งานพัฒนาโปรแกรมนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างเหนื่อย

          ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมชี้แจงการจดทะเบียนผู้ผลิตและผู้ประกอบการกล้วยไม้ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา โดยไปประชุมร่วมกับจังหวัดอีก 5 จังหวัดได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐมและจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดที่กล่าวถึงเป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้และจำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูล โดยรูปแบบการเก็บข้อมูลก็เป็นไปตามที่ผู้เขียนคาดการณ์ คือใช้ฐานข้อมูลจากโปรแกรมทะเบียนเกษตรกรเป็นฐานหลัก จากนั้นพัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติมสำหรับใช้เก็บข้อมูลในส่วนของกล้วยไม้ เพราะมีข้อมูลที่ต้องเก็บพอสมควร ซึ่งในอนาคตถ้าจะมีการเก็บข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับเกษตรกรก็น่าที่จะใช้การพัฒนาส่วนขยายต่อไปจากโปรแกรมทะเบียนเกษตรกรซึ่งเก็บข้อมูลหลักของเกษตรกรไว้อยู่แล้ว เงินงบประมาณที่โอนให้กับจังหวัดเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูล เป็นเงินงบประมาณปี 2551 ที่มีเวลาเหลือให้ใช้เงินอีกไม่มากนัก โดยข้อมูลที่เก็บได้ในส่วนข้อมูลพื้นฐานจะถูกนำมาบันทึกลงในโปรแกรมทะเบียนเกษตรกร ส่วนข้อมูลที่เป็นรายละเอียดในเรื่องกล้วยไม้จะต้องรอโปรแกรมส่วนต่อที่คาดว่าจะพัฒนาให้แล้วเสร็จและใช้งานได้ประมาณเดือนมีนาคม 2552  ซึ่งจะเป็นโปรแกรมที่ทำงานในลักษณะของเว็บเบสแอพพลิเคชั่น (ทำงานผ่านเว็บบราวเซอร์) เหมือนกับโปรแกรมทะเบียนเกษตรกรเองและอีกหลายๆ โปรแกรมที่มีการพัฒนาขึ้นมาในช่วง 3-4 ปีหลัง

          จากตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าแนวโน้มการพัฒนาโปรแกรมที่จะนำมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลการเกษตรจะเป็นเว็บเบสแอพพลิเคชั่น ซึ่งถ้าเจ้าของโครงการหาเงินงบประมาณได้ การได้มาซึ่งโปรแกรมก็จะเป็นลักษณะของการจ้างบริษัทเอกชนพัฒนา ซึ่งระยะหลังจะเป็นแบบนี้ทั้งหมด ยกเว้นบางโปรแกรมเช่นอาสาสมัคร หรือ  GAP ที่อาจไม่มีงบประมาณก็เลยต้องพัฒนากันเอง  อย่างไรก็ตามก็มีมีหลายๆ คนเคยถามผู้เขียนว่าทำไมศูนย์สารสนเทศจึงไม่พัฒนาโปรแกรมเอง ก็ต้องยอมรับว่างานพัฒนาโปรแกรมนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างเหนื่อย ถ้าบุคลากรเราที่มีความชำนาญด้านนี้มีไม่เพียงพอ และระบบที่จะพัฒนานั้นมีขนาดใหญ่และซับซ้อนก็คงยากที่จะทำได้ ท้ายที่สุดก็คงต้องจ้างบริษัท ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร แต่ถ้าผู้ใหญ่จะมองถึงการพัฒนาขององค์กรด้วยก็คงต้องมองว่าจ้างอย่างไรจึงจะทำให้เสียเงินงบประมาณน้อยที่สุด เมื่อพ้นจากบริษัทไปแล้วหรือบริษัทเลิกกิจการ เราในฐานะผู้จ้างจะทำอะไรต่อกับซอฟท์แวร์นั้นได้ขนาดไหน ปกติในการจ้างบริษัท เราในฐานะผู้จ้างก็คงต้องมีส่วนร่วมในการที่จะให้ข้อมูลหรือให้ความต้องการกับบริษัทเพื่อทำ System Analysis แต่ถ้าเราได้มีโอกาสส่งคนเข้าไปร่วมเรียนรู้ในเรื่องของโค้ดหรือตัวระบบด้วยก็น่าจะเป็นประโยชน์ (ตรงนี้ก็คงอยู่ที่เงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง) เพราะเราสามารถที่จะปรับปรุง ดัดแปลงแก้ไขโปรแกรมได้ในอนาคตด้วยตัวของเราเอง ไม่ต้องรอว่าจะต้องมีงบประมาณก่อนจึงจะว่าจ้างบริษัทมาดำเนินการได้ ซึ่งตรงจุดนี้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเองก็จะต้องมีการลงทุนในเรื่องของการพัฒนาบุคลกรในเรื่องโปรแกรมมิ่ง ร่วมทั้งจัดวางโครงสร้างกลุ่มหรือฝ่ายที่จะมารับผิดชอบในเรื่องการพัฒนาซอฟท์แวร์ เพราะปัจจุบันมีซอฟท์แวร์โอเพ่นซอสที่มีคุณภาพให้เราได้ใช้ฟรี หรือโดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก แต่เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ได้พัฒนาคนให้รู้จักใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ และไปฝากชีวิตไว้กับเอกชนทั้งหมดก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องใช้เงินงบประมาณประเทศชาติไปอีกสักเท่าไหร่ เพราะซอฟท์แวร์นั้นมีอายุสั้นมาก อยากให้ดูระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตรเป็นตัวอย่าง ว่าโปรแกรมนี้ใช้งานมาได้กี่ปีแล้ว คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือยัง ในปีงบประมาณหน้าเราก็จะได้โปรแกรมใหม่อีกแล้ว.