บทที่ 1

เรื่อง  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับฟุตบอล 7 คน

 

เรื่อง  กติกาฟุตบอล 7 คน

 

จุดประสงค์  เพื่อให้นักเรียนรู้และเข้าใจวิธีการเล่นฟุตบอล 7 คนและนำไปปฏิบัติได้

 

1.    ผู้เล่นแต่ละทีม  มีจำนวน  7  คน  ตัวสำรอง 3 คน

2.    ผู้ตัดสินจะมี 1 หรือ 2 คนก็ได้

3.    การเปลี่ยนตัวให้เปลี่ยนได้  3 คน

4.    ไม่มีการล้ำหน้า

5.    ผู้รักษาประตูต้องใส่เสื้อสีแตกต่างจากผู้เล่น

6.    การเตะจุดโทษเพื่อหาผู้ชนะให้เตะโทษ ณ จุดเตะโทษทีม ละ 3 คน

7.    เวลาแข่งขันครึ่งละ10 - 20 นาที ตามความเหมาะสมของอายุผู้เล่น        พักระหว่างครึ่ง 5  นาที

8.    ขนาดสนาม  กว้าง 40 เมตร   ยาว  60  เมตร อาจยืดหยุ่นได้

9.    จุดโทษ ระยะห่างเส้นประตู  7  เมตร  และมีรัศมี  4 เมตร

10.   ขนาดประตู   สูง 2 เมตร  กว้าง  4  เมตร

11.  วงกลมกลางสนาม รัศมี 4 เมตร

12.   เขตประตู กว้าง 3 เมตร ยาว  10 เมตร

13.   เขตโทษ กว้าง 9  เมตร  ยาว 22 เมตร

14.   เส้นโค้งมุมสนามรัศมี 50  เซนติเมตร

15.   การตั้งกำแพงต้องห่างจากจุดเกิดเหตุ  7 เมตร

 

 

 

 

 

ประวัติฟุตบอล 7 คน

 

จุดประสงค์   เพื่อให้ผู้เรียน รู้ประวัติความเป็นมา ของฟุตบอล 7 คน และเกิดความภาคภูมิใจในประวัตินั้น

 

                ฟุตบอล 7 คน  ในประเทศไทย   อาจารย์ภิรมย์   อั๋นประเสริฐ แห่งสถาบันการ

พลศึกษา วิทยาเขต สุมทรสาคร  และเป็นผู้ตัดสินฟุตบอลโลกที่ประเทศฝรั่งเศส ปี 1998 (พ.ศ.2541)  ได้กล่าวไว้   เมื่อคราวมาอบรมผู้ตัดสินฟุตบอลที่กำแพงเพชรว่า ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา ซึ่งทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และ FIFA  ก็ไม่รับรองการแข่งขัน เพราะถือว่าเป็นเกมชนิดหนึ่ง เนื่องจากไม่มีกฎ กติกา ที่เป็นมาตรฐาน   ซึ่งมีการเล่นเฉพาะในประเทศไทย

                      

               สำหรับฟุตบอล 7 คน  ในอำเภอพรานกระต่ายนั้น  ได้มีการริเริ่มจัดขึ้น เมื่อ ปี  พ.ศ.2535   โดย  นายพรชัย  นทีประสิทธิพร  ครูโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว   ซึ่ง เป็นประธานชมชมฟุตบอลพรานกระต่าย   ได้ พิจารณาว่า สนามโรงเรียนแห่งนี้ มีขนาดแคบ  ไม่เพียงพอที่จัดการแข่งขันฟุตบอล 11 คนได้  จึงได้ไปขอ กติกาฟุตบอล 7 คน จาก สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดพิษณุโลก  ซึ่ง เจ้าหน้าที่ บอกว่า กีฬาชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมเล่น มันเป็นกีฬาที่ตายแล้ว ไม่น่าเอาไปแข่งขันอีก แต่ครูพรชัย ได้นำมาปรับปรุงประยุกต์ใช้ โดยการปรับเปลี่ยน กฎ กติกา และวิธีการจัดการแข่งขันบางอย่าง  และเมื่อทดลองใช้ กับผู้เรียนของตน ปรากฏว่าเด็กๆชอบมาก  เหตุผลที่เกิดความนิยมขึ้นมา เนื่องจากมีวิธีจัดการแข่งขันได้ง่าย ไม่มีการล้ำหน้า  การรวมตัวผู้เล่นเป็นทีมสามารถทำได้ง่าย    ส่วนผู้ตัดสินจะใช้ 1 หรือ 2 คนก็ได้  จึงมีการจัดการแข่งขันแพร่หลายอย่างกว้างขวาง

 

 

 

 

 

               ปี 2536 ชมรมฟุตบอลพรานกระต่าย ได้ทดลองจัดการแข่งขันฟุตบอล 7 คน โดยยึดแบบอย่างการจัดรูปแบบ  FESTIVAL  หรือแบบเทศกาล   โดยเชิญ ทีมฟุตบอลจำนวนมาก 20 -30 ทีม มาร่วมแข่งขันภายใน 1 -2 วัน  แบ่งเป็นหลาย  ช่วงอายุ เช่นรุ่นอายุ 10 ปี

 12 ปี 14 ปี 16 ปี และประชาชนทั่วไป รวมทั้งฟุตบอลหญิงด้วย  เริ่มแข่งติดต่อกันตั้งแต่เช้า จนถึงค่ำ  บรรยากาศการแข่งขัน มีความสนุกสนานมาก มีการบรรยายการแข่งขัน สอดแทรกมุขตลก สร้างความบันเทิงใจให้กับผู้เล่นและผู้ชม   ดูคล้ายกับ การจัดเทศกาลงานประจำปีของวัดในหมู่บ้าน  ผู้คนมาร่วมงานมากมาย มีแม่ค้า พ่อค้ามาขายของด้วย  บรรยากาศคึกคักตลอดวัน ( การแข่งขันแบบเก่า คือจัดแข่งวันละ 1 -2 คู่ ในตอนบ่าย ของแต่ละวัน ความสนุกจึงไม่ต่อเนื่อง )

 

                ทีมต่างๆ เกิดความสนใจ ได้มาขอกติกาและระเบียบการแข่งขัน ไปจัดในจังหวัดของตนบ้าง ตั้งแต่นั้นมา การแข่งขันฟุตบอล 7 คน จึงแพร่หลายไปทั่วภูมิภาคอย่างรวดเร็ว .

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นักฟุตบอลตัวอย่าง

นายอนุวัฒน์  พรมโยธา (ไฝ)

 

จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจที่จะมุ่งเรียนและฝึกหัดฟุตบอล 7 คน

 

 

 

 

                       อนุวัฒน์  พรมโยธา เกิด พ.ศ. 2533 ณ บ้านหนองราง หมู่ที่ 5  ต.พรานกระต่าย  อ.พรานกระต่าย จ. กำแพงเพชร บิดาชื่อ นายเคน  พรมโยธา อายุ 80 ปี พิการตาบอด มารดาชื่อ นางศรีนวล  พรมโยธา อาชีพรับจ้างทางการเกษตร   อนุวัฒน์เป็นบุตรคนสุดท้องจาก  พี่น้อง 3 คน  ชื่อเล่นว่า เบิร์ด  แต่คนทั่วไปเรียกว่า  ไฝ  เพราะมี ไฝเม็ดใหญ่ที่ริมฝีปากด้านขวา  อายุ 5 ขวบ เข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน

                  ที่โรงเรียนแห่งนี้ มีนักเรียนรุ่นพี่นิยมเล่นฟุตบอลกันเป็นจำนวนมาก อนุวัฒน์จึงเกิดความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลและเข้าร่วมฝึกซ้อมกับครูพรชัย  นทีประสิทธิพร  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

      ในระดับชั้น ป. 1 - 3 ได้เริ่มลงแข่งขันฟุตบอลภายในโรงเรียน และละแวกใกล้เคียง  พอขึ้นชั้น ป.4 - 6 ครูพรชัย ได้พาออกตระเวนแข่งขันกับโรงเรียนต่าง ๆ ทำให้พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาก ฉายแววดาวรุ่งของจังหวัดกำแพงเพชร จนป็นที่สนใจของ คุณเสกสรร   ศิริพงษ์ ผู้ฝึกสอนของ ทีมชากังราวจูเนียร์  ได้มาขอตัวไป ตระเวนแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นทั้งต่างจังหวัด และใน กรุงเทพฯ อยู่เสมอ จนมีผู้ฝึกสอนจากทีมต่างๆ ในกรุงเทพฯ มาชักชวนให้ไปเล่นด้วยหลายทีม  จุดนี้เอง ทำให้อนุวัฒน์ มองโลกได้กว้างขึ้น นับเป็น         จุดเปลี่ยน ของชีวิตของเด็กบ้านนอกตัวเล็ก ๆคนหนึ่ง

      อายุ 12 ปี อนุวัฒน์ ต้องจากบ้านเกิดไปเข้าเรียนที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร โดยการชักชวนของ คุณอาทิตย์  สุวรรณโชติ   (สมาชิกสภาเทศบาลเมืองกำแพงเพชร )      

 

 

 

 

          ที่นี่ อนุวัฒน์ คว้าแชมป์มากมายให้โรงเรียน เช่น แชมป์ อายุ 12 ปี 14 ปี ของ กรุงเทพมหานคร แชมป์ฟุตบอลยุวชน ชัยพงษ์คัพที่ จ.พิจิตร โดยชนะทีมยุวชนจากประเทศเกาหลี 3 0 โดยอนุวัฒน์ยิงได้ 1 ประตู

          อายุ 15 ปี มีชื่อคัดเลือกตัวเข้าทีมชาตินักเรียนไทย  แต่ช่วงเวลานั้นตรงกับ ทางโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ ต้องเดินทางไปแข่งขันกีฬายุวชนโลกที่ประเทศอังกฤษ จึงจำต้องสละสิทธิ์การติดทีมชาติไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ได้ประสบการณ์จากการเล่นฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษมากมายเป็นการทดแทน

         ที่ประเทศอังกฤษอนุวัฒน์ได้โชว์ฟอร์มการเล่นฟุตบอลได้ดีมากจนสื่อมวลชนอังกฤษตั้งฉายาว่าวิเอร่า ออฟแบ็งค๊อก  ( วิเอร่า หมายถึง แพททริก วิเอร่า  นักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส แชมป์โลกฟุตบอลปี 1998)

            อายุ 16 ปี อนุวัฒน์ได้สมัครเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในโควต้านักกีฬา ได้รับสวัสดิการเรียนฟรีจนจบชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 6 ซึ่งที่นี่อนุวัฒน์ เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักข่าวสายกีฬาหลายแห่ง   เช่นหนังสือพิมพ์สยามกีฬารายวันได้ลงภาพและข่าวอยู่เสมอ  สถานีโทรทัศน์สีช่อง 9 โมเดิ้ลนาย ทีวี ได้นำภาพช็อตเด็ด การทำประตูของอนุวัฒน์ มาเผยแพร่หลายครั้ง  สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ได้ลงภาพเพื่อโหวตว่าใครคือผู้ยิงประตูได้งดงามที่สุดในฟุตบอล 7 คน 7 สี

                 ผลงานระหว่างปี 2549 2550  ได้แชมป์ฟุตบอล 4 เส้าจตุรมิตร 1 ครั้ง  แชมป์ฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี 1 ครั้ง  (ฟุตบอลจตุรมิตร ประกอบไปด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน  โรงเรียนเทพศิรินทร์ และ โรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพฯ

                 นี่คือนักฟุตบอลตัวอย่าง ที่เป็นศิษย์เก่าเขาแก้ว ที่ พวกเราภาคภูมิใจ คณะครูโรงเรียนชุมชนบ้านเขาแก้ว ขอให้เธอโชคดี และมีอนาคตที่สดใส ยิ่งๆขึ้นไป.

  

 

 

 

จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ใช้ความสามารถ ด้านฟุตบอล

พาตัวเองไปแข่งขันถึงประเทศอังกฤษ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ประโยชน์ของการเล่นฟุตบอล

 

 

                    ประโยชน์ของกีฬาฟุตบอล  (อุทัย  สงวนพงศ์  ... : 2-3)  ได้กล่าวไว้ว่าการเล่นกีฬาทุกชนิด ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เล่นทั้งทางตรง    และทางอ้อมเสมอ  ฟุตบอลก็เป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้เล่น  ดังนี้

 

    1. การเล่นฟุตบอลนั้น  ผู้เล่นจะต้องเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา   รวมทั้งต้องไหวพริบดี      มีอารมณ์มั่นคง  มีสมาธิดี  มีความเชื่อมั่นในตนเอง  สามารถแก้ปัญหาต่างๆ  และตัดสินใจที่รวดเร็วและถูกต้อง  เพราะถ้าผู้เล่นมีอารมณ์มุทะลุดุดันขาดการตัดสินใจที่ดี  จะทำให้การเล่นผิดพลาดได้บ่อยๆ ถ้าเป็นการแข่งขันก็จะทำให้พ่ายแพ้แก่ฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายซึ่งชีวิตประจำวันของมวลมนุษย์ก็จะต้องมีการตัดสินใจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เสมอ  ดังนั้นฟุตบอลจึงเป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่ช่วยฝึกฝนให้ผู้เล่นมีไหวพริบที่ชาญฉลาดและแก้ปัญหาอย่างฉับพลันได้ดี

 

    2. ฟุตบอลเป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายให้แข็งแรงช่วยทำให้ระบบต่างๆ  ภายในร่างกายทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  เช่น  ระบบกล้ามเนื้อ  ระบบการหายใจ  ระบบขับถ่าย  ระบบการไหลเวียนของโลหิต  เป็นต้น

 

    3. ฟุตบอลเป็นกีฬา ที่ช่วยส่งเสริมกิจกรรมที่รวมการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์เกือบ ทุกชนิด  เช่น  การวิ่งหลบหลีก  หลอกล่อ  การแย่ง  การรับ  การส่ง  การกระโดด    การเตะ  ตลอดจนการ ใช้เท้าให้สัมพันธ์กับสายตาด้วย

 

                    4. ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีกฎ กติกา ผู้เล่น ต้องเคารพ และปฏิบัติตามกฎกติกาการเล่นดังนั้นการเล่นฟุตบอลย่อมช่วยสอนให้ผู้เล่นรู้จักความยุติธรรมปฏิบัติตนให้อยู่ในขอบเขตอันพึงควรกระทำ  สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  ให้รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น  มีความอดกลั้น  อดทนยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรามีน้ำใจเป็นนักกีฬา(รู้แพ้  รู้ชนะ  รู้อภัย)  รู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีตลอดจนรู้จักปฏิบัติหน้าที่อันถูกต้อง

 

 

5. ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ช่วยส่งเสริมความรักใคร่สามัคคีกันระหว่างหมู่คณะเพราะฟุตบอลเป็นกีฬาประเภททีม ซึ่งกีฬาประเภททีมทุกชนิดจะต้องมีการฝึกซ้อม   เพื่อให้การเล่นในทีมมีความสัมพันธ์และ

รักใคร่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากทีมใดขาดความสามัคคีแล้ว เมื่อลงแข่งขันย่อมจะมีชัยชนะได้ยาก และผลจากการเล่นกีฬาประเภทนี้  สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการ ดำเนินชีวิตให้มีนิสัยรักใคร่สามัคคีปรองดองกันในหมู่คณะมากยิ่งขึ้น

 

                    6. สำหรับผู้ที่มีทักษะ  การเล่นฟุตบอลที่ดีย่อมมีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เป็น ตัวแทน  ของ โรงเรียน  สถาบัน  สโมสร  และของชาติ เพื่อเข้าร่วมแข่งขันกับชาติอื่นหรือทีมอื่นๆ  ซึ่งนอกจากจะ เป็นการประกาศเกียรติคุณสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ  โรงเรียน  สโมสร  และวงศ์ตระกูลแล้ว  ยังเป็นหนทางที่ทำให้คนรู้จัก  อันเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงได้ทางหนึ่งด้วย

 

         &nbs