เทคนิคการเร้าความสนใจการสอนวิทย์
วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่างๆ การจะเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ สังคมจำเป็นจะต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้เจิญก้าวหน้า ดังนั้นทุกประเทศจึงจัดให้มีการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จำเป็นจะต้องอาศัยเทคนิคเพื่อเร้าความสนใจแก่ผู้เรียน ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองให้มากที่สุด
เทคนิคการใช้คำถามกับการอภิปราย
ธรรมชาติของการสอนแบบสืบเสาะ
สาระสำคัญของการสอนแบบสืบเสาะมีอยู่ 2 ประการคือ
- จัดสภาพแวดล้อมให้เป็นแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
- ชี้แนะแนวทางให้ประสบความสำเร็จในการค้นพบมโนมติ และหลักการทางวิทยาศาสตร์
คำถามของครูมีส่วนช่วยให้นักเรียนได้ใช้สติปัญญาถือเป็นศิลปะที่ดีของการสนทนาและสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
คำถาม |
การวิเคราะห์การปฏิบัติของครู |
|
1. คุณคำนวณเกี่ยวกับลูกตุ้มได้อย่างไร
2. อะไรที่มีผลต่อความถี่ หรือจำนวนครั้งของการแกว่งลูกตุ้มใน 1 วินาที 3. ลองคำนวณดู 4. คุณทำอะไรเพื่อคำนวณหาความถี่
5. การใช้น้ำหนักที่ต่างกันจะทำให้ความถี่เป็นอย่างไร 6. อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าความยาวของเชือกมีผลต่อความถี่ 7. คุณจะตัดสินใจทำอย่างไร |
- เป็นคำถามที่ดีเพราะกว้าง ทำให้ได้รับคำตอบจากนักเรียน และครูจะช่วยให้คำถามมีความชัดเจนขึ้น - เป็นคำถามที่แคบ ทำให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางแต่นักเรียนอาจไม่ได้คิดก่อน จึงตอบว่าไม่รู้ - ครูต้องการให้นักเรียนดำเนินการเองแล้วครูค่อยบอก - เป็นคำถามที่กว้างนักเรียนอาจจะทำได้หลายอย่าง อาจใช้น้ำหนักของลูกตุ้มที่ต่างกันในการหาคำตอบ - ผู้สอนถามเพื่อให้นักเรียนอธิบาย แต่นักเรียนยังไม่พบว่าความยาวของเชือกมีผลต่อความถี่ - เป็นคำถามที่เป็นกลางทำให้นักเรียนศูนย์เป็นกลางขึ้น
- ถามเพื่อให้นักเรียนออกแบบ/วางแผนเกี่ยวกับขั้นตอนการทดลอง |
คำถามทำให้เกิดการค้นพบด้วยตนเองและใช้สติปัญญาของตน ซึ่งครูต้องรู้ว่าสติปัญญาของนักเรียนอยู่ในระดับใดต้องเปลี่ยนจากการบอก เป็นการใช้คำถามเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนใช้ความคิด คำถามนั้นต้องท้าทาย พยายามให้สร้างมโนมติและปรับให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ยังไม่มีครูคนใดที่ใช้รูปแบบการสอนเป็นรายบุคคลที่ดีที่สุด ถ้ายึดการสอนโดยคำนึงถึงสภาพจิตใจของมนุษย์
วิธีการสอนวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการใช้คำถาม
1. การอภิปราย 7. การศึกษานอกสถานที่
2. การปฏิบัติการทดลอง 8. โครงงาน
3. การสาธิต 9. เกม
4. การทำใบงาน ชิ้นงาน แฟ้มงาน 10. การบรรยาย
5. การใช้โสตทัศนูปกรณ์ 11. สถานการณ์จำลอง
6. การประเมินผล 12. คอมพิวเตอร์
ชนิดของคำถาม
คำถามอาจเกิดจากการวางแผนล่วงหน้าหรือเกิดขึ้นเอง โดยเตรียมชุดคำถาม ให้พร้อมก่อนเข้าสอน
การใช้คำถามมีส่วนช่วยในการคิดและทำให้รู้สึกมั่นใจ เช่นการใช้ความสามารถในการอภิปราย
การสอนแบบสืบเสาะของครูสามารถยืดหยุ่น/เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าชุดคำถามไม่เป็นไปตามแผนซึ่งอาจเป็นคำถามที่ยากเกินไปจึงต้องคิดหาวิธีใหม่ เพื่อให้นักเรียนมีปฏิกิริยาร่วม ก่อนตั้งคำถามควรพิจารณาถึง
1. ความสามารถพิเศษอะไรที่คุณพยายามจะพัฒนา
2. กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณอะไรที่คุณพยายามฝึกฝน
3. วัตถุประสงค์ของเนื้อหาสาระอะไรที่คุณต้องการพัฒนา
4. คุณเห็นด้วยกับคำตอบแบบใด
5. ทักษะอะไรที่คุณอยากให้พัฒนา
6. เจตคติและค่านิยมที่คุณอยากเน้นความสำคัญ
คำถามต้องการตอบสนองในระดับสูงเป็นคำตอบเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์และมีความเข้าใจในมโนมติมากขึ้น
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์กับการใช้คำถาม
อีกทางหนึ่งในการแยกประเภทคำถามโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เราอาจใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จำแนกประเภทของคำถาม
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. การตั้งสมมติฐาน 5. การสังเกต
2. การลงความเห็นจากข้อมูล 6. การจัดเตรียมอุปกรณ์/การใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์
3. การวัด 7. การแปลความหมายของข้อมูลในรูปกราฟ
4. การออกแบบการทดลอง 8. การลดความคลาดเคลื่อนในการทดลองให้น้อยลง
การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการแยกประเภท
คำถามสรุปแคบ (คำตอบเดียว) กับคำถามเปิดกว้าง (หลายคำตอบ)
เป็นอีกทางหนึ่งในการแยกประเภทคำถาม โดยคำถามที่มีเพียงคำตอบเดียว เรียกว่า Convergent ส่วนคำถามที่มีคำตอบที่หลากหลาย เรียกว่า Divergent ซึ่งพบในการอภิปรายแบบสืบเสาะ และทำให้นักเรียนมองเห็นได้ชัดเจนกว่า Convergent
สำหรับConvergent มีเพียงคำตอบใช่หรือไม่ใช่ เป็นการเปิดโอกาสเพียงเล็กน้อย ให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์ วัตถุประสงค์พื้นฐานของวิธีการสืบเสาะ คือ สร้างสถานการณ์ จำลองเพื่อพัฒนาความคิดอย่างมีวิจารณญาณ พฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์ และความสามารถพิเศษที่หลากหลาย ซึ่งคำถามสรุปแคบหรือ Convergent ทำให้เกิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การสืบเสาะแสวงหาความรู้ เปิดโอกาสนักเรียนได้ใช้สติปัญญา เป็นการเรียนรู้ที่คิดอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ในตัวเอง ครูต่างก็กังวลกับคำตอบที่ถูกต้องซึ่งมีผลต่อกระบวนการคิดของนักเรียนเพราะนักเรียนอาจมีการสรุปที่ไม่ถูกต้องจากการใช้ประสบการณ์ของตนในการคิดเกี่ยวกับปัญหา เช่นครูคณิตศาสตร์ยอมรับเฉพาะคำตอบที่ถูกต้องแต่ไม่สนใจวิธีการหาคำตอบ แล้วถ้านักเรียนมีวิธีการคิด ที่ดีแต่คำตอบผิดแค่จุดทศนิยม ครูจะให้เหตุผลว่านักเรียนไม่เกิดการเรียนรู้เพราะคำตอบไม่ถูกต้อง…ใช่ไหม? แล้วนักเรียนก็ไม่สงสัยปัญหานั้นอีกแม้ว่าจะมีโจทย์ที่คล้ายกันเพราะครูไม่ได้ตอบสนองความคิดของเขา
คำถามที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และลักษณะทางธรรมชาติของมนุษย์
Teleological question หมายถึง คำถามที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
Anthropomurphic question หมายถึง คำถามที่เกี่ยวกับลักษณะทางธรรมชาติของมนุษย์
วัตถุประสงค์คือตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัว ทำไมต้องหลีกเลี่ยงคำถามนี้ การพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณนำไปสู่การแสวงหาความรู้อะไร ทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างไร คำถามเหล่านี้มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการอภิปราย
คำถามที่ช่วยปรับความสามารถพิเศษ
ไม่เพียงแต่ค้นหาความสามารถพิเศษ แต่ยังช่วยแสดงให้เห็นความสามารถที่หลากหลายของนักเรียนครูและผู้บริหารบางคนอาจขัดแย้งว่าเป็นหน้าที่ของครูวิทยาศาสตร์เท่านั้น ที่จะพัฒนาความตื่นตัวทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นความคิดระดับสูง เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ เกิดความภูมิใจในตัวเอง และพัฒนาความรู้สึกทางบวกเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
การใช้คำถามที่ค้นหาความสามารถพิเศษ
ครูจะต้องเลือกคำถามเฉพาะคำถามที่น่าสนใจ เพื่อช่วยในการวางแผนที่ตรงประเด็นกว่า การถามนักเรียนเป็นรายบุคคลช่วยเพิ่มความสนใจ และไม่ได้ทำให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หายไป
เปียเจทต์ กล่าวว่า การใช้คำถามเป็นรูปแบบที่ช่วยให้นักเรียนเกิดการหยั่งรู้ ผู้สอนต้องตั้งสมมติฐาน ให้ผู้เรียนได้คิดแล้วตั้งคำถามที่ทำให้เห็นว่าสมมติฐานนั้นเป็นจริง การตอบสนองของนักเรียนชี้ให้เห็นว่า มีการเสาะแสวงหาความรู้ ครูอาจคิดสมมติฐานใหม่และสร้างคำถามที่มีคำตอบที่ถูกต้องสมเหตุสมผล ชนิดของคำถามนี้มีส่วนทำให้นักเรียนเกิดการค้นพบมโนมติ ครูดีเด่นด้านคณิตศาสตร์ , ฟิสิกส์ , เคมี และวิชาอื่นๆ ต่างก็ใช้วิธีการนี้เพื่อให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิดและช่วยในการแก้ปัญหา
ข้อควรระวังในการใช้คำถาม
การใช้คำถามมีการปฏิบัติมานานแล้วซึ่งช่วยให้นักเรียนได้มีการคิดและมีส่วนร่วม ในบางครั้งเทคนิคการใช้คำถามกลับมีผลในการปิดกั้นความคิดของนักเรียน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อเริ่มถามและตอบแต่ไม่ค่อยพบในการอภิปรายในชั้นเรียนและไม่สนับสนุนการแสดงออก, ปฏิสัมพันธ์การมีส่วนร่วม หรือการคิดอย่างอิสระ กลับทำให้นักเรียนไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ และพึ่งพากัน
ข้อควรระวัง 2 ข้อ คือการเตรียมพร้อมของครูอาจปิดกั้นการอภิปราย บางครั้งการใช้คำถามง่ายๆมีผลต่อการแลกเปลี่ยนระหว่างครูกับนักเรียน โดยครูเป็นผู้ถามและนักเรียนเป็นผู้ตอบ อาจหลีกเลี่ยงโดยการเริ่มถามแล้วกระตุ้นให้นักเรียนมีการตอบสนองในการอภิปราย ซึ่งเป็นเป้าหมายโดยตรงในการถามของครู
ประการที่ 2 บางคำถามถือเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วม หรือการเน้นความคิด การทำเช่นนี้จะส่งผลตรงกันข้าม เพราะข้อมูลเดียวกันควรจะให้ผลมากกว่าการบรรยาย
ประการที่ 3 การถามบ่อยครั้งทำให้นักเรียนหยุดหรือสะดุดไปชั่วคราว บางครั้งนักเรียนอาจตอบสั้นๆในทันที่และไม่ได้คิดก่อน การอภิปรายต้องให้นักเรียนได้ใช้ความคิด ใช้เหตุผลด้วยตัวเองคิดให้ถูกต้องก่นตอบ / อธิบาย ถ้าครูรุกคำถามเร็วไปจะทำให้ลังเลในกระบวนการคิด และเปลี่ยนความคิดของครู
ประการที่ 4 บางครั้งอาจเป็นการบอกคำตอบ กรณีนี้ครูมีคำตอบอยู่ในใจและคาดหวังให้นักเรียนตอบตามครู ซึ่งเป็นการปิดกั้นการคาดเดาของนักเรียน
ประการที่ 5 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนถาม บางครั้งอาจชี้แนะวิธีการส่งเสริมการสืบเสาะซึ่งเป็นการถ่ายโอนความคิดเพียงกับครูในการตอบคำถามและเมื่อนักเรียนถามคำถามก็ควรได้รับการชี้แนะกลับ
ประการที่ 6 บางครั้งคำถามไม่ได้ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วม ข้อสันนิษฐานนี้เชื่อว่านักเรียนทุกคนมีโครงสร้าง