าน เพราะบ้านอยู่ติดแม่น้ำป่าสัก ซึ่งตอนนี้น้ำยังไม่ลงไปเท่าไรเลย ปีนี้น้ำขึ้นหลายรอบ จะท่วมแล้วจะท่วมอีก ขนของกัน 2 รอบแล้ว ก็เป็นทุกข์ของคนริมน้ำนั่นแหละค่ะ สมัยก่อนน้ำ ในหน้านี้จะเป็นน้ำขึ้น น้ำลง ตามธรรมชาติ จึงได้มีเนื้อเพลงที่ว่า "วันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำนองเต็มตลิ่ง" แต่เดี๋ยวนี้ธรรมชาติเริ่มเปลี่ยนแปลง กลายเป็นน้ำนองล้นตลิ่งไปแล้ว อย่าว่าแต่ธรรมชาติเลย ค่านิยม วิถีชีวิตของชาวชนบทเริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน จากเมื่อตอนที่ผู้เขียนยังเด็ก คืนลอยกระทง ก็จะนั่งชมแสงเทียนจากกระทงที่ลอยมาตามแม่น้ำไม่เคยขาดสาย สวยงามมาก แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามการเวลา ผู้คนนิยมไปเที่ยวลอยกระทงตามงาน วันลอยกระทงกลายเป็นเพียงเทศกาลสนุกสนานเท่านั้น คงมีคนไม่มากนักที่จะลอยกระทงเพื่อขอขมาแม่คงคาอย่างแท้จริง คืนลอยกระทงปีนี้ ในแม่น้ำป่าสักดูเงียบเหงา นาน ๆ ทีจึงจะมีกระทง ลอยมาสักใบ ที่บ้านของผู้เขียน อยู่ด้วยกัน 4 คน มีแม่ ตัวผู้เขียนเอง แล้วก็ เด็ก ๆ อีก 2 คน แต่เราทำกระทงลอยกันเป็นสิบ แม่ใช้กาบกล้วยมัดหัวท้าย ทำเป็นเรือ สักสิบลำเห็นจะได้ ใส่ดอกไม้ ปักธูปไว้หัวเรือ ท้ายเรือ ปักเทียนไว้ตรงกลาง ส่วนตัวผู้เขียน ก็นังประดิษฐ์ประดอยทำกระทงใบตองได้ 3 ใบ พอสัก 2 ทุ่ม ก็เริ่มลอยกระทงกัน แม่ก็จะเป็นผู้นำให้ท่องบทสวดบูชาแม่คงคา เสร็จแล้วก็นำกระทงไปลอย เป็นขบวนเลย มองกระทงลอยไปจนลับสายตา แต่ผู้เขียนยังเหลือกระทงใบตองที่ทำไว้อีก 1 ใบ ไว้ลอยดึก ๆ พอพาเด็ก ๆ เข้านอนแล้ว ผู้เขียนก็ลงมาลอยอีก 1 กระทง ท่ามกลางแสงจันทร์ สว่างสไว เสียงเครื่องเสียงที่วัยรุ่นเปิดเล่นกันช่วงหัวค่ำเงียบไป ทำให้บรรยากาศตอนนี้นิ่งสงบ ผู้เขียนนั่งดูกระทงตัวเองอยู่สักครู่ก็เข้านอน มีคนเฒ่าคนแก่เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน เขาจะลอยกระทงกันตอนเที่ยงคืน เมื่อลอยกระทงเสร็จ น้ำในแม่น้ำเขาถือว่าเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ เขาจะลงอาบน้ำกัน ตักน้ำดื่มกินกัน ถือว่าเป็นศิริมงคลกับตัวเอง ลองมานึกดู แหม.. อากาศหนาวอย่างนี้ให้ลงอาบน้ำในแม่น้ำคงไม่เอาด้วยคน หรือถ้าจะให้ตักน้ำมาดื่มกิน น้ำสมัยนี้ไม่สะอาดเหมือนสมัยก่อนแล้ว ก็คงไม่เอาอีกเช่นกัน เอาเป็นว่าลอยกระทงอย่างเดียวก็แล้วกันนะ หนาว ๆ แบบนี้ กลับไปห่มผ้านอนดีกว่า....คร่อก!! ฟี้!!!!

สวัสดีครับ
แวะมาอ่านครับ
รออ่านเรื่องต่อไป ;)
-สวัสดีค่ะ
-แวะมาอ่านค่ะ
-ได้ประโยชน์จากแนวคิดมากค่ะ
-ขอบคุณค่ะ
แวะมาอ่านและให้กำลังใจครับ
เขียนอีกนะครับ
จะเข้ามาดูเรื่อยๆ
สวัสดีค่ะ เข้าแก๊งค์หน้าตาดีได้เลยค่ะ อิอิ
บันทึกน่าอ่านดีค่ะ เขียนอีกนะคะ
จะพยายามค่ะ เขียนไม่เก่ง ค่ะ ขอบคุณทุกกำลังใจ
เหมียนกานเลยจ้า
วิ่ง ๆ ไล่ตามกันมาน๊า..
พี่ครูปูจะรอจ๊ะ
(^___^)