"ผมเป็นคนหนึ่งที่รายได้ค่อนข้างสูง แต่ตัวเลขทางบัญชีกลับติดลบ"

แต่เดิมมาตั้งแต่ปี 2533 ที่ผมมีเงินเดือนๆ แรก 2,980 บาท มาจนถึงเมื่อปี 2543 ที่ผมมีรายได้ต่อเดือนรวมประมาณ 30,000 บาท ผมไม่เคยเป็นหนี้  และมีเงินเก็บบ้างประมาณ สองแสนบาท   หลังจากนั้นผมได้ทำบัตรเครดิตเพื่อความสะดวกในการใช้จ่าย  และไม่ต้องพกเงินสดติดตัวมาก  แต่กลับมีเหตุการณ์พลิกผันทางการเงินเกิดขึ้น  กล่าวคือ  "รายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เคยเหลือเงินเก็บ  และเงินที่เก็บไว้ถูกนำมาใช้จนหมด"  ซึ่งผมเองไม่มีภาระครอบครัวมากนัก ประกอบกับช่วงนั้นประจำการอยู่ต่างจังหวัด  มีบ้านพักอยู่ใกล้ที่ทำงาน  บางวันเดินไปทำงานด้วยซ้ำ  จึงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรในช่วงแรกๆ  แต่พอมาช่วงหลังๆ เศรษฐกิจของประเทศไทยแย่ลง  ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำมันก็แพง  ประกอบกับผมย้ายกลับเข้ามาประจำการในกรุงเทพฯ ซึ่งมีค่าครองชีพสูงกว่าต่างจังหวัดมาก การเดินทางไปทำงานถึงจะไม่ไกลมากนักแต่การจราจรก็เป็นจราจลอย่างที่พวกเรารู้ๆ กันอยู่  จึงเริ่มรู้สึกว่ารายได้อาจจะไม่พอกับรายจ่าย  ก็เลยมานึกหาวิธีการเช็คตัวเอง  และนึกถึง "การทำบัญชีครัวเรือน" ซึ่งผมเคยได้รับความอนุเคราะห์จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ "ธกส." จังหวัดราชบุรี  มาดำเนินการอบรมให้กับกำลังพลของทหารเมื่อสมัยผมยังประจำการอยู่ที่นั่น  จึงได้นำวิธีการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแนวทางการใช้จ่ายของตนเอง  โดยผมได้พยายามจัดการกับระบบการเงินทุกอย่างของผม  จนกระทั่งตัวเลขทุกบัญชีและเงินในกระเป๋าผมเป็น 0.00 บาท  ในวันที่ 31 ธันวาคม 2550  และได้เริ่มทำบัญชีครัวเรือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป

ขออนุญาตอธิบายวิธีการทำบัญชีครัวเรือนประยุกต์ของผมแบบสั้นๆ นะครับ  คือผมใช้สมุดปกแข็งขนาดใหญ่ ปกสีน้ำเงินซึ่งหาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป  มาตีตารางแบ่งออกเป็นลำดับ 1 ช่อง , รายรับ 1 ช่อง , รายจ่าย 9 ช่อง , รวมจ่าย 1 ช่อง , คงเหลือ 1 ช่อง  และหมายเหตุอีก 1 ช่อง  รวมเป็น 14 ช่อง  โดยในส่วนของรายรับนั้น  ใช้เงินเดือนมาหารแบ่งเป็นวันว่าได้วันละเท่าไหร่แล้วใส่ลงไปทุกวัน  ถ้าหากว่ามีรายได้อื่นเช่นถูกสลากกินแบ่งฯ  ก็จะนำมาบวกเพิ่มในวันนั้นๆ  ส่วนรายจ่ายก็จะแบ่งออกไปตามประเภทต่างๆ  และเมื่อรวมรายจ่ายในวันนั้นแล้วก็นำมาหักลบกับรายรับในวันนั้น  ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น "คงเหลือ"  ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่เราจะต้องนำไปพิจารณาวางแผนการใช้เงินในวันต่อๆ ไปครับ

จากที่ผมเริ่มทำบัญชีครัวเรือน  ทำให้ผมได้พบ "สิ่งที่น่าตกใจ"  นั่นคือผม "ติดลบทางบัญชี"   ตั้งแต่วันแรก  และผมได้ทำการประเมินทุกเดือน  เพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข  โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการใช้เงินในบัญชีครัวเรือน  โดยสรุปได้ดังนี้

สาเหตุของปัญหา

1. พฤติกรรมการใช้เงินของผมเอง  คือตามใจตัวเองมากและค่อนข้างจะฟุ่มเฟือย

2. ค่าครองชีพของสังคมกรุงเทพที่สูงขึ้น

3. ค่าใช้จ่ายทางสังคมที่สูงขึ้น

4. ค่าน้ำมันและการบำรุงรักษารถยนต์ ตลอดจนค่ายานพาหนะอื่นๆ

5. จิปาถะอื่นๆ

แนวทางในการแก้ไขปัญหา  โดยประยุกต์จากทฤษฎี+แนวคิดของผม

1. ลดรายจ่ายประจำวันที่ไม่จำเป็นและรายจ่ายฟุ่มเฟือย

2. เพิ่มรายได้  โดยยอมตัดบางอย่างออกไปจากชีวิต เช่นเลิกตีกอล์ฟ(ยกเว้นจำเป็นจริงๆ ที่ต้องไปกับนาย) 

3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินของตนเอง  จะซื้ออะไรแต่ละครั้งจะคิดแล้วคิดอีก   ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ซื้อเด็ดขาด  แต่ถ้าจำเป็นแล้วถึงแพงก็ซื้อ (ประมาณว่าประหยัดแต่ไม่ขี้เหนียว)

4. ออกกำลังกายตอนเย็นให้มากขึ้น  เมื่อเพลียก็จะไม่อยากออกไปไหน  ก็เป็นการลดรายจ่ายได้ทางหนึ่ง

5. "ลดการใช้บัตรเครดิต  โดยใช้เฉพาะเติมน้ำมัน  หรือจำเป็นจริงๆ เท่านั้น"

6. วิธีการย่อยๆ อื่นๆ

จากการที่กล่าวมาทั้งหมด  ผมได้พิสูจน์กับตัวเองสรุปได้ว่า  "การทำบัญชีครัวเรือน เป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริง"  สถานการณ์การเงินของผมดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันไม่ต้องมีความกังวลในด้านการเงินใดๆ  ชีวิตก็มีความสุขและมีเวลาไปคิดทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อไป    แต่อย่างไรก็ดีหากผู้ทำบัญชีครัวเรือนไม่มีการพิจารณาสาเหตุ  และนำวิธีการแก้ไขไปปฏิบัติ  บัญชีครัวเรือนนั้นก็จะเป็นแค่เศษกระดาษ  ไม่มีความหมาย   และในท้ายที่สุดนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านงานเขียนนี้  คงจะได้รับประโยชน์และประสบความสำเร็จในการนำวิธีการทำบัญชีครัวเรือนไปประยุกต์ใช้นะครับ  ขอความร่ำรวยและความสุขจงมีแก่เพื่อนๆ ทุกท่านครับ