"สุชาติ" เตรียมผลักดันร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ หวังหาทางปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี ด้าน กกร.รุดพบนายกฯ จี้ดูแลเศรษฐกิจ รับภาวะการเงินโลกผันผวน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เร่งศึกษาร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ ตามข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยที่ได้ยื่นข้อเรียกร้องมา โดยร่างกฎหมายดังกล่าวเป็น สศค.ได้ยกร่างเอาไว้แล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง จึงยังไม่สามารถผ่านกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้ อย่างไรก็ดี คาดว่า รมว.คลังคงจะมีการพิจารณาในเร็ว ๆ นี้
สำหรับกฎหมายดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายกับการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้สามารถนำทรัพย์สินอื่น ๆ หรือทรัพย์สินที่ไม่ใช่ถาวรวัตถุ แต่สามารถตีเป็นมูลค่าได้ และตามปกติจะไม่สามารถนำไปจำนองหรือจำนำได้ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอ กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ อาทิ ใบจดทะเบียนลิขสิทธิ์ทางการค้าสินค้าคงคลัง เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่นายสุชาติได้เข้าร่วมประชุมหารือและรับฟังความคิดเห็นจากสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางสมาคมธนาคารไทยได้เสนอให้กระทรวงการคลังได้มีการผลักดันกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจดังกล่าว เพื่อนำมาใช้บังคับเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วใช้กันอยู่ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) นำสินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบมาใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากธนาคารได้
นายสมมาต ขุนเศษฐ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าพบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ว่านายกฯ ได้รับข้อเสนอทั้ง 7 ข้อ ของ กกร.ไปดำเนินการทันที โดยมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้แต่ละหน่วยงานไปสานต่อ อาทิ มอบหมายให้ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง รับผิดชอบเรื่องการสร้างกลไกเฝ้าระวังผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินโลก และการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ เพื่อจัดทำแผนและรายละเอียด การดำเนินงาน
ส่วนเรื่องส่งเสริมบทบาทความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนนั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รับที่จะไปติดตามและเตรียมประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) เช่นเดียวกับการหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เป็นเจ้าภาพและทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ต่างประเทศและอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกของไทย "ข้อเสนอทั้งหมดนายกรัฐมนตรีได้รับฟังและจะรับไปดำเนินการ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเวลานี้ และ กกร.ได้ฝากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาทางการเมือง
ที่เกิดขึ้นให้คลี่คลายโดยเร็ว เพราะช่วง 1-2 วันที่ผ่านมามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหายไป" นายสมมาตกล่าว
ส่วนข้อเสนออื่น ๆ ที่จะเร่งดำเนินการ ได้แก่ ให้รัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ แก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น
ไทยโพสต์ 9 ตุลาคม 2551