พระพุทธศาสนากำจัดทุกข์ในสังสารวัฏได้จริง



พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นจากการบำเพ็ญเพียรของเจ้าชายสิทธัตถะ จนกระทั่งบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้รับการขนานนามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นจึงเผยแผ่คำสอนของพระองค์ ต่อมาเรียกกันว่าพระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลากว่าสองพันปี แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใดก็ตาม แต่พระพุทธศาสนาก็ยังคงมีสาวกที่เชื่อมั่นในหลักคำสอน ยึดถือและปฏิบัติตาม เพื่อทำที่สุดทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ให้สิ้นไป พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สอนเรื่องการสิ้นทุกข์ในวัฏฏะเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนโดยแท้ แต่วิธีการกำจัดทุกข์นั้นมิได้เสนอไว้แบบเดียวแต่ได้แสดงไว้หลายแห่งในพระไตรปิฎก ดังนั้นจึงได้รวบรวมวิธีการดับทุกข์มาให้ศึกษาพอเป็นแนวทางสำหรับผู้ต้องการค้นคว้าต่อไป  ผู้ที่สนใจบทใดก็สามารถเปิดอ่านจากพระไตรปิฎกที่อ้างอิงไว้เช่น (สํ.นิ.16/421/177.) หมายถึงสังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่มที่ 16 ข้อ 421 หน้า 177 เป็นต้น พระไตรปิฎกมีหลายฉบับ เล่มและข้อจะตรงกันเสมอ แต่หน้าอาจจะไม่ตรงกัน



             คำว่า “วัฏฏะหรือไตรวัฏฏ์” หมายถึงวน วงเวียน องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของภวจักรหรือสังสารจักรประกอบด้วย



กิเลสวัฏฏ์วงจรคือกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา  อุปาทาน



กรรมวัฏฏ์ วงจรกรรมประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ



วิปากวัฏฏ์วงจรวิบาก ประกอบด้วยวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่าอุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ




ทั้งสามอย่างนี้ประกอบเข้าเป็นวงจรใหญ่แห่งปัจจยาการเรียกว่าภวจักรหรือสังสารจักรตามหลักปฏิจจสมุปบาท
 

(พระพรหมคุณาภรณ์,พจนานุกรมพุทธศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 13,กรุงเทพฯ:เอส.อาร.พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์,2548,หน้า 104.)  





             สังสารวัฏนั้นไม่มีเบื้องต้นและที่สุดดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในติณกัฏฐสูตรว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้นมีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ (สํ.นิ.16/421/177.)



คำว่า “สังสารวัฏ” แปลว่าความท่องเที่ยวไปในอาการที่เป็นวัฏฏะ การหมุนวนอยู่ในสงสาร คือการเวียนว่ายตายเกิด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัฏสงสาร  ดังหรือสงสารวัฏ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ของสัตว์โลกด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก หมุนวนอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่ยังตัดกิเลส กรรม วิบากไม่ได้  




กิเลส กรรม วิบากนั้นปรากฎอยู่ในปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆได้พิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลมว่าสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิ์พฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิ์พฤกษ์ตลอด 7 วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลมและปฏิโลม ตลอดปฐมยามแห่งราตรีว่า  ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร  เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ  เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ  เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา  เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา  เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ  เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสอุปายาสเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้  




             จากนั้นจึงได้พิจารณาปฏิจจสมุปบาทปฏิโลมว่าอนึ่งเพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ  เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ  เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ  เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ  เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ  เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ  เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ  เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ  เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยประการฉะนี้(วิ.มหา 4/1/1.)

ในปฏิจจสมุปบาทได้จำแนกเป็นวัฏฏะ 3 ประการคือ  กิเลส   กรรม   วิบาก


ซึ่งหมายความว่ากิเลสก็เป็นเหตุให้ทำกรรม กิเลสจึงเป็นเหตุ กรรมจึงเป็นผลของกิเลส และกรรมนั้นเอง ก็เป็นตัวเหตุ ให้เกิดวิบากคือผล กรรมจึงเป็นเหตุ วิบากจึงเป็นผล และวิบากนั้นเอง ก็เป็นตัวเหตุ ก่อกิเลสขึ้นอีก



เมื่อเป็นดังนี้ วิบากนั้นก็เป็นเหตุ กิเลสก็เป็นผลของวิบาก เพราะฉะนั้นกิเลส กรรม วิบาก จึงวนอยู่ดังนี้ ก็โดยที่บุคคลนี้เอง หรือจิตนี้เองที่วนอยู่ในกิเลส กรรม วิบาก แล้วก็กลับเป็นเหตุก่อกิเลส กรรม วิบากขึ้นอีกสัตว์และบุคคลจึงวนเวียนอยู่ในกิเลส กรรม วิบาก ทั้งสามนี้ เป็น วัฏฏะ กิเลส(แปลว่าสิ่งเกาะติด) และตัณหา(หมายถึงความติดใจอยาก) เป็นสิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจ แล้วทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว ตัณหาเป็นต้นเหตุทำให้เกิดทุกข์ เมื่อดับตัณหาเสียได้ ก็เป็นอันว่าหักวัฏฏะดังกล่าวได้ ดับกิเลส ดับทุกข์ทางจิตใจในปัจจุบัน และเมื่อดับขันธ์ในที่สุด ไม่เกิดอีก ดับรอบสิ้นทุกข์ด้วยประการทั้งปวง

--->>  กิเลส




            กิเลสในวงจรแห่งปฏิจสมุปบาทคือ อวิชชา  ตัณหา อุปาทาน


ในส่วนของอวิชชาท่านแสดงไว้ในวิภังคสูตร สังยุตตนิกาย  นิทานวรรคว่า


ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์นี้เรียกว่าอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง ดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ (สํ. นิ.16/17/4.)

ความหมายของอวิชาท่านแสดงไว้ในอวิชชาสูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรคว่า


“ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่รู้ชัดซึ่งรูป ไม่รู้ชัด ซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งเวทนา ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งสัญญา ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งสังขาร ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งความดับวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับวิญญาณ  ดูกรภิกษุนี้เรียกว่าอวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล (สํ. ข.17/300/156.)  





เมื่อวิชชาเกิดขึ้นอวิชชาก็หมดไปดังที่พระสารีบุตรตอบพระมหาโกฏฐิตะว่า


ดูกรท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ. ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า วิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล (สํ. ข.17/325/167.)

เมื่อวงจรกิเลสแรกคืออวิชชาดับไปทุกข์ก็สิ้นไป วงจรอื่นก็หมดไปด้วยดังที่ปรากฏในธัมมจักกัปวัตตนสูตรว่าปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า


ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุดภพใหม่ไม่มีต่อไป (ที.มหา. 4/16/18.)  



*************************************



สิ่งที่จัดเป็นกิเลสที่ต้องละอีกอย่างหนึ่งในปฏิจจสุมปบาทคือตัณหาและอุปาทานท่านแสดงไว้ว่า


ตัณหาคือรูปตัณหา สัททตัณหา  คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหานี้เรียกว่าตัณหา (สํ. นิ.16/10/3.)


อุปาทานก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4  หล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน   สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน (สํ. นิ.16/9/3.)



*************************************



อีกอย่างหนึ่งในอุปาทานสูตรท่านได้แสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานไว้ว่า


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานและอุปาทาน เธอทั้งหลายจงฟัง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเป็นไฉน อุปาทานเป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชื่อว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นชื่อว่า อุปาทาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน (สํ. ข.17/309/160.)



*************************************



-->>  โดยสรุปกิเลสคือสภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง  ในทสกนิเทศ  อภิธัม วิภังค์ปกรณ์ แสดงไว้ 10 ประการดังนี้คือ  


โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะเหล่านี้เรียกว่ากิเลสวัตถุ (อภิ.วิ.35/1026/481.)



*************************************



วิธีกำจัดกิเลสทั้งสิบประการนั้นทำตามลำดับขั้นแห่งมรรคและผลทั้งสี่ประการดังนี้  


ปัญญาในโสดาปัตติมรรค ปัญญาในโสดาปัตติผล ปัญญาในสกทาคามิมรรค ปัญญาในสกทาคามิผล ปัญญาในอนาคามิมรรค ปัญญาในอนาคามิผลปัญญาในอรหัตตมรรค ปัญญาในอรหัตตผล  (อภิ.วิ.35/837/408.)