การสอนแบบ 4 MAT

4  MAT  :  ลีลาการสอนของครูและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

               การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ของสังคมการศึกษาไทยในปัจจุบัน

เป็นผลให้เกิดความสนใจต่อรูปแบบและวิธีการสอนใหม่ ๆ  ขึ้นมาอีกหลายรูปแบบ และระบบการสอน  

ที่เริ่มได้รับความสนใจและถือได้ว่าเป็นระบบการสอนที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับครูและนักการศึกษาไทยโดยทั่วไปอีกแบบหนึ่ง  คือ  การสอนแบบ  4  MAT

               ระบบการสอนแบบ  4  MAT  เกิดขึ้นจากแนวคิดนักการศึกษาคนสำคัญชาวอเมริกา  ชื่อ

ซูซาน  มอร์ริส  (Susan  Moris)  และเบอร์นิส  แม็คคาร์ธี  (Bemice  Mc  Carthy)  เมื่อปี  1980  จึง

ถือว่ามิใช่เป็นรูปแบบการสอนที่แปลกใหม่หรือเกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด  แต่ที่เพิ่งได้รับความสนใจและเป็น

ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้  เนื่องมาจากได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีพหุปัญญา

(Muktiple  Intelligences)  ของ  โฮวาร์ด  การ์ดเนอร์  (Howard  Gardner)  ที่เข้ามาและได้รับความ

สนใจกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักการศึกษาไทยในปัจจุบัน  ทั้งนี้เพราะระบบการสอนแบบ  4  Mat 

จะให้ความสำคัญต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลและการใช้กระบวนการสอนที่คำนึงถึงการใช้สมองซีก

ซ้ายและซีกขวาอันถือได้ว่าเป็นแก่นสารหลักของทฤษฎีสติพหุปัญญา  ทั้งนี้ได้มีผู้ให้คำอรรถาธิบาย

เกี่ยวกับแนวคิดการสอนแบบ 4 MATไว้แล้วหลายท่าน แต่เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด

นี้เพิ่มมากขึ้น  จึงใคร่ขอเสนอแนวคิดแบบ 4 Mat  ในอีกแง่มุมหนึ่ง  การนำเสนอใหม่นี้คือเป็นการขยาย

ความคิด  และนำเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์ร่วมกับครู  ตลอดจนรายละเอียดและ

ประเด็นปลีกย่อยที่อาจจะยังมิได้มีผู้ใดกล่าวถึง  อันอาจจะเป็นประโยชน์ในการที่จะทำความเข้าใจการ

สอนแบบ  4  MAT  เพิ่มมากขึ้น

               เมื่อวิเคราะห์แนวคิดทฤษฎีการสอนแบบ  4  MAT  แล้วจะเห็นได้ว่า  4  MAT  ได้นำเสนอ

ประเด็นหลักของแนวคิด  สรุปได้เป็น  3  ประเด็น  ดังนี้

               1.  แบบฉบับหรือลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียน  มีความแตกต่างกันตามความแตกต่าง

ระหว่างบุคคลมี  4  แบบ ได้แก่

                1.1  ผู้เรียนแบบที่  1  (WHY)   เป็นคนช่างคิด  ช่างสงสัย  อยากรู้อยากเห็น  ชอบ

เรียนรู้ด้วยการสังเกตและสัมผัส  ชอบเรียนรู้จากการฟัง  การเฝ้าดู  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ชอบ

งานทำร่วมกับผู้อื่นจึงมักชอบตั้งคำถามว่า  ทำไม

                1.2.  ผู้เรียนแบบที่  2  (WHAT)   เป็นผู้สนใจข้อเท็จจริง  ชอบเรียนรู้จักการรับข้อมูล

และสิ่งต่าง ๆ  จากครูหรือจากคนอื่น ๆ  เป็นคนช่างวิเคราะห์  ชอบเรียนรู้ด้วยวิธีการคิดไตร่ตรอง

                1.3.  ผู้เรียนแบบที่  3  (HOW)   เป็นผู้สนใจในวิธีการต่าง ๆ  อยากรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ นั้น

ทำงานอย่างไร  ชอบที่จะได้ลงมือปฏิบัติจริง  เป็นการเรียนรู้จากสามัญสำนึกที่สัมผัสได้  เช่น  ทำ  จับ

ลูบ  คลำ  ทดลอง  ทำของจริง  ฝึกปฏิบัติ

                1.4.  ผู้เรียนแบบที่  4  (IF)   ชอบค้นหาว่าเป็นไปได้หรือไม่  ถ้าไม่เป็นอย่างนี้  จะเป็น

อย่างอื่นได้หรือไม่   จึงสนใจในการค้นหาสิ่งใหม่ด้วยตนเอง   ด้วยการทดลอง   พิสูจน์   เรียนรู้จาก

ความรู้สึกของตนเองเรียนรู้ด้วยการลองผิดลองถูก  ชอบที่จะลองทำดู  และค้นพบสิ่งใหม่ด้วยตนเอง

             2.  ลีลาการสอนหรือวิธีการสอนของครู  จึงต้องมี  4  แบบ  เพื่อตอบสนองความ

แตกต่างระหว่างบุคคล  เช่นกัน

                     บทบาที่  1 ครูคือผู้กระตุ้น  สร้างแรงจูงใจ   ครูจะต้องเป็นผู้ยั่วยุ / กระตุ้น

การเรียนรู้และสร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียน  โดยการให้เขาได้สังเกต  คิดไตร่ตรอง  สัมผัส  ครูนำ

ประสบการณ์จริงไปสู่การคิด  กระตุ้นให้เขาได้ฟัง  ได้เห็น  และอยากคิด  อยากตั้งถาม  ซึ่งคำถาม

ที่เกิดขึ้นมีหลากหลายมากมาย  แต่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นกับผู้เรียนมากที่สุด  คือ  คำว่า  ทำไม  วิธีการสอน

อาจใช้สถานการณ์จำลอง  การอภิปราย  การให้สังเกตสิ่งต่าง ๆ  การตั้งคำถาม  บทบาทนี้จะทำให้

ผู้เรียนแบบที่ 1 (WHY)  มีความสุข  ความสบายใจ  ในการเรียนมากที่สุดเจตนารมย์ของ  4  MAT

ในขั้น  WHY  จะเป็นการกระตุ้นยั่วยุ  โดยการให้นักเรียนได้สังเกต ได้ฟัง  แล้วทิ้งปริศนาให้นักเรียน

ขบคิด จนเกิดการตั้งคำถามถามให้ได้ว่าทำไม   กับครู   หรือกับตนเองหรือกับใคร ๆ  เพื่อเขาจะได้มี

ความกระตือรือร้น  และมีแรงจูงใจในการแสวงหาคำตอบหรือความรู้ในขั้น  What  หรือขั้น  How  ได้

ต่อไป

                       บทบาทที่  2  ครู  คือ ผู้สอน ผู้บอกความรู้ บทบาทของครูเป็นผู้ป้อนความ

รู้ ป้อนความจริงให้กับนักเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ครูจะต้องให้ความรู้เนื้อหาที่ลึกซึ้ง

ให้แก่นักเรียน  ครูเป็นผู้สอน  ผู้แจ้งให้ทราบ  บทบาทที่  2  นี้  จะทำให้ผู้เรียนแบบที่  2  (WHAT) 

มีความสุข  ความสบายใจในการเรียนมากที่สุด 

                      บทบาทที่  3  ครู  คือ  โค้ชหรือผู้ฝึกสอน   ครูจะปล่อยให้นักเรียนลงมือทำ

จากของจริง  และฝึกปฏิบัติจากของจริงด้วยตนเอง ครูเพียงแต่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก และจัด

เตรียมสื่ออุปกรณ์ให้นักเรียน  เป็นเพียงผู้ชี้แนะ  แนะนำ  เพื่อให้นักเรียนลงมือปฏิบัติงานให้สำเร็จ 

ครูจึงเปรียบเสมือนโค้ชหรือผู้ฝึกสอน ครูจำเป็นจะต้องออกแบบกิจกรรมให้ได้  เพื่อให้นักเรียนกระหาย

อยากลงมือปฏิบัติ   บทบาทนี้ผู้เรียนแบบที่  3  (HOW)  จะมีความสุข  ความสบายใจมากที่สุด 

                        บทบาทที่  4  ครู  คือ  ผู้ประเมินผล  ผู้ร่วมเรียนรู้  ผู้แก้ไข   ครูจัดสถานการณ์ให้นักเรียนได้ค้นหา คิดค้น และทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ  ด้วยตัวของเขาเอง  โดยการกระตุ้น

และกำหนดสถานการณ์ต่าง ๆ  ให้เขาได้คิดค้น   หรือค้นพบสิ่งใหม่ ๆ  เช่น   ถ้าไม่เป็นอย่างนี้แล้ว

จะเป็นอย่างไรได้อีก   มันจะเป็นแบบอื่นได้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้าเป็นอย่างนี้

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้ามันเป็นอย่างนั้นแล้วจะทำอย่างไร  ตัวอย่างเช่น  ครูสอนการเพาะถั่วงอกด้วย

กระดาษทิชชู่  เมื่อถึงขั้น  IF อาจตั้งคำถามว่า  จากเม็ดถั่วเขียวมันจะงอกออกมาภายในกี่วัน  จะมีใบ

กี่ใบ  หรือถ้าไม่ใช้กระดาษทิชชู่จะใช้วัสดุอื่นได้หรือไม่  หรือถ้ามันไม่งอกเพราะอะไร  จะเกิดอะไรขึ้นถ้า

เพาะในห้องกับเพาะกลางแจ้ง  ถ้าเพาะในห้องไม่มีแสงเป็นอย่างไร  ถ้าเพาะกลางแจ้งถั่วงอกจะเป็น

อย่างไร  ครูจะกระตุ้นให้  นักเรียนลองผิดลองถูก  และเรียนรู้เองสอนกันเอง  ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง

ครูเพียงแต่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน  และทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินความรู้  และผลงานนักเรียน

ว่าเป็นอย่างไร  และคอยแก้ไข  แนะนำผลงานของนักเรียนเท่านั้น  ในขั้น  IF  นี้นักเรียนจะสามารถ

ประมวลความรู้ที่ได้รับให้เกิดเป็นความรู้ใหม่หรือนำเอาความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ 

            3.  รูปแบบการสอนทั้ง  4  แบบจะมี  8  เทคนิค  เพื่อพัฒนาสมองทั้ง  2 ซึก  คือ 

เริ่มจากเทคนิค  ขวา-ซ้าย  ขวา-ซ้าย  ซ้าย-ขวา  ซ้าย-ขวา  ตามลำดับต่อเนื่องกันไป  8  ขั้นตอน

               จะเห็นได้ว่า การรจัดการเรียนการสอนแบบ  4  MAT  เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียน

เป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง  เนื่องจากคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ตลอดจนใช้กระบวนการ

สอนที่เน้นการพัฒนาสมองทั้งสองซีก ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์แบบทุก

ด้านแล้ว  ยังช่วยให้ผู้เรียนได้สามารถบรรลุถึงความสำเร็จในการเรียนรู้ตามวิธีที่ตนเองมีความถนัด  ซึ่งถ้า

หากครูสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  ก็จะสามารถพัฒนานักเรียนให้เป็น

คน  เก่ง  ดี  และมีความสุข  เต็มตามศักยภาพของแต่ละคนได้อย่างแท้จริง

ประพันธ์ศิริ  สุเสารัจ,  การจัดการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างศักยภาพนักเรียน.  วารสารศูนย์ศึกษาการพัฒนาครู           

                      ปีที่ 2 ฉบับที่ 7.