GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ผมฝันไปว่า......ชื่อทักษิณ ชินวัตร

            (27 ก.พ. 49) เมื่อวานนี้ หลังจากที่ผมได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (ขณะอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี) กับ นสพ.มติชนรายวัน ในเรื่องทางออกจากภาวะวิกฤตทางการเมืองซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร แล้ว (ซึ่งนสพ.มติชนรายวันได้ลงเป็นข่าวพร้อมบทสัมภาษณ์แล้ววันนี้) พอดีผมมีเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ที่ต้องนั่งรอที่ห้องทำงานก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ จึงใช้เวลานั้นเขียนบทความชื่อว่า “ผมฝันไปว่า......ชื่อทักษิณ ชินวัตร” และมีสาระของบทความดังนี้

                                        

ผมฝันไปว่า......ชื่อทักษิณ ชินวัตร

                                                                                   โดย ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
            คืนก่อน ผมนั่งสวดมนตร์ก่อนนอนตามปกติ แล้วเข้านอน
            พอเคลิ้ม เห็นตัวเองนั่งอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง
            รู้สึกหน้าตึงๆ มีการขยับของกล้ามเนื้อไปมาที่บริเวณหน้า
            เอามือจับดูที่หน้า พบว่า มีรอยสักด้วยถ้อยคำว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ที่หน้าผาก
            ในใจจึงคิดว่า “อ้อ ผมคือทักษิณ ชินวัตรนี่เอง”
            ผมยังคงนั่งอยู่ ในสภาวะกึ่งสมาธิ
            พลันใบหน้าของ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ก็โผล่ขึ้นมาในดวงจิตของผม
            ผมสะดุ้ง เพราะหน้าพลตรีจำลองไม่ได้โผล่ขึ้นมาคนเดียว
            ข้างหลังพลตรีจำลอง ยังมีฝูงชนเรือนหมื่นเรือนแสน ดูคลาคล่ำไปหมด
            แต่แล้วผมก็รวบรวมสติได้ กล่าวคำว่า “ตถตาๆๆ” ซึ่งแปลว่า “มันเป็นเช่นนั้นเองๆๆ” อยู่ในใจ
            ภาพพลตรีจำลองพร้อมด้วยฝูงชนจึงค่อยๆเลือนไป
            พร้อมกับภาพพระพุทธทาสภิกขุค่อยๆปรากฏขึ้น
            คงเป็นอานิสงส์ของการภาวนา คำว่า “ตถตา” ซึ่งเป็นคำที่ท่านพุทธทาสพูดถึงอยู่บ่อยๆเพื่อให้เห็นถึงสัจธรรม คือความเป็นไปของสรรพสิ่งอันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และจะได้ไม่ติดยึดกับสิ่งเหล่านั้น
            พระพุทธทาสมองหน้าผมอย่างสงบเย็น พูดช้าๆว่า
            “โยม ถ้าจะไปให้ถึงนิพพาน ต้องฆ่าตัวตาย แล้วฆ่า เมีย ลูก แม่ พ่อ ญาติ เพื่อน คนสนิท คนใกล้ชิด ให้หมดตัวตนไป ใจจะหลุดพ้น เป็นอิสระ ถึงนิพพาน คือความสงบเย็น เป็นสุขอย่างสมบูรณ์ และนั่นจะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เหนือความสำเร็จทั้งหลายที่โยมทะยานอยากไขว่คว้ามาตลอดชีวิต”
            ผมงงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็นึกได้ ว่าท่านพุทธทาสหมายความว่าอย่างไร
            ท่านหมายความว่า ให้สลัดความเป็นตัวตน ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน มองว่า ทุกอย่าง ไม่ว่าจะ  เป็นตัวเรา ภรรยา ลูก แม่ พ่อ ญาติ เพื่อน  ตลอดจนคนทั้งหลาย สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ล้วนเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เป็นทุกข์ คือคงอยู่สภาพเดิมไม่ได้ จะเกิดความขัดข้อง และเป็นอนัตตา คือ ไร้ตัวตน ไม่มีตัวตนที่จริงแท้แน่นอน เป็นเพียง กระแสที่เกาะเกี่ยวกันแต่เคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนอยู่ อย่างไม่รู้จบ
            ผมเริ่มเห็นสัจธรรมชัดเจน เพราะผมเคยเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาส ได้ศึกษาคำสอนของท่านมามาก ทุกครั้งที่นำคำสอนของท่านมาปฏิบัติ พบว่าเกิดผลดีเสมอ
            แต่ครั้งนี้ต้องยอมรับว่าผมถูกสถานการณ์กดดันรุมเร้าจนมึนงงไปมาก คิดอะไรไม่กระจ่าง ขณะเดียวกันก็ต้องรีบแก้ไขสถานการณ์ อาจทำผิดทำถูกและไม่เป็นขบวน
            ครั้นได้ฟังคำสอนท่านพุทธทาส กับได้พินิจพิจารณาจนเห็นความเป็นจริงอย่างกระจ่างแจ้ง ผมจึงได้สติที่จะ “คิดใหม่ทำใหม่” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่เสมออยู่แล้ว
            ผมเกิดปณิธานขึ้นมาว่า จะตั้งหลักใหม่ ภายใต้กรอบความคิดใหม่ คือ สลัดความเป็นตัวตนของผมออกไป สลัดคววามติดยึดกับตำแหน่งและสถานภาพปัจจุบันออกไป หันไปนึกถึงส่วนรวม นึกถึงประชาชนทั้งหมด นึกถึงสังคม นึกถึงเพื่อนสมาชิกพรรคไทยรักไทย นึกถึงพรรคไทยรักไทยไม่ใช่ฐานะที่เป็นของผมแต่เป็นของสมาชิกพรรคไทยรักไทยทั้งหมด นึกถึงประชาชนที่มาประท้วงขับไล่ผมว่าก็เป็นคนไทยและป็นเจ้าของสังคมไทย มีสิทธิแสดงความคิดเห็น และผมในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องดูแลประชาชนส่วนนี้ด้วย ให้เขาเหล่านั้นได้พบกับสภาพที่เขาจะพอใจหรืออย่างน้อยก็ยอมรับได้
            พอคิดได้ดังนี้  ปรากฏว่าในสภาพจิตของผมเกิดความสว่างและความปิติขึ้นมา
อย่างประหลาด  ชนิดที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน  
            ผมเกิดความรู้สึกอยากทำอะไรให้คนทั่วประเทศโดยรวมไม่แยกเป็นฝักเป็นฝ่าย
อยากทำอะไรให้พรรคไทยรักไทยที่เป็นอิสระจากตัวผม
            อยากทำอะไรเพื่อสมาชิกพรรคไทยรักไทย  โดยเฉพาะให้เขามีโอกาสพัฒนาความเป็นผู้นำผู้บริหารขึ้นมาร่วมกัน  รวมถึงเพื่อมาแทนที่ผมอย่างเป็นอิสระจากผม
            สุดท้ายผมรู้สึกอยากทำอะไรให้เป็นที่พึงพอใจหรือพอรับได้ของกลุ่มคนที่มาประท้วงขับไล่ผม รวมถึงของพรรคฝ่ายค้าน
            ผมนั่งพิจารณาต่อไปอีกชั่วเวลาหนึ่งก็คิดออกว่าจะทำอะไรบ้าง
            ผมคิดออกว่า สิ่งแรกที่ผมควรทำและประกาศให้รับรู้กันโดยทั่วไป คือ ขอเว้นวรรคทางการเมือง ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ เป็นการปิดประเด็นเกี่ยวกับตัวผมพร้อมกับเปิดโอกาสให้พรรคไทยรักไทยและสมาชิกพรรคไทยได้พัฒนาตัวตนขึ้นมา อันจะเป็นผลดีต่อส่วนรวมในระยะยาว
            สิ่งที่สอง คือ ผมจะเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเป็นวันสุดท้ายของกรอบ 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญ คือวันที่ 24 เมษายน 2549  เพื่อให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้มีเวลาเตรียมการมากขึ้นและมากที่สุดเท่าที่จะยืดเวลาให้ได้
            สิ่งหนึ่งที่ผมเสียใจแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ คือ ผมเคยประกาศว่าถ้าจะยุบสภา จะแจ้งล่วงหน้าเกินกว่า 90 วัน เรื่องนี้ผมพลาดไปอย่างไม่สามารถปรับเปลี่ยนย้อนเวลาได้ ผมจึงตั้งใจว่าจะขอโทษต่อสมาชิกพรรคไทยรักไทย ตลอดจนนักการเมืองและประชาชนทั่วไปและยอมรับผิดที่ไม่ได้ทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้
            น่าประหลาดใจ ที่พอผมรู้สึกยอมรับผิดและพร้อมจะขอโทษ จิตใจผมก็กลับสงบเย็น พร้อมกับรู้สึกมั่นคงขึ้นมาอย่างที่ไม่นึกว่าจะเป็นไปได้
            ผมยังคิดว่าจะทำสิ่งอื่น ๆ อีก รวมถึงการเสนอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยคณะบุคคลอิสระ การนำผลกำไรจากการขายหุ้นดังกล่าว จำนวน 20,000 ล้านบาท มาตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสังคมโดยจะใช้ชื่อว่า “มูลนิธิชินวัตรเพื่อสังคม” แล้วเชื้อเชิญผู้ทรงคุณวุฒิอิสระมาเป็นคณะกรรมการมูลนิธิ เพื่อให้บริหารจัดการมูลนิธิไปตามวัตถุประสงค์ โดยเป็นอิสระจากผม
            นอกจากนั้น  ผมจะส่งเสริมสนับสนุนให้สื่อทุกชนิดดำเนินงานอย่างเป็นอิสระปราศจากการปิดกั้นครอบงำใด ๆ และผมจะระมัดระวังไม่พูดกล่าวหาท้าทายหรือดูหมิ่นผู้อื่น รวมทั้งจะขอให้ผู้ร่วมทีมงานของผมระมัดระวังเช่นเดียวกันด้วย
            เห็นชัดเจนเลยว่า พอสลัดตัวตนของผมออกไปได้ตามคำแนะนำของท่านพุทธทาส ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ผุดขึ้นในสมองผมอย่างพรั่งพรู  พร้อมกับความปิติเป็นสุขในส่วนลึกของหัวใจอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
            ผมรู้สึก “อิ่ม” แกม “ตื่นเต้น” กับภาวะที่กำลังเกิดขึ้นในใจผม จึงนั่งนิ่งอยู่ต่อไปอย่างเพลิดเพลิน
            ทันใดนั้นก็มีลมพัดมาถูกตัวผม ทำให้รู้สึกเย็นและรู้สึกอยากไปห้องน้ำ
            ผมจึงลืมตาขึ้น พบว่าจริง ๆ แล้วผมกำลังนอนอยู่ ไม่ได้อยู่ในท่านั่งตามที่ฝันไป
            และด้วยความอยากเข้าห้องน้ำ จึงลุกขึ้นนั่งบนขอบเตียงนอน ค่อยๆลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ
            ผมเปิดไฟฟ้าในห้องน้ำ มองหน้าตัวเองในกระจก พบว่า ใบหน้าของผมยังคงเรียบร้อยเป็นปกติ ไม่ได้มีชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่หน้าผากแต่ประการใด
ไพบูลย์วัฒนศิริธรรม
27 ก.พ. 49

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 17020
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

โอ๊ย! โดนใจ โดนใจ ทำยังไงจะให้คนชื่อทักษิณได้อ่าน

แล้วขณะนี้ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๒ จะเป็นอย่างไร จะภาวนาธรรมะบทใดอีก