GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การประชุมเครือข่ายฯสัญจร ครั้งที่ 2/2549 (3.2) จบ

การเป็นผู้นำที่ดี ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา อย่าให้โทสะเข้าครอบงำ
      บรรยากาศในการประชุมเครือข่ายฯสัญจร ครั้งที่ 2/2549 ซึ่งองค์กรออมทรัพย์ชุมชนบ้าน แม่พริกเป็นเจ้าภาพกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆค่ะ เรากำลังคุยกันในวาระที่3 เรื่องสืบเนื่อง ในส่วนของการทบทวนการบริการจัดการ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผู้วิจัยขอเล่าต่อเลยก็แล้วกันนะคะ           วาระที่ 3 เรื่องสืบเนื่อง (ต่อ)

       ประธานพยายามสรุปโดยกล่าวว่า ผมเข้าใจแล้ว ผมคิดว่าเราน่าจะหาทางเคลียร์เรื่องรายรับ - รายจ่ายให้เรียบร้อย เคลียร์    เสร็จเราก็เริ่มทดลองเลย สมมติว่ากลุ่มแม่พริกอยากจะทดลองทำเหมือนกับกลุ่มเถินก็ลองเคลียร์ดูระหว่างรายรับ - รายจ่ายที่ส่งเข้ามาหรือที่เอาออกไปจากเครือข่ายฯ        อ

.ธวัช ยกมือกล่าวแทรกขึ้นมาว่า กลุ่มแม่พริกยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างเถินหรือไม่ ผมอยากจะเสนอความคิดเห็นว่าถ้าเครือข่ายฯจะทดลองจริงๆอยากให้ทดลองใน 3 ระดับ คือ กลุ่มขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ถ้าผลออกมาอย่างไร ถ้าดีขึ้นเราก็ทำตามกันไป ดังนั้น น่าจะทดลองทั้ง 3 ระดับ

      ประธานกล่าวว่า ผมไม่ว่าอะไร อยากให้ทดลองเหมือนกัน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าจะเคลียร์กันอย่างไร การเคลียร์แบบง่ายๆ คือ รับจากเครือข่ายฯมาเท่าใด และส่งมาที่เครือข่ายฯเท่าใด เอาตัวเลขมายืนยันกัน

      พี่นก ยุพิน จากกลุ่มเถิน เสนอความคิดเห็นในเรื่องการเคลียร์บัญชีว่า ให้เครือข่ายฯจัดการดึงตัวเลขออกมาว่าทางกลุ่มเถินส่งเงินเข้ามาเท่าไร และทางกลุ่มเถินเอาเงินออกไปเท่าไร จากนั้นเอาตัวเลขมาชนกับที่ทางกลุ่มเถินมีอยู่ ถ้าตรงกันก็โอเค แต่ต้องยึดร่วมกันไว้อย่างหนึ่งในเรื่องส่งเงิน 40บาท/คน/ปี เข้ามาที่เครือข่ายฯ เพื่อเป็นการรับประกันว่าเรายังเป็นสมาชิกอยู่

      ประธาน บอกว่า ถ้าอย่างงั้นตกลงว่าให้จัดการเอารายรับ-รายจ่ายของเถินมาชนตัวเลขกับของเครือข่ายฯดู แล้วจะจัดการให้เรียบร้อยได้เมื่อใด?

          พี่นก ยุพิน กล่าวตอบว่า กลุ่มเถินพร้อมทุกเมื่อ ในขณะที่คุณอุทัย ซึ่งดูแลกองทุนสวัสดิการคนทำงานอยู่กล่าวว่า ในส่วนของกองทุนที่ตนดูแลอยู่คงไม่มีปัญหาอะไร คุยกันได้ทุกเมื่อ ส่วนสินเชื่อที่ทางเถินกู้ไปซื้อคอมพิวเตอร์ก็ยังคงไว้กับเครือข่ายฯเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับกองทุนอื่นๆก็คงต้องถามคณะกรรมการที่ดูแลแต่ละกองทุนเป็นรายกองทุนไป

         ประธานถามขึ้นมาว่าตกลงจะมีกลุ่มอื่นๆทำอย่างเถินบ้างไหม? กลุ่มเล็กมีใครอยากทดลองบ้าง ปรากฎว่าบรรดากลุ่มเล็กๆต่างเงียบ ไม่มีใครแสดงความคิดเห็นออกมา พี่เบิ้มจากกลุ่มเกาะคาจึงพูดขึ้นมาว่า ผมคิดว่ากลุ่มเล็กก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ในขณะที่กลุ่มใหญ่ก็ขยายสมาชิกไปเรื่อยๆ ประธานจึงตัดบทว่า ตกลงกลุ่มเล็กอยากทดลองบริหารกันเองไหม ที่บ่นว่าเงินไม่พอ จะทดลองหรือไม่ พร้อมกับถามกลุ่มเล็กๆ เช่น กลุ่มบ้านร้อง กลุ่มพระบาท กลุ่มบ้านต้นธงชัย เป็นต้น ปรากฎว่าไม่มีกลุ่มใดเลยอาสาเป็นหนูทดลอง จนกระทั่งประธานถามมาที่กลุ่มบ้านเอื้อม ปรากฎว่าประธานกลุ่มบ้านเอื้อม คือ อ.ชวนพิศ ตอบกลับมาตอนนี้กลุ่มของตนมีสมาชิกประมาณ 400 คน ถ้าจะทดลองคงเป็นกลุ่มขนาดกลางไม่ใช่ขนาดเล็ก อยากทดลองแยกดูเหมือนกัน ประธานจึงสรุปว่าให้จัดการเคลียร์บัญชีให้เรียบร้อยภายในเดือนนี้ กลุ่มไหนอยากลองอีก ให้บอกมาเลย จะได้บันทึกไว้ในรายงานการประชุม และจะได้จัดการเคลียร์บัญชีให้เรียบร้อย

         จากนั้นประธานได้กล่าวต่อไปว่า ผมอยากจะทำความเข้าใจสักนิดหนึ่งในเรื่องของ เครือข่ายฯ

       1.คำว่าเครือข่ายต้องทำงานร่วมกันหลายๆกลุ่ม หลายๆองค์กร การทำงานร่วมกันมีหลายระดับ ต้องเข้าใจใหม่ว่าเครือข่ายไม่ใช่สามารถ (ชื่อประธาน) ทุกคนต้องเข้าใจร่วมกันว่าเครือข่าย คือ พวกเราทั้งหมด

       2.การที่จะให้ผมไปทำงานคนเดียวนั้น ผมเห็นว่าเป็นการคิดผิด มันไม่ใช่ ผมขึ้นไปในฐานะ คำว่า เครือข่าย โอกาสและผลประโยชน์ต่างๆไม่ได้ตกที่สามารถคนเดียว แต่ต้องตกลงมาที่เครือข่ายฯซึ่งทำงานร่วมกันหลายกลุ่ม เรื่องนี้ขอให้ทำความเข้าใจใหม่ด้วยนะครับ

       อ.ธวัช ได้ยกมือขึ้นขอเสนอความคิดเห็นว่า ผมอยากจะให้มีการทดลอง อยากให้ออกมาจากใจเครือข่ายฯจริงๆที่จะให้มีการทดลองใน 3 ระดับ คือ เล็ก กลาง ใหญ่ อย่างน้อยผลสรุปจะได้เปรียบเทียบกันได้       ประธานจึงตอบกลับไปว่า นี่ไงผมก็ให้ทดลองแล้ว แต่ตอนนี้ผมเห็นว่ากลุ่มเล็กมันเสี่ยงมาก ถ้าเสี่ยงทำไปแล้วเกิดมีคนตายขึ้นมาจะจัดการอย่างไรถ้าไม่ได้มารวมกัน อ

.ธวัช จึงกล่าวต่อไปว่า แต่ผมอยากให้ทดลองทำดู เรายังไม่ได้ลองทำเลย ในขณะที่ประธานบอกว่า มันมีกรณีศึกษาแล้ว อย่างกลุ่มบ้านวังแคว้ง แต่ก่อนมี 200 คนแล้วแยกตัวไปทำกลุ่มเดียว ไม่ยอมเข้าเชื่อมเป็นเครือข่ายฯ พอไม่เข้าเชื่อมปรากฎว่าเจอไป 3 ศพ ศพละ 10,000 บาท เป็นเงิน 30,000 บาท ไม่มีเงินจ่าย นี่เป็นกรณีศึกษาที่ดูได้

     อ.ธวัช จึงกล่าวต่อไปว่า แต่เรายังไม่ได้ทดลองศึกษากลุ่มอื่นดูเลย กลุ่มขนาดกลางก็ยังไม่ได้ศึกษา ประธาน ตอบกลับมาว่า นี่ไง ทำไมจะไม่มีกรณีศึกษา ผมว่าแผนที่ภาคสวรรค์ทำมา 5 ปี มีกรณีศึกษาอยู่ ผมเชื่อว่าสมาชิกแต่ละกลุ่มที่ไปจัดตั้งไม่ใช่มาครั้งเดียว 2,000-3,000 คน แต่ค่อยๆเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆทีละร้อยสองร้อยคนอย่างต่อเนื่อง อ.ธวัช กล่าวต่อไปว่า ที่อยากให้ทำทั้ง 3 ระดับก็เพื่อที่ว่าเมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้วเราจะได้มีผลงานวิจัยออกไปยืนยันว่ากลุ่มที่ทำสำเร็จมีคุณลักษณะอย่างไร แล้วที่ทำไม่สำเร็จเป็นเพราะอะไร จะได้บอกให้ทั่วประเทศทราบได้ว่าเป็นอย่างไร       ประธานจึงกล่าวต่อไปว่า ตอนนี้เราได้องค์ความรู้ชุดหนึ่ง คือ กลุ่มเล็ก เช่น กลุ่มหมอสม มีสมาชิก

90 กว่าคน ไม่สามารถบริหารจัดการตัวเองได้ก็ต้องมาเป็นสมาชิกสมทบกับกลุ่มนาก่วมใต้ ส่วนกลุ่มที่เล็กจิ๋วกว่านี้ คือ กลุ่มบ้านดงม่อนกระทิง มีสมาชิกแค่ 30 กว่าคน (ตอนนี้มี 70 คนแล้ว) ก็ต้องเอามาเป็นกลุ่มสมทบ หรือแม้กระทั่งกรณีศึกษากลุ่มบ้านวังแคว้งซึ่งมีสมาชิก 200 กว่าคนก็ไม่สามารถบริหารจัดการภายในกลุ่มตนเองได้ก็ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกเครือข่ายฯ

      อ.ธวัช ได้ถามต่อไปว่า แล้วอย่างกรณีที่เถินจะทดลองนี้จะให้เวลาเท่าใด น่าจะมีการกำหนดให้ชัดเจน ประธานจึงกล่าวตอบมาว่า ผมก็ยังงงอยู่ มันไม่ใช่ความคิดของผมที่บอกว่าเถินต้องออกไปบริหารจัดการตัวเอง ต้องเข้าใจว่าเป็นความต้องการของเถินที่เสนอในที่ประชุม มันไม่ใช่ความคิดของเครือข่ายฯ อ.ธวัช จึงยกมือขึ้นพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า ท่านประธานครับ ต่อไปนี้จะบอกว่าเป็นความคิดของเถินไม่ได้นะครับ ต้องบอกว่าเป็นความคิดของเครือข่ายฯ ถ้าพูดอย่างนี้ ถ้าผมเป็นเถินผมก็น้อยใจนะครับ        พี่นก ยุพิน ได้ยกมือกล่าวเสริมขึ้นมาว่า การที่กลุ่มเถินขอเป็นกลุ่มทดลอง เพราะ อยากให้กลุ่มเล็กๆคิดบ้างว่าตัวเองได้ใช้จ่ายอะไรออกไปบ้าง อย่างกลุ่มใหญ่ๆ เราคิดกันตลอด วิเคราะห์กันทุกเดือน กลุ่มเล็กๆอาจคิดว่าเวลามีคนตายก็มาเอาเงินที่จังหวัด เลยไม่ได้คิดต่อไปว่าแล้วเราจะเอาเงินตรงไหนมาจ่าย ถ้าเราคิดเป็นตัวเลขออกมา เราจะเห็น อย่างเถินตอนนี้เรามีสมาชิก

2,000 กว่าคน แต่เราอยู่แค่นี้ไม่ได้ เราจะไปไม่รอด ดังนั้น เราต้องมีการขยายจำนวนสมาชิกให้เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เต็มพื้นที่ของอำเภอเถิน       ประธานได้กล่าวตัดบทขึ้นมาว่าในกรณีนี้ (ผม) เข้าใจ ประเด็นอยู่ที่ว่ากลุ่มเถินยกเรื่องนี้หารือ 2 รอบแล้ว ในวันนี้เป็นการตัดสินใจก็เห็นภาพชัด เราได้ถามในที่ประชุมแล้วว่ากลุ่มเล็ก กลุ่มกลาง กลุ่มใหญ่ ใครอยากจะทดลองบริหารกันเองบ้าง ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายฯจะยกเลิก

       เมื่อฟังประธานกล่าวจบ พี่นก ยุพิน ได้กล่าวต่อไปว่า สมมติว่าอำเภอเถิน แม่พริก เกาะคา แม่ทะ อยากจะทดลองในกลุ่มตำบล แต่ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร บางครั้งผลที่ออกมาอาจไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิดไว้ก็ได้ ดังนั้น เครือข่ายฯต้องคิดต่อแล้วว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร จะรองรับกลุ่มพวกนี้อย่างไร

      ประธานกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ก็ไม่มีใครขัดข้อง ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ผมก็ถามแล้วว่าใครอยากทดลองบ้าง สมมติว่าในวันนี้ยังไม่กล้าตัดสินใจก็ไม่เป็นอะไร ลองกลับไปปรึกษาหารือกันก่อนภายในกลุ่มก็ได้ ไปวิเคราะห์แบบเถินดูว่าถ้าเป็นอย่างนี้เราอยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ไม่ได้เราจะจัดการอย่างไร อย่าลืมนะครับว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ที่ว่าสำคัญ เพราะ ถ้าเราบริหารไม่สำเร็จ ให้ระวังให้ดี เดี๋ยวจะมาบอกว่าเครือข่ายฯไม่จ่ายไม่ได้นะครับ และอยากบอกอีกอย่างหนึ่งว่าการวิเคราะห์ตัวเลขเชิงเปอร์เซ็นต์อย่างนี้มันไม่ใช่ ถ้าท่านทำแค่บริหารเงิน บริหารตัวเลขมันก็จะได้แค่นี้ แต่ถ้าเราบริหารองค์กรภายใต้ปรัชญาการรวมทุนมันจะออกมาอีกอย่างหนึ่ง ผมเคยพูดอยู่เสมอในฐานะประธานเครือข่ายฯว่าเราต้องเป็นหนึ่ง คุณจะอยู่ที่ไหนต้องเป็นหนึ่งให้ได้ ตกลงนะครับในวาระนี้เถินขอทดลองบริหารตัวเองในระดับตำบล แต่ที่ประชุมเสนอว่าอยากให้มีการเคลียร์รายรับ-รายจ่ายให้เรียบร้อย แล้วค่อยลองทดลองดูว่าจะไปได้ราบรื่นขนาดไหน เราจะได้มีตัวอย่าง ในขณะเดียวกันเราต้องมีการจัดเก็บข้อมูลโดยตลอด กลุ่มเล็กๆผมเห็นว่ายังไม่มีความมั่นใจที่จะบริหารจัดการตัวเอง ผมอยากให้กลับไปหารือกับคณะกรรมการว่าอยากทดลองบริหารตัวเองในระดับตำบลไหม ถ้าทำจะทำอย่างไร ถ้าตัดสินใจแล้วขอให้รีบดำเนินการเคลียร์รายรับ-รายจ่ายให้เรียบร้อย

       คุณปิยชัย บอกว่า การที่บอกให้เคลียร์ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแยกตัวออกไป ในกรณีกลุ่มของผม ผมยอมรับว่ากลุ่มของผมเป็นกลุ่มเล็ก ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรศึกษา คุณอุทัย กล่าวเสริมขึ้นมาว่า ผมคิดว่าพี่ไม่ได้อยากแยกตัว แต่อยากให้เครือข่ายฯศึกษาตรงนี้ให้ชัดเจน เผื่อว่าจะมีวิธีการลดรายจ่ายเพื่อให้ตัวเลขมีความสมดุลย์มากกว่านี้ เพราะฉะนั้น ให้เถินลองดู ถ้าเถินทำแล้วสำเร็จ เราก็ทำตามเถิน แต่ถ้าเถินทำไม่สำเร็จ เราคงต้องมาคุยกันเพื่อปรับการบริหารจัดการใหม่ ปรับตัวเลขใหม่

        ประธานกล่าวต่อไปว่า วิธีการในการบริหารจัดการตอนนี้มี 2 รูปแบบ คือ

        1.ตามแผนที่ภาคสวรรค์ ที่เรากำลังดำเนินการ ถ้าไม่มีเงินในหน้าตักก็ให้ทำตามแผนที่ภาคสวรรค์ที่กำหนดไว้

        2. แยกไปปบริหารจัดการเองในระดับตำบล ก็ต้องหาวิธีการ

       อ.นวภัทร เสนอว่า อยากให้กำหนดเลยว่าจะให้เวลาเถินกี่เดือน ปรากฎว่าในที่ประชุมเสนอว่าควรให้เวลา 6 เดือน ต้องเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ กลุ่มเถินต้องทำให้เรียบร้อย แล้วเอาข้อมูลมานำเสนอสมาชิก เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ คุณกู้กิจ ได้ยกมือขอแสดงความคิดเห็นว่า เถินยึดเอาปี 2549 เป็นปีที่ก้าวหน้า ในปีนี้เถินต้องทำให้สำเร็จให้ได้ แต่ทำแค่นี้ไม่มีทางสำเร็จ เถินต้องเคลื่อนไปเรื่อยๆ เครือข่ายฯต้องเติมความรู้ลงมา อย่างกลุ่มแม่ถอด ตอนนี้เขามีความพร้อมอยู่แล้ว รวมทั้งกลุ่มแม่วะด้วย ในปี 2549 เราต้องทำให้ได้       ก่อนที่ประธานจะพูดคุยหารือในเรื่องอื่นต่อไป ผู้วิจัยซึ่งนั่งฟังอยู่นาน ตั้งใจว่าจะไม่พูดอะไร แต่เห็นว่ามีบางประเด็นที่หากไม่ทักท้วงบ้าง เครือข่ายก็จะไม่เห็นความสำคัญ ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญ

(ในความคิดของผู้วิจัยและอีกหลายๆคน) ผู้วิจัยจึงยกมือขอแสดงความคิดเห็นบ้างว่า ขอพูดในฐานะทีมวิจัย ไม่ได้จะแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยกับใครหรือไม่เห็นด้วยกับใครนะคะ แต่เห็นว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าจะจัดการ หรือ ควรคำนึงถึง นั่นก็คือ ประเด็นที่ประธานบอกไปเมื่อกี้นี้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ตัวเลขรายรับ-รายจ่ายของกลุ่มเถินว่ามันไม่ใช่ โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่ามันใช่ มันอาจไม่ใช่ในมิติทางด้านสังคม แต่มันใช่ในมิติทางด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการบริหารธุรกิจและการเงิน แน่นอนว่าในการบริหารจัดการกองทุน หนึ่ง เราไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง เราต้องการจัดการคน จัดการทุน แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราควรคำนึงถึงด้วย จำได้ว่าครั้งแรกที่มีการเปิดตัวโครงการนี้ (โครงการวิจัยการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน) ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัยจำได้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายๆที่ เช่น จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นต้น ได้พูดขึ้นมาว่ากองทุนในลักษณะนี้ในประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา เมื่อทำไปแล้วประมาณ 40-50 ปี มันล้ม ที่พูดนี่ไม่ได้พูดให้กลัวหรือพูดว่าเครือข่ายฯจะล้มนะคะ แต่มีการตั้งคำถามขึ้นมาว่าในการที่เราจะทำเรื่องการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน เราควรจะคำนึงสิ่งนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าเราเดินดุ่มๆไปเรื่อยๆไม่ดูอะไร แน่นอนว่าองค์กรของเราไม่ใช่องค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร แต่เราก็ไม่ใช่มูลนิธิที่จะแจกเงินไปได้เรื่อยๆ เพราะ องค์กรของเราไม่ได้มีใครมาให้การสนับสนุนในเรื่องเงินทอง อยากจะให้มองในส่วนนี้ด้วย

        ผู้วิจัยยังไม่ทันจะกล่าวจบเลย ประธานรีบชิงพูดตัดบทขึ้นมาก่อนว่า โอเค นี่คือ หน้าที่ของนักวิจัยที่จะต้องมาช่วยในเรื่องการวิเคราะห์ตรงนี้ ในขณะที่รูปแบบของการจัดการในรูปเครือข่ายกับการจัดการในรูปตำบล นักวิจัยต้องเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ออกมาในช่วงเวลา 6 เดือนที่เหลืออยู่ หรือที่เถินบอกว่าจะทำ 1 ปีก็คงต้องตามต่อ นี่คือบทบาทของนักวิจัย ต้องมาช่วยกันคิดว่าเมื่อวิเคราะห์ออกมาแบบนี้มันเป็นเชิงตัวเลข แต่ก็ต้องมีการวิเคราะห์อีกด้านหนึ่งด้วยในเรื่องการรวมทุน มันจะมาMatchกันอย่างไร เราต้องจัดการความรู้ในเรื่องนี้ออกมา อันนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องผิดเรื่องถูก (ผู้วิจัยก็ได้แต่นั่งคิดในใจว่าแล้วประธานพูดก่อนหน้านี้ทำไมว่ามันไม่ใช่ พูดอย่างนี้ไม่มีความรับผิดชอบเลย)

       เป็นอันว่าเมื่อพูดกันมาถึงตรงนี้ก็เป็นการสิ้นสุดหัวข้อหารือในส่วนของการบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ซึ่งกลุ่มเถินขอเป็นหนูทดลองเอง (ทั้งกลุ่มบ้านดอนไชยและกลุ่มบ้านเหล่า) ผู้วิจัยคงไม่ต้องสรุปอะไรมาก เพราะ จากการพูดคุยก็มีความชัดเจนในตัวอยู่แล้ว แต่อยากจะบอกความรู้สึกนิดหนึ่งในฐานะที่ผู้วิจัยกับอาจารย์พิมพ์ทำงานกับเครือข่ายฯมาเป็นระยะเวลาพอสมควรว่า ด้วยความสัจจริง พวกเราไม่เคยคิดจะไปปลุกปั่นหรือทำให้เกิดความแตกแยกเลย ในทางตรงกันข้ามผู้วิจัยกลับคิดว่าต่อจากนี้ไปอีกไม่เกิน 1 ปี 9 เดือน ผู้วิจัยก็จะไปเรียนต่อแล้ว เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดจะขอทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยงานของเครือข่ายฯและของกลุ่มไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะหมดโครงการนี้แล้วก็ตาม ผู้วิจัยไม่อยากให้ทิฐิของคนแค่บางคนทำให้งานเสีย ทำให้กลุ่มไม่พัฒนา ถ้าทุกคนเห็นว่ากลุ่มเป็นของชุมชน เป็นของคนทุกคน ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่ว่าเกี่ยงงอน โยนงานให้ผู้อื่น และที่สำคัญ คือ การเป็นผู้นำที่ดี ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา อย่าให้โทสะเข้าครอบงำ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 17400
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)