รูปควายจมปลัก(1) ฟังเพลง นกเอี้ยงจ๋า สำนวน จมปลัก หมายถึง อยู่กับที่, ไปไหนไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น เธอจมปลักอยู่กับความเศร้า ....เขาจมปลักอยู่กับอดีตสังคมไทยในอดีตมีความผูกพันอยู่กับการเกษตร คนโบราณคงจะเคยชินอยู่กับภาพของควายซึ่งเป็นสัตว์ที่ใช้ในการเทียมแอกไถนา ควายนั้นชอบนอนจมปลักโคลนเป็นอาจิณ คนโบราณคงจะดูถูกควายว่า ควายเป็นสัตว์ที่โง่ ชอบนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับโคลนอันเปรอะเปื้อน การที่ควายนอนจมปลักโคลน ก็เพื่อต้องการใช้โคลนพอกผิว เพื่อหวังไม่ให้ถูกแมลงจำพวก เหรือบริ้นไร ดูดเลือด ขณะสามเณรน้อยกำลังเดินจงกลม สายตาของสามเณรก็มองเห็นควายนอนอยู่ในปลักโคลน รอบๆ ตัวควาย มีฝูง เหรือบริ้นไร ตอมไต่ดูดเลือด ควายน้ำตาไหล พรากๆ ร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด บนหลังควายมีนกเอี้ยงสองสามตัวเกาะอยู่นกเอี้ยงเกาะหลังควายก็เพื่อช่วยจิกกินฝูงเหรือบ ริ้นไร เป็นการพึ่งพิงอิงอาศัยซึ่งกันและกันด้วยความสงสาร สามเณรจึง เดินลงปลักโคลน ช่วยกอบโคลนพอกตัวให้ควาย ระหว่างนั้นสามเณรก็โดน เหรือบริ้นไรกัดตอมไปด้วย หลวงตาผ่านมาเห็นเหตุการณ์ จึงเอ่ยถามสามเณรขึ้นว่า เณรน้อยเจ้ากำลังทำกิจอันใดอยู่? สามเณรวิสัชนา ว่า กระผมกำลังบำเพ็ญโพธิญาณ เอาโคลนพอกตัวให้ควาย เพื่อหวังไม่ให้ควายโดน เหรือบ ริ้นไรกัด เมื่อหลวงตาสดับตรับฟังคำพูดของสามเณร ท่านก็หยุดพิจารณาปลงธรรมสังเวช แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า ควายมีฝูงนกเอี้ยงคอย จิกกิน เหรือบริ้นไรแต่พอควายมานอนปลักโคลนนกเอี้ยงจึงเกาะไม่ได้ถนัด สามเณร มีเมตตากรุณาช่วยพอกโคลนให้ควายนับเป็นสิ่งที่ดี แต่สามเณรก็จะต้องเปรอะเปื้อนโคลนไปด้วย ธุระการเลี้ยงดูควายนี้ควรเป็น ธุระของเจ้าของควาย มิใช้กิจของผู้ปฏิบัติธรรม หากสามเณรละทิ้งกิจคือการปฏิบัติธรรมย่อมต้องถูกชาวบ้านติเตียนแน่แท้การแสวงหวัง โพธิญาณ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสัตว์โลกเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรกำจัดกิเลสในจิตใจตัวเองให้สะอาดหมดจดเสียก่อน อุปมาเหมือน การนำน้ำใสไปใช้ล้างสิ่งสกปกจึงจะหายคลายความเน่าเหม็น แต่ถ้าหาก น้ำจิตของเรายังขุ่นมัว ด้วยกิเลสเหตุเศร้าหมอง การนำน้ำจิตขุ่นมัวเศร้าหมองไปล้างสิ่งเน่าเหม็นสกปก ก็ย่อมจะยิ่งสกปรกทวีคูณขึ้นถ้าสามเณรอยากจะช่วยควายด้วยจิตใจที่ยังขุ่นมัวอยู่ ก็จงสึก ออกไปจากวัด ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินไปขอซื้อควายจากเจ้าของควาย แล้วจงคอยหมั่นทะนุถนอมอาบน้ำ สุมไฟไล่ยุง ไล่ตัว เหรือบริ้นไรให้ควาย ทำให้เหมือนโคลงสี่สุภาพ ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเคยแต่งขึ้นต้นไว้สองบาทแรก แต่ทว่ายังทรงติดขัดคิดไม่ออก จึงให้พระมหาราชครูนำไปแต่งต่อ พระมหาราชครูนำโคลงสองบาทนี้กลับถึงบ้าน ศรีปราชญ์ผู้เป็นลูกชายซึ่งตอนนั้น อายุประมาณ 12 ขวบ แอบแต่งสองบาทสุดท้ายจนจบ โดยเขียนโคลงนั้นลงบนกระดานชนวน มีใจความว่า อันใดย้ำแก้มแม่ หมองหมายยุงเหรือบฤาริ้นพราย ลอบกล้ำ ผิว์ชนแต่จักกราย ยังยากใครจักอาจให้ช้ำ- ชอกเนื้อเรียมสงวน อะไรที่มุ่งหมายจะให้แก้มของน้อง ต้องหม่นหมองยุงเหรือบหรือริ้นพราย ที่จะมากล้ำกรายแก้มน้อง (นั้นอย่าหวัง)ผิ่ว่า ประชาชน จะเข้ามากล้ำกราย (ในเขตพระราชฐาน) นั้นยังยากไม่ว่าใครหรือสิ่งใดก็ไม่สามารถที่จะทำให้ผิวเนื้อของน้องต้องช้ำชอก เพราะพี่นี้คอยสงวนไว้ (สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และศรีปราชญ์)โคลงสี่สุภาพนี้สรุปได้ใจความสั้นๆ ตรงกับสำนวนที่ว่า ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมนั่นเอง สามเณรน้อยเจ้าจะทำได้ดังโคลงสี่สุภาพนี้หรือไม่ ? ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ก็จงพิจารณาอุเบกขา คือการวางเฉย บำเพ็ญจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ใสสะอาดรู้จักปล่อยวางในบางเรื่อง อันว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามยถากรรมของตน เณรน้อยได้ฟังคำของหลวงตา บังเกิดดวงตาเห็นธรรม เหมือนแหวกม่านมองเห็นตะวัน กระโดดลุกขึ้นจากปลักโคลน ปล่อยให้ควาย จมปลักต่อไป ควายยังคงสบายตัว ไม่โดนเหรือบริ้นไร มากัดกินได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งโคลนนั้นมีทั้งโคลนสีขาว และโคลนสีดำ โคลนสีขาวก็คือ กุศลกรรม โคลนสีดำก็คือ อกุศลกรรม แต่มนุษย์นั้น เมื่อยังมืดบอด ก็มักจะทำตัวจมปลักโคลนสีดำ ใช้ปลักโคลนสีดำแห่งกิเลสตัณหาและกามารมณ์เข้าช่วยบำบัดทุกข์จากเหรือบริ้นไร ปลักโคลนสีดำแห่งกิเลสตัณหาและกามารมณ์ย่อมจะช่วยดับทุกข์ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ตราบใดที่มนุษย์นั้นยังจมอยู่ในปลักโคลนสีดำแห่งกิเลสตัณหาและกามารมณ์ ความทุกข์ร้อนทุรนทุรายย่อมบรรเทาได้ชั่วขณะ แต่เมื่อลุกออกจากปลักโคลนสีดำแห่งกิเลสตัณหาและกามารมณ์ก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องประสบพบกับเหรือบริ้นไรแห่งความทุกข์ ทุกครั้งไปเราจึงเห็นมนุษย์เป็นจำนวนมาก เมื่อมีความทุกข์ทางกาย เมื่อมีความความทุกข์ทางใจ เครียดหรือกลุ้ม ก็จะหันหน้าเข้าหาอบายมุข หรือทำในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าจะนำมาซึ่งความสุขใส่ตน สิ่งเหล่านี้ก็คือ ปลักโคลนสีดำแห่งกิเลสตัณหาและกามารมณ์ อันจักช่วยบรรเทาทุกข์ได้ชั้วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ดูก่อนผู้เห็นธรรม ผู้เห็นธรรมย่อมรู้จักเลือกที่จะกระโจนลงปลักโคลนสีขาวแห่งกุศลกรรม เกลียดกลัวปลักโคลนสีดำแห่งกิเลสตัณหาและกามารมณ์ว่าไม่น่าพิศมัย แต่ปลักโคลนทั้งกุศลกรรม และอกุศลกรรม ก็คือ ปลักโคลนแห่งสังสารวัฎ การเตือนจิตให้หายกระสันจากบุญและบาป คือหนทางแห่งพระนิพพาน การนอนจมปลักโคลน เป็นสิ่งเสียเวลา ควายเอยจงลุกขึ้นจากปลักโคลนแห่งสังสารวัฎเถิด จงเดินไปหาฝูงนกเอี้ยง การลุ่มหลงในปลักโคลนไม่ว่าจะเป็นปลักโคลนสีขาว หรือปลักโคลนสีดำ ก็ไม่ทำให้พ้นทุกข์ได้ถาวรดอก ควายเมื่อลุกออกจากโคลนก็จะกลายเป็นมนุษย์ เมื่อยังเป็นมนุษย์หากกระโจนลงปลักโคลน ก็ไม่ต่างไปจากควาย มนุษย์=มน+อุษยมนะ=ใจอุษยะ=สูง เลิศ ดี งามมนุษย์=ใจสูงสัญลักษณ์ควาย ก็คือคนโง่ในโลกย์ ปลักโคลนสีดำ คือ อุกศลกรรม ได้แก่กิเลส ต่างๆ มีกามารมณ์เป็นอาทิปลักโคลนสีขาว คือกุศลกรรม ได้แก่บุญ ความดี ความถูกต้อง ซึ่งตรงข้ามกับ อกุศลกรรม เป็นอาทิเหรือบ ริ้น ไร คือความทุกข์ อันเกิดจากความรัก เป็นอาทินกเอี้ยง คือ กัลยาณมิตรเจ้าของควาย ก็คือ เจ้าของควายสามเณร คือ ปุถุชนหลวงตา คือจิตสำนึกของปุถุชนเอง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์(1) duelliscool, "buffalo-2.jpg" [ http://www.duelliscool.net/Sulawesi-buffalo-2.jpg ]. 25 March 2008.
สวัสดีเจ้าค่ะ พี่กวิน
โห !! เห็นเจ้าตัวนั้น แล้วนึกถึงเพื่อน เอ๊ย นึกถึงควายที่บ้านควายเลย คิคิ นอนอย่างนี้เลย มีควายยิ้มได้ด้วยนะค่ะ คิคิ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ----> น้องจิ ^_^
สวัสดีค่ะ
แวะมาทักทาย
และแวะมาอ่านบทความของพี่ ด้วยความสงสัย อยากรู้
... สุดท้ายจึง อืม...เป็นอย่างนี้นี่เอง
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณ...สำหรับ...ความรู้สำนวนไทย...
คำว่า.."จมปลัก"...ค่ะ
เข้าใจได้ถ่องแท้เลยค่ะ...ว่าควรใช้ประโยคแบบไหน...อย่างไร..
กวินทรากร
และพอมาถึงสัญลักษณ์ว่าเจ้าของควาย คือ เจ้าของควายก็นึกขำขึ้นมา 5 5 5...
เจริญพร
นมัสการพระอาจารย์ครับ
เขียนด่าตัวเองขอรับ..กระทบชิ่งไปถึง..คนเคยรักเคยชอบกัน (พอไม่รักกันก็ว่าๆ เธอว่าเป็นควาย ฮา...)นั่นเองขอรับ
สวัสดีครับ คุณ * ~Wardah~* ทางที่ดีอย่านำไปใช้ดีกว่านะครับ ไม่แนะนำ แนะนำให้ ปล่อยวางครับ
สวัสดีครับคุณ บ้านของเรา กำลังเกลาๆ สำนวน แก้ๆ คำผิดอยู่ครับเพิ่งเขียนวันนี้ว่างจัด..ครับ
สวัสดีครับน้องจิ ขอบคุณครับ
ควายหมายความไม่แจ้ง สัจธัมม์
มืดบอดเป็นเพราะกัมม์ แต่งสิ้น
เอาโคลนปกทาจัมพ์ อำร่าง ตนนา
หวังเพื่อหลบเหลือบริ้น ไม่ให้ กัดตน
.
คนเราหากโง่นั้น เหมือนควาย
มืดบอดเพราะกัมม์ฉาย แต่งสิ้น
เลือกเอามุขอบาย อำร่าง ชีพนา
หวังเพื่อลืมทุกข์สิ้น ไป่ใช้ หนทาง
ขอคุณอาจารย์ทนัน ที่ช่วยสรุปความ เป็นโคลงเพราะๆ ค้าบ ขอบคุณครับๆๆๆ
สวัสดีค่ะคุณกวินทรากรสุดหล่อ
เขามาทักทาย อิๆๆ ความรักทำให้เป็นทุกข์..ถึงขนาด"จมปลัก"เลยเหรอ..อิๆๆ
ด้วยรักจากใจพี่ยายหมูอ้วนเอง
สวัสดีครับคุณพี่อาจารย์ หมูอ้วน ...
ด้วยรักและการไม่จมปลัก ครับ
555 เอาโคลนมาพอกหน้าก็ดีนะครับอาจารย์ ทำให้หน้าเด้ง ดูจากโฆษณา ครับ
สวัสดีครับอาจารย์ขจิต พอดีโพสสวนกันนะครับเลยตอบช้า
ดีนะที่โพสสวน ไม่ใช่โพสนา อิอิๆๆ
คิคิ อาจารย์ขจิตมุขเยอะนะครับ ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ เดี่ญวปรับแก้บทความอีกนิดนึง
สวัสดีครับ
มาอ่านเรื่องของควาย เอ่อ ผมหมายถึง เรื่องควายๆ เอ้ย เรื่องเกี่ยวกับควาย...
ฮิๆ ล้อเล่นครับ
นึกถึง "โคลนติดล้อ" และ "ล้อติดโคลน" ดูเลอะโคลนเหมือนกัน ;)
ครับ คมมากๆ ครับ สืบเนื่องมาจาก ร.6 พระราชนิพนธ์ เรื่องโคลนติดล้อ แต่มีข้าราชบริภาร ทักท้วงว่า จริงๆ น่าจะมายถึง ล้อติดโคลน ...มากกว่า เพราะล้อหมุนไปติดโคลนนั่นเอง
เมื่อมีความทุกข์ทางกาย เมื่อมีความความทุกข์ทางใจ เครียดหรือกลุ้ม ก็จะหันหน้าเข้าหาอบายมุข หรือทำในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าจะนำมาซึ่งความสุขใส่ตน สิ่งเหล่านี้ก็คือ "พฤติกรรมชดเชย"
รัก โลภ โกรธ หลง ไม่เข้าใครออกใครในสังคมสมัยนี้
สวัสดีครับคุณ aonjung รัก โลภ โกรธ หลง ไม่เข้าใครออกใครในสังคมสมัยนี้ จริงๆด้วยครับ ขอบคุณครับ
จมปลักอยากจักขึ้น มาเอง
ของชอบจึงบรรเลง ไม่อั้น
คนเขลายิ่งวังเวง จมอยู่ นานมา
หลงกลิ่นโคลนตมนั้น ลุ่มรั้น จิตหลง
ขอบคุณครับอาจารย์ทนัน ลบอันแรกให้นะครับ ขอทำงานก่อนครับแล่วจะมาต่อโคลงครับ ..อ่านโคลง แล้วจู่ๆ นึกถึงหนัง เรื่องแผลเก่า นะครับ