วันรุ่งขึ้นไปดูโลมาสีชมพู ต้องนั่งเรือหางยาวออกไป โลมาจะว่ายลงไปในน้ำแล้วต้อนปลาเล็กขึ้นมากินบนผิวน้ำ บางครั้งปลากระบอกก็จะกระโจนขึ้นมาจากน้ำ โลมาก็จะกระโดดตามขึ้นมาหุบเหยื่อของเค้า

วันที่ 12 เมษายน 2551เดินทางกับครอบครัวทั้งหมด 10 คนไป อ.ขนอม จังหวัด นครศรีธรรมราช ไปพักที่ ราชาคีรีรีสอร์ท ซึ่งเพิ่งจะเปิดได้ประมาณ 1 ปี กว่าจะถึงขนอมก็ต้องนั่งเบียดกันในรถของน้าชายคันเดียวตามนโยบายประหยัดพลังงานของรัฐบาล แต่ก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันไปร่วมๆ 5000 บาทไป-กลับ ขับรถยากพอสมควรเพราะรถเยอะมาก แล้วยังมีไอ้กรวยสีส้มของคุณหมอแป๊ะ ตั้งขวางกลางถนนบีบทางจราจรบนทางหลวงเหลือแค่ 1 เลนส์เป็นระยะๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตั้งกรวยส้มขวางการจรจรซึ่งก็คับคั่งอยู่แล้วในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ให้มันยุ่งยากกันขึ้นไปอีก สุดท้ายเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่รีสอร์ทราวๆ เกือบ 6 โมงเย็นแต่ฟ้ายังสว่าง ใสปิ๊งอยู่ น้องนนท์และน้องหนุนก็รีบวิ่งแจ๋นเข้าห้องเปลี่ยนชุดว่ายน้ำทันที บริเวณรีสอร์ทไม่มีหาดทรายให้ได้เล่นแต่ถูกทดแทนด้วยแนวประการังเล็กๆให้ดู แต่ตอนลงไปดูก็มองไม่ค่อยเห็นแล้ว เพราะเริ่มเย็น และต้องใส่รองเท้าเดินลงไปเนื่องจากมีก้อนหินเยอะแยะไปหมด ลองถอดดูแล้ว เดินไม่ได้เลย สรุปว่าก็ไม่ได้ดูประการังแต่จับปลิงตัวดำๆ ขนาดเกือบเท่าแขนขึ้นมาให้เด็กๆดูกัน ตัวปลิงก็นิ่มๆ มีปุ่มๆตามตัว ตอนแรกก็ไม่ค่อยกล้าก็ต่องเอามือจิ้มๆดูก่อน ถึงจะจับเค้าขึ้นมา แล้วก็ปล่อยเค้ากลับไป

วันรุ่งขึ้นไปดูโลมาสีชมพู ต้องนั่งเรือหางยาวออกไป เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและควรค่าต่อการอนุรักษ์เอาไว้ให้เป็นของท้องถิ่นมากเลยครับ โลมาจะว่ายลงไปในน้ำแล้วต้อนปลาเล็กขึ้นมากินบนผิวน้ำ บางครั้งปลากระบอกก็จะกระโจนขึ้นมาจากน้ำ โลมาก็จะกระโดดตามขึ้นมาหุบเหยื่อของเค้า ไปดูแล้วก็เห็นความตั้งใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติของชาวบ้านแถวนั้น ประมงพื้นบ้าน ต่างๆ เป็นวิถีชีวิตแบบพอเพียง พวกเราซึ่งเป็นคนเมืองเรียกตัวเองว่าผู้ที่เจริญและทันสมัยต่างหากที่ไม่รู้จักความพอดีพอเพียง ไปทำลายสมดุลของธรรมชาติ และสมดุลทางสังคมโดยการยัดเยียดความเจริญทางวัตถุต่างๆให้กับพวกเค้า (พวกที่พวกเราเรียกว่า คนชนบท) แล้วใช้คำโฆษณาชวนเชื่อว่า ความเจริญ ความทันสมัย คือวัตถุต่างๆที่เรานำไปให้ ผมได้เห็นการต่อต้านจากพวกชาวบ้านที่ประท้วงไม่ให้สร้างท่าเรือตรงบริเวณที่ใกล้กับจุดที่เราไปดูโลมาและยังเป็นแหล่งหาอาหารของพวกชาวบ้านอีกด้วย เวรกรรม จริงๆพวกคนเมือง พยูนหมดไปจากท้องทะเลของขนอมแล้ว แต่ชาวบ้านเค้ายังอนุรักษณ์ แหล่งหญ้าทะเลในบริเวณนั้นอยู่ เพราะว่าพวกปลาเล็กๆจะอาศัยหญ้าทะเลเหล่านี้เป็นที่หลบภัยและที่เจริญเติบโต ก่อนที่จะออกสู่ท้องทะเลใหญ่ ออกไปให้ชาวประมงจับมาให้เราคนเมืองกินเป็นอาหาร วิธีการอนุรักษณ์ของพวกชาวบ้านก็ง่ายๆแค่กำหนดจุดและวางทุ่นแสดงจุดที่เรือห้ามวิ่งเข้าไป ก็แค่นั้น สักวันหนึ่งผมหวังว่าจะได้เห็น     พยูนอีกครั้งที่ท้องทะเลขนอม

เที่ยงวันเดียวกันหลังจากออกไปดูโลมาแล้วก็เตรียมตัวกลับหาดใหญ่ ระหว่างทางขับรถกลับบ้านก็ได้เห็นวิธีการเล่นน้ำสงกรานต์ของผู้คนแถวนั้น คือการนำสีต่างๆมาผสมลงในน้ำและแป้งดินสอพองด้วย มีทั้งสีแดง สีเขียว สีส้ม สีเหลือง บางคนก็โดนป้ายหน้าทาหน้าด้วยสีแดง ผมเพ้าแดงเถือกไปหมด รถราบางคัน ก็กลายร่างเป็นงานศิลป์ชิ้นหนึ่งเลย สารพัดสีถูกปาด ถูกสาด ถูกเท ใส่รถจนดูไปเหมือนงานศิลป์ชิ้นหนึ่ง แต่ตัวเองก็นั่ง งงๆ นึกๆ อยู่ว่า แล้วนี้มันเป็นประเพณีที่สวยงามตรงไหน ผมไม่คิดว่าไอ้การที่คุณขึ้นไปอยู่บนรถกระบะเอาน้ำใส่ถังแล้วตระเวณสาดน้ำกัน น้ำก็ใส่สารพัดลงไป ตามแต่จะนึกได้ บนรถและข้างทางคนเล่นก็เล่นไป กินเหล้าไป มันดูสุภาพ และแลดูสวยงามตรงไหน ผมว่าเราน่าจะต้องทบทวนประเพณีกันอย่างจริงจังซักทีครับ จัดให้อยู่ในสถานที่เหมาะสม เล่นให้ดูสวยงาม ไม่ใช่ใครคิดอะไรได้ก็ทำ โดยเฉพาะบนท้องถนนหลวง บางคนถึงกับหมดสภาพต้องลงไปนั่งขวางทางจราจร ดักรถที่วิ่งผ่านไปมาเพื่อที่จะชะลอรถแล้วสาดน้ำกัน เรากำลังพูดถึงเรื่องโลกร้อน ประหยัดพลังงาน จริงๆแล้ว น้ำก็สิ่งที่สำคัญอันหนึ่ง ที่ธรรมชาติให้มา แต่เรานำมาใช้เหมือนกับว่า น้ำมีให้ใช้ไม่มีวันหมด

อ้อ ขากลับผ่านแถวร่อนพิบูลย์มีแผงขายของทั้ง 2 ข้างถนนเต็มไปหมด สินค้ามีอยู่ 2 อย่างคือ ไข่ปิ้ง และปลาดุกย่าง เท่าที่เห็นผมว่ามีประมาณ ไม่ต่ำกว่า 30 ร้าน ขอบอกว่าไข่ปิ้ง อร่อยมาก แต่ปลาดุกย่างไม่ได้ซื้อขึ้นรถเพราะกลิ่นมันแรงเกินไป แต่สงสัยว่า ทำไมต้องเป็นไข่ปิ้งกับปลาดุกย่าง ใครรู้ช่วยตอบหน่อยครับ