GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

LOVE at First Bite ควบคุมภายในที่รัก

ก่อนอื่นขอแจ้งว่า ไม่อยากเขียนเป็นวิชาการ อยากเขียนแบบที่ตัวเองคิดแบบเล่าให้ฟังมากกว่า ถ้าเป็นวิชาการ ก็คงแค่บอกว่า “สงสัยเรื่องนี้เปิดหน้า 8 เล่ม2/1 บรรทัด3 นะเคอะ” ก็ได้แล้ว ดังนั้นหากอ่านแล้วมีคำไม่สุภาพและไม่ถูกหลักภาษาในที่เป็นแวดวงวิชาการก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย และโปรดเปิดผ่านตามอัธยาศัย

ย้อนอดีต

ตอน Love at First Bite ควบคุมภายในที่รัก

นึกถึงวันนั้นขึ้นมา(วันไหนก็ลืมไปแล้ว)ประมาณ ปี 2546 ตอนนั้นก็เพิ่งมาเป็นทำงานบริหารใหม่ๆหมาดๆ มีหนังสือมาจากส่วนกลางฉบับนึงเขียนประมาณว่า ให้ส่งรายงานควบคุมภายใน ตอนนั้นยังเอ๋อมาก ก็เลยเดินไปถามทางส่วนสำนักงานว่า

เด็กๆเอ้ย มันเป็นอีหยังหว่า ไอ้ควบคุมภายในเนี่ย “

บ่ฮู้เด้อ…จารย์ลองไปถามab…..xyzดู “

ซมซานหาอยู่หลายวัน เพราะกลัวไม่ทันส่ง ยิ่งเป็นโรคจิตอยู่ด้วย เพราะเรื่องส่งงานส่วนกลางคณะนี้เรืองนามมาก ส่งอะไรไม่ทันเป็นปรกติ ถ้ามีส่งก่อนเพื่อน ก็แปลว่ามันไม่ปรกติ หลังควานหาไปก็พบว่าอยู่ที่น้องคนทำแผน (อือม์ แล้วทำไมมันมาอยู่กะคนทำแผนง่ะ ) เป็นที่ชื่นชมยินดียิ่ง งานที่ส่งก็แค่เอาไฟล์ดังกล่าวมีอยู่ราว 10 หน้าเอสี่ พรินท์ซะ! ความในไฟล์ว่าไงก็ไม่รู้ไม่ได้อ่าน จะสนไปทำไม ชั้นไม่มีเวลาหรอก( เชอะ!) พรินท์แล้วก็ส่งไปสิ จบ

ฮูเร ..เก๊ง..เก่งๆๆๆ..ทำไมชั้นถึงเก่งขนาดนี้เนี่ย กล้วยเจรงๆ(ฮือๆ แต่ก่อนคนเรายังโง่อยู่)

นี่คือครั้งแรกที่รู้จักการควบคุมภายใน

………………………

หลังจากนั้นก็มีหนังสืออะไรเทือกนี้ส่งมาสัก 2-3 ครั้ง ก็หาๆพรินท์ๆส่งไม่ได้ใส่ใจ ขนาดตอนที่มีรอบการตรวจสอบภายในมาลง แล้วก็สะสางปัญหาของคณะฯช่วงนั้นก็ยัง….. ยังมึนชาไม่ค่อยรู้เรื่องใส่ใจอะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง นรกแตกเห็นๆ..เมื่อมีหนังสือจากสตง. มาให้รายงานผล โน่น….น่ะแหละค่ะถึงได้พึ่งตื่น

ไม่รู้หน่วยอื่นๆจะเหมือนกันไหม ….ก็คงเหมือนกันใช่ไหมล่า(กิ๊วๆเค้ารู้นะ) ยังกะเหยียบถ่านไฟแดง โดดโหยงร้องกรี๊ดๆ โถ อกอีแป้นจะแตก เพิ่งรู้ตัวว่าขาข้างหนึ่งอยู่ในเรือนจำ เหลียวไปเหลียวมาจะหาคนช่วยก็ไม่มี ไอทีไรเสียงดัง คุกๆทุกที

สงสารก็แต่คณบดี ลูกน้องจูงมือจะพาเข้าคุกไม่รู้ตัวนะเนี่ย

ตานี้กระต่ายก็ตื่นตูมสิ เพิ่งรู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นกฎหมายนะ( เออ ทำไมตูมันโง่อย่างนี้ฟระ)รีบหาหนังสือ หาคู่มือมาอ่านใหญ่เลย ด้วยความกลัวตาย ปรากฏว่ายิ่งอ่านยิ่งงง

………………………

ท่านเคยเป็นอย่างนี้หรือไม่ มีปัญหาในการทำความเข้าใจเรื่องตรวจสอบภายใน ถ้าใช่เพียงแต่ท่านโทรมาภายในสิบนาทีนี้ ท่านจะได้รับคู่มือเล่มสีน้ำตาล 1 เล่ม แต่ช้าก่อน หากท่านสั่งคู่มือสีน้ำตาล 1 เล่ม เรายินดีแถมเล่มเขียวข้อ5 ข้อ6 ให้ฟรี

โอ๊ว..จอร์จคะมันยอดมาก…….โอ๊ว ซาร่า คุณทำแบบนี้ได้ไงเนี่ยยย

ข้อความข้างบนนี้โปรดอ่านแบบประกาศขายแอ๊บโดมิไนเซอร์นะเคอะ

…………………………

ย้อนอดีต

ตอน เดชคัมภีร์เทวดา (เล่มน้ำตาล และเขียว)

โฮะ โฮะ โฮะ คัมภีร์อยู่ในมือของข้าแล้ว บัดนี้ข้าคือผู้มีวิทยายุทธ์สูงสุด ข้ามีนับสิบเล่ม วิชาเล่มเขียวข้อ 5 กับข้อ 6 ถ้าเอาไปเผาไฟแช่น้ำจะมีเคล็ดลับปรากฏ

ล้อเล่นนะห้ามเอาไปเผาจริงๆล่ะ เพราะตำรวจจะ..............ไม่จับแต่จะไม่มีอ่านอีก ขอใหม่ ตรวจสอบภายในเขาก็ไม่ให้แล้วเด้อ

เฮ้อ … ได้คัมภีร์มาแล้ว ตั้งหลายเล่มจากคุณพี่เลขา เอามาตั้งหน้าตั้งตาอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งงง จึงตัดสินใจว่า เอาไปหนุนหัวนอนดีก่า … เผื่อมันจะออสโมซิสเข้าหัวเราได้ นอนไปหลายวัน เออ ไม่ยักสำเร็จแฮะ (ใครคิดสูตรนี้คนแรกฟะ)นอนคอแข็งเป็นหนุนหมอนขิตอยู่ได้ เอ้า ไหนลองเอามาอ่านใหม่ดิ๊ วันนี้กินมาม่าสองห่ออาจจะดีขึ้น

ผ่านไปหลายวัน

ไม่เข้าใจง่ะ ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไม มันเป็นยังไงถึงต้องทำแบบนี้ เอาข้อไหนมาใส่ข้อไหน ยังไง ทำไมเนี่ย โอ๊ยยยยยย.. ประสาทจะกิน ชั้นยังไม่อยากสมองแตกตายโดยยังไม่ได้แต่งงานนะ..ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ไหนลองไปเอาคู่มือรายงานของคณะฯเรามาดูดิ๊

เหวอ....

อ๊ากกกกกกกกกกก ช้าน อยาก ตายยยย

…………………………..

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ลิงได้แก้ว ไก่ได้พลอย ใกล้เกลือกินด่าง มีตำราท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ฯลฯ

โอ๊ะไม่ช่ายยย…………..ที่จริงแล้วก็แค่อยากจะสรุปบอกว่า มันไม่ใช่ความผิดของหนังสือหรอก ที่เราไม่เข้าใจ และมันไม่ใช่ความผิดของเราเหมือนกันที่เราไม่เข้าใจ

…อ้าว แล้วตานี้ใครผิดง่ะ…มันต้องมีอะไรผิดสักอย่างแน่ๆ

ไม่ผิด

ไม่ผิ๊ดดด ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดสักอย่างแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีใครมารับผิดด้วย

ในช่วงที่เข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยสำหรับตัวเองคิดว่าค้นพบประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ก็คือว่า หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในระบบราชการของไทย เป็นสิ่งที่ดีๆทั้งนั้น ผู้ที่คิดขึ้นก็มีเจตนาดีเพื่อที่จะทำให้ระบบการบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตรวจสอบได้ วัดได้ และโดยเฉพาะในช่วงหลังๆนี้ เป็นการตรวจสอบและดูแลด้วยตนเองไม่ใช่ให้คนอื่นมาตรวจสอบด้วย แต่สิ่งสำคัญที่ขาดคือ...

การทำความเข้าใจ และทำให้เห็นความสำคัญ

ประโยคนี้ฟังแล้วคุ้นเคยหูเนอะ เวลาทำแผนอะไรก็ตามก็ต้องเขียนเงี้ยะ… ให้มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญ… พิจารณาดูแล้วมันก็สักแต่การเขียน แต่ถ้าทำได้ตามประโยคเด๊ะๆนี่สิถึงจะเจ๋ง เพราะนี่คือหัวใจหลักสำคัญที่สุดในการเรียนรู้เลยล่ะ

 

ย้อนอดีต

ตอน ความรู้อยู่รอบกาย

ความระทมขมขื่นชอกช้ำใจในช่วงนั้น หลายท่านคงจะพอจำได้ โฮ้ย...สุดจะบรรยายเป็นภาษา ดังคนใกล้จมน้ำตาย นอนเอามือและเท้าก่ายหน้าผาก หายใจทิ้งทุกวันก็ไม่เสร็จซักทีเพราะไม่ได้ลงมือทำ แต่แล้วก็ดังมีฟ้ามาโปรด ราวๆกลางปี 47 ทางตรวจสอบภายในของม.ก็แจ้งว่าจะมีการอบรมเรื่องการควบคุมภายใน โดยม.สงขลาที่ขอนแก่น จึงได้ขออนุญาตเจ้าสำนัก..อุ๊ย..คณบดีไปเข้าอบรมดังกล่าวกับคุณพี่เลขา รวมเป็นสองคน

การอบรมดังกล่าวนี่สุดยอดมากกกกกก เป็นการอบรมแบบต้องเสียค่าลงทะเบียน ซึ่งอบรมแล้วได้ประกาศนียบัตรด้วยนะ เนื้อหาการอบรมถ้าพิจารณาดูแล้วจะพบว่าที่จริงผู้เข้าอบรมควรมีความเข้าใจมาก่อน แต่ส่วนใหญ่กลับไม่เป็นอย่างนั้นเหมือนคนเขียนนี่แหละ วิทยากรถามก็ไม่หือไม่อือ ตาใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่ใช่อะไรหรอกนะแต่เพราะไม่รู้เรื่องง่ะ วิทยากรชื่อคุณเฟื่องฟ้าก็เก่งใจหาย ปรับกลยุทธ์การอบรมให้เหมาะกับคนซะ โดยเปลี่ยนเป็นอัดแน่นจากพื้นฐานให้เลย แถมไม่หวงวิชา ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย อัดความรู้แหลก สาสมใจคนเข้าอบรมเป็นอย่างยิ่ง

ตอนก่อนไปอบรมได้อ่านคู่มืออ่านเล่มเขียวเล่มน้ำตาลไปบ้าง ภาพรวมก็พอมีเข้าใจ พอคนที่รู้มาแนะปุ๊บก็ได้ความรู้ความเข้าใจขึ้นมากบานตะไท เกิดแรงบันดาลใจอย่างสูงส่งว่า กลับมานะ จะเอาวิชากลับมาใช้ให้ได้ เพราะเข้าใจแล้วว่าการควบคุมภายในมันคืออะไร

หลังจากอบรมกลับมายังไม่หายบ้า โดยนิสัยปรกติจะเป็นคนบ้าคลั่งความรู้(ไม่ได้โม้นะ แต่มันบ้าจริงๆอ่ะ)เลยลองหาดูว่ามันมีความรู้มีข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องกับควบคุมภายในอยู่ไหนบ้าง โดยใช้search engine ตัวเก่ง Google ลองหาดู

อือม์..ไม่เยอะ แต่ก็พอมีแฮะ

ไม่รู้ว่าจะผิดกม.อะไรไหม แต่เล่มเขียวน่ะ อิฉันมีเป็นไฟล์ๆเลยฮ่ะ(ไม่ได้โม้ อยากได้บอกมาเล้ย แบบสอบถามก็มีนะเคอะ) หุหุหุ นี่แหละข้อดีของsearch engine

เอ้าลองไปดูอีกซิว่า หน่วยงานอื่นๆในโลกนี้เค้าทำยังไงกัน ตระเวณดูไปเยอะแยะ ได้ความมั่งไม่ได้มั่ง ก็ว่ากันไป แต่ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ย้อนอดีต

ตอน โหมโรง

มีเพื่อนสนิทรุ่นน้องอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นสาวสวยระดับผู้บริหารโรงแรม 5 ดาวของต่างชาติ ที่กทม. ว่างๆเราก็คุยกันเรื่องของการบริหารบ้าง

“ นี่ เวลามีคนตายที่โรงแรมเธอ เธอทำยังไงแล้วรู้ได้ไงว่าทำแบบนี้แล้วมันดี ฮึ”

“วู้ย จะไปยากอะไรเจ๊ ชั้นก็เปิดคู่มือสิยะ เมืองนอกเค้าทำคู่มือมาไว้ มีอะไรก็ทำตามคู่มือเหมือนกันทั่วโลก มาตรฐานเดียวกันหมดย่ะ”

ป๊าดดดดดติโธ่

เหมือนเปิดประตูบ้านเห็นหน้าติ๊กเจษฎาภรณ์ นึกออกได้ทันทีเลยว่า นี่แหละมันก็คือส่วนหนึ่งของการควบคุมภายในไงเล่า จากนั้นไอเดียกลยุทธ์การใช้ประโยชน์จากการควบคุมภายในจึงเกิดขึ้น

เบื้องต้นก้อต้องมานั่งนึกก่อนว่า ควบคุมภายในคืออะไร ถ้าไม่มีคตง.ข้อ5 ข้อ6 เรายังต้องทำมันไหม

ไม่อยากตอบแบบนี้เรยยย(มันเหนื่อยนี่) แต่สรุปว่า .......ควรทำ

เพราะอะไร

ก็เพราะมันดีนะเซ่...ลูกพี่ก็

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเคยได้ยินคำนี้มาก่อน “ การบริหารความเสี่ยง” ซึ่งตามความรู้น้อยนิดที่มีนี้ อยากจะบอกว่า นี่แหละคือหัวใจของการควบคุมภายใน อย่าเสี่ยง เป็นดีที่สุด การควบคุมภายในคือการป้องกันไม่ให้เสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของเรานั่นเอง

หน่วยงานของเราเสี่ยงเรื่องอะไรล่ะ ก็เสี่ยงที่จะไม่บรรลุต่อภาระกิจของหน่วยเรา อย่างมหาวิทยาลัยก็มีภาระกิจหลัก 4 ด้าน รวมการบริหารอีก 1 เป็น 5 ด้าน แต่ละด้านจะมีความเสี่ยงอะไรอย่างไรบ้างก็ต้องพิจารณาดู และควบคุมความเสี่ยงนั้นให้ได้ หรือถ้าคุมไม่ได้ เราจะยอมรับไหมต่อความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

แล้วใครจะมาดูล่ะ ว่ามันเสี่ยวหรือไม่เสี่ยว.... เอ๊ย เสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ก็ต้องเป็นคนที่ตัดสินใจได้ เป็นผู้บริหารของหน่วยงานสิ ถึงจะบอกได้ จะให้สำนักงานเลขาบอก สำนักงานจะไปรู้ได้ไงล่ะ ก็เขาไม่ได้สอน ไม่ได้วิจัย ไม่ได้บริการวิชาการนี่นา

นี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เข้าใจกันผิดมากๆ เวลาพูดถึงการควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน ทุกคนคิดอยู่เรื่องเงินกับพัสดุ ซึ่งไม่ใช่เลย การควบคุมภายในต้องคุมทุกภารกิจ ย้ำ ทุกภารกิจ นั่นหมายความว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหน่วยงานต้องอยู่ในการควบคุมภายใน โดยกิจกรรมแต่ละส่วนมีวัตถุประสงค์ต่างกันคือ OFC ดูด้านการดำเนินงาน ด้านรายงานและการเงิน และด้านกฏระเบียบดังนั้นจึงสอดคล้องกับที่ว่า การควบคุมภายในเป็นเรื่องของการบริหารจัดการในตัวด้วยอย่างชัดเจนเลย

“แล้วทำไมเวลามีกิจกรรมควบคุมภายในทีไร ไม่เห็นมีผู้บริหารเลยมีแต่ผุ้ปฏิบัติ”

........ไม่รุ !

 

 

 

ย้อนอดีต

ตอน ยกที่ 1 5(ก็เค้าเป็นมวยสมัครเล่นนี่)

ตอนเริ่มแรกที่จะทำการควบคุมภายใน ได้ทำการเปิดตำราไปทำไป ยังกะทำกับข้าวเลยเชียว โดยที่ทั้งคณะมีคนพอรู้เรื่องควบคุมภายในอยู่ก็คนเขียนนี่แหละ เห็นดังนั้น เราก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ทันที เล่นบทผู้กำกับซะเลย

อันดับแรก Job Description ถ้าไม่มีแล้วคนทำงานจะรู้ได้ไงว่าตัวเองต้องทำไง ของเดิมก็มีอยู่ แต่ยังไม่ครบถ้วน ทุกหน้าที่ มีแต่สำนักงาน อย่ากระนั้นเลย มาทำกันดีกว่า แต่จะให้ใครทำดีล่ะ นึกไปนึกมา หน้าที่ใครหน้าที่มัน แล้วให้เขียนแผนทั้งปีด้วยว่า แต่ละหน้าที่มีกิจกรรมต้องทำอะไร เอาละเว้ยแบบนี้แหละ แจกให้ช่วยกันเขียนทั้งคณะฯนี่แหละ แล้วมาแลกกันดูช่วยกันeditปรับแก้ให้ถูก(เขียนหรูๆไปงั้นแหละ ส่งมาให้ก็ดีถมถืด ยังจะหวังeditอีกก็จะฝันเว่อร์ไปหน่อย)

อันดับสอง แนวปฏิบัติ อันนี้สุดแสนจะหิน เพราะจนถึงบัดนี้ยังทำได้ไม่ครบเลย ได้มาส่วนมากเป็นของงานสำนักงาน ส่วนของงานอื่นๆ มีอยู่สองสามอันที่ใช้ร่วมกับคู่มือของประกันคุณภาพ แต่ยังต้องติดตามต่อไปให้มีการทำให้ครบ ซึ่งอันนี้เป็นอันที่คาดหวังมากว่าถ้าเสร็จแล้วจะเหมือนกับมีคัมภีร์ประจำคณะเลย ต่อนี้ถ้าสงสัยอะไร หรือใครไม่รู้เปิดดูได้เลย มีทุกคำตอบฮ่ะ แล้วอันนี้นะถ้าทำได้จะสุดเริดเลย เพราะไปทำเรื่องลดขั้นตอนต่อได้อีก

อันดับสาม กิจกรรมควบคุม พร้อม 5 องค์ประกอบ อันนี้ก็เหมือนกัน ผู้กำกับบ้าอำนาจวางกิจกรรมตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด แล้วแจกให้คนที่เกี่ยวข้องช่วยกันทำทั้งคณะฯ อันนี้โชคดีสำหรับสำนักงานเลขาฯ เพราะผู้กำกับบ้าเลือด ค้นอินเตอร์เน็ทไปเจอตัวอย่างของโรงเรียนซับนกแก้วเลยมาปรับใช้ได้ ในหลายส่วนทั้ง การเรียนการสอน การดูแลเด็ก และการเงิน พัสดุ บัญชีฯลฯ นอกจากนี้ผู้กำกับก็เติมกิจกรรมอื่นๆที่มีและควรควบคุมเข้าไปด้วยตามอำเภอใจผู้กำกับ (ก็ไม่เห็นใครว่าอะไรนี่ แต่ถึงว่าก็ทำเป็นไม่ได้ยินอยู่แล้น)

ข้อนี้ต้องขอขอบพระคุณโรงเรียนซับนกแก้วไว้ที่นี้ ที่ทำไว้ดีมากๆ อ่านแล้วเข้าใจขึ้นอีก หลายเท่าตัว เป็นโรงเรียนน้อย แต่ทำดีกว่าคณะฯอย่างเราเสียอีก นับถือๆ

อันดับสี่ ข้อนี้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาก ทำกันเป็นมหกรรมของคณะฯ คือ การจัดทำตามแบบฟอร์มทั้งหมดในข้อ5 ข้อ6 อย่างที่รู้กัน แบบฟอร์มมหาประลัยอมตะนิรันดร์กาลมีเพียบ ซึ่งดูเหมือนยาก ซึ่งที่จริงก็ยาก .............................แต่ไม่มากเท่าที่คิดฮ่ะ

ประเด็นคือ อย่าเพิ่งไปงงกับชื่อของมัน ตอบจริงๆนะตัวเองตอนนี้ก็ยังจำไม่ได้หรอก ให้ถามว่ามันคืออะไรน่ะจำไม่ได้เลย แต่ที่สำคัญคือต้องรู้ว่ามันทำไปทำไม และกระบวนการของมันคืออะไร แล้วจะไม่งง

กระบวนการอย่างง่ายๆก็คือ เราต้องตรวจสอบตัวเองว่าที่เราเคยวางแผนว่าจะปรับปรุงอะไรๆเราได้ทำไหม จากนั้นเราก็ต้องสำรวจตัวเราเองในรอบนี้โดยการทำแบบสอบถามเพื่อจะได้รู้ว่าการควบคุมรอบนี้ของเราเป็นไง จากนั้นเราก็ทำแบบประเมิน ปม. เพื่อประเมินเป็นทางการว่าเราบกพร่องเรื่องอะไร และมันมีระดับความเสี่ยงแค่ไหน จากนั้นเราก็เอาข้อประเมินที่เราเห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องแก้รอบนี้ มาใส่ในแบบสรุปสำหรับเราจะแก้ไขในรอบนี้ จากนั้นก็สรุปผลรายงานตัวเองเป็นใบนำส่ง โดยย่อๆก็มีแค่นี้ ที่ดีใจก็คือมีบางคนที่ทำแบบประเมินแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ และจะเอาไปปรับปรุงการทำงานต่อด้วย

อันดับห้า ทำตามที่ได้เขียนส่งไป อันนี้แหละยากที่ซู๊ดดดด ที่จริงแล้วที่เขียนไปในแบบฟอร์มนะ ดีเลิศประเสริฐศรี เขียนไปยังปลาบปลื้มน้ำตาไหลแทนคณะตัวเองเลย เห็นอนาคตอันเรืองรองมาไรๆแล้วเชียว โฮะโฮะแต่..........................ไม่ได้ทำ ซึ่งที่จริงต้องทำไม่ทำไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำ พอตรวจสอบตัวเองคราวหน้าก็ยังเสี่ยงอยู่ดี แล้วจะปล่อยให้มันเสี่ยงไปถึงเมื่อไหร่ล่ะ(ยะ)

ตอน ส่งท้าย

วิธีการคิดแบบการบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และใช้ประโยชน์ได้จริงๆ แม้ว่ามันจะทำให้เราดูคล้ายเป็นกึ่งคนวิตกจริตสูงและบ้าระเบียบก็ตาม( อันนี้สังเกตจากตัวเองซึ่งพอรู้ตัวอยู่ ) แต่จากประสบการณ์ด้านร้ายที่พบก็บอกได้เลยว่า การรู้จักความเสี่ยงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก

จำได้ว่ามีตำนานเล่าถึงกษัตริย์องค์หนึ่งจะต้องออกรบ เสด็จไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถามพระองค์ว่าควรปฏิบัติเยี่ยงไรในการรบ ทรงตรัสสั้นๆเพียงคำเดียวว่า อปมาทะ อย่าประมาท

ซึ่งในความเห็นของตัวเองคิดว่านี่คือคำง่ายๆที่มีความหมายยิ่งใหญ่มาก ในทุกกิจกรรมทุกขณะจิตถ้าเราไม่มีความประมาท มีสติ มีการวางแผน และรู้สถานการณ์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนรวม จะเป็นสิ่งที่นำเราไปไกลจากความเสื่อม และหัวใจของการควบคุมภายในหรือการดูแลความเสี่ยงก็คือความไม่ประมาทนั่นเอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 21897
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

เป็นบทความที่อ่านแล้วได้ความบันเทิงและมีสาระในตัว เป็นประโยชน์ต่อผู้จัดทำรายงานการควบคุมภายในได้เป็นอย่างดี ในกรณีที่มีการ Search ข้อมูลจาก Google เพื่อค้นหาตัวอย่างการจัดทำรายงานการควบคุมภายในจากหน่วยงานอื่น นอกสถาบันตนเอง แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับลักษระงานของตนเองเป็นตัวอย่างที่ดีมากค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ และขอบคุณมากที่เข้ามาเล่าถึงประสบการณ์ในการจัดวางระบบการควบคุมภายในของหน่วยงาน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานอื่นมากค่ะและหวังว่าคงจะได้อ่านบันทึกฉบับใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้นะค่ะ

 

     ได้อ่านบทความแล้ว นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีแก่หน่วยงานอื่น มีเนื้อหาสาระและกลยุทธต่าง ๆ รวมทั้งดีเด็ดไม้ตายมากมาย ถ้อยคำเรียบง่ายบางครั้งอาจจะหวือหวาไปบ้าง แต่ได้รับความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำไปปรับใช้ได้เป็นอย่างดี (หากหน่วยงานอื่นจะนำไปใช้ คงไม่หวงนะครับ !)

     ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เล่าประสบการณ์การจัดวางระบบการควบคุมภายใน ข้อ ๕ และการรายงานการควบคุม  ภายใน ข้อ 6 ตามระเบียบ คตง.

     ในโอกาสหน้าคงจะได้เล่าประสบการณ์ในประเด็นต่าง ๆ  ให้ได้รับทราบเพิ่มเติมอีกนะครับ

ต้องยอมรับว่าขยันเขียนจริงๆ เขียนได้เยอะ เล่าประสบการณ์ได้ละเอียด อ่านไปด้วยหัวเราะไปด้วยสนุกดี และคงโดนใจหลายคนเพราะคิดว่าแต่ละคนที่เริ่มทำเรื่องนี้ก็คงมีอาการแบบนี้เหมือนกัน หวังว่าคงได้อ่านอะไรดีๆอีก