“ปีนี้ ไปทอดกฐินหรือเปล่า” ชมพูชะโงกหน้าถามแสน ขณะที่ตนเองกำลังถอยรถเข้าลานจอดด้านหน้าสำนักงานเหมือนเช่นทุกๆวัน
“ครับ....” มันเป็นคำเดียวเท่านั้น ที่หลุดรอดมาจากปากของแสน...ชายหนุ่มที่ครุ่นคิดเรื่องกฐิน...ปลอดเหล้า อย่างหนัก
เขาพาตัวเองจมจ่ออยู่กับแผนงาน กลยุทธ์ เทคนิค วิธีการ ขั้นตอน แนวทาง ผลลัพธ์ ทางออก มาร่วมเดือนแล้ว...แน่นอน เขาต้องอยู่กับมันอีกไม่น้อยกว่า ๒ เดือน
“....นั่นคือผม” เขาเปรยอออกมาอย่างแผ่วเบา โดยที่คู่สนทนาไม่รู้เลยว่าจะมีเรื่องคุยกันอีกกี่มากน้อย
นี่ เป็นปีที่ ๕ แล้วสินะกับการรณรงค์กฐินปลอดเหล้า....เหล้า ที่แง่มุมทางศาสนาบอกว่าขัดกับศีลธรรม ในขณะที่วัฒนธรรมไม่กล้าฟังธงว่าขาวหรือดำ เจ้าภาพสนใจแต่จำนวนเงินว่าจะได้มากแค่ไหน ....มันหมายถึงบารมี หน้าตา และการคุ้นเคยกับสงฆ์...ยิ่งพระโปรดเท่า ยิ่งเข้าใกล้สวรรค์นิพพานเท่านั้น
พระดัง วัดใหญ่ เงินเยอะ แทบกลายเป็นสโลแกนหลักของการจัดกฐินในระยะหลังมานี้ อย่างน้อยก็ตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้านั่นแหละ ยิ่งผนวกับยุคเอส เอ็ม แอล ด้วยแล้ว แม้กระทั่งพระป่าแทบเผลอออกปากมา “วัดอาตมาก็ยากจน ขอกู้ด้วยคนนะโยมนะ”
สงฆ์เอง ก็มิกล้าออกวาจา เกรงจะขัดศรัทธาห้ามเจ้าภาพเลี้ยงเหล้า ด้วยเงินที่เข้าวัดก็มากโขแล้ว หากทำให้เจ้าภาพเคืองใจ โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โทรศัพท์เครื่องใหม่ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค มิเป็นเป็นแค่ภาพฝันในอากาศกระนั้นหรือ
หากคุณค่าของผ้าที่โยมถวาย เข้ากันได้กับความขาดแคลนที่สงฆ์ประจักษ์...ตามหลักพระธรรมวินัย
น่าจะพอทำให้กฐินยังคงเป็นกฐินอยู่ได้กระมัง...
มิเช่นนั้น คงต้องวกไปวนมา...เสียเวลาอยู่ร่ำไป...ในวัฎจักร
กฐินปลอดเหล้า คนไม่เมา ชุมชนน่าอยู่.....จะเป็นไปได้แค่ไหนกัน
ขอบคุณค่ะ
นึกว่าใคร ที่แท้ก็ใครนี่เอง 555+