วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นวันรับปริญญาของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏของพวกเราอีกวาระหนึ่ง ผมได้มีโอกาสเข้าไปสังเกตการรับปริญญา นักศึกษาแต่ละคนที่เดินเข้าแถวเรียงยาวเข้ารับ ทำให้ผมคิดอะไรหลายๆเรื่อง ทั้งหมดเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ผ่านมา
การอยู่ในวงการศึกษาทุกคนได้รับประสบการณ์หลายอย่างที่ดีและร้าย ทั้งผู้เรียน (ผู้ใช้บริการ) ผู้สอน (ผู้ให้บริการ) เจ้าหน้าที่ (ผู้ให้บริการ) และผู้บริหาร สำหรับผู้สอน ก่อนนั้นพวกเรานี่เองที่พยายามเหลือเกินที่จะยึดมั่นในกรอบ กติกา ที่วางเอาไว้ ทำคะแนนได้เท่านี้ จะได้รับเกรดนี้ จึงมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่จะพยายามหาช่องว่างของความพลาดเผลอเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งคะแนนที่สูงและเกรดที่สูงตามไปกับคะแนน เช่น การคัดลอกงานคุณภาพของผู้อื่น การทำปกให้สวยแต่สาระภายในหลอมเหลวจับไม่ได้ (ประเภทรายงาน) การเตรียมกระดาษใบเล็กที่มีการบันทึกเนื้อหาสาระเข้าในห้องสอบ การจ้างทำวิทยานิพนธ์และอีกหลายกรณีที่ผู้อยู่ในวงการการศึกษาทราบดี บางคนปล่อยปละละเลยแต่บางคนรับกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เด็กเหล่านี้น่าจะมีการเล็ดลอดจากระบบเข้ามาหยิบรับใบปริญญาด้วย และคงเป็นกันทั่วประเทศ สิ่งที่กล่าวถึงนี้อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่เราน่าจะตัดออกไป แต่สิ่งเล็กๆ หลายอย่างที่เราไม่สามารถจะไว้วางใจได้ ๒ อย่างที่ผมจำได้จากโคลงโลกนิติคือ ๑) ไฟ ๒) ยาพิษ ที่สามารถจะลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ได้
แต่ก็ให้น่าปลื้มใจสำหรับเด็กจำนวนมากที่เขาพยายามทำทุกอย่างเต็มที่ งานคุณภาพ การทุ่มเท การใช้ศักยภาพของตน และวันนี้เขาได้รับหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเขามีสิทธิ์และศักดิ์ศรีในปริญญาที่ได้รับ หลายคนวางแผนไว้ดี ระหว่างที่เรียนก็ทุ่มเทเรียนอย่างเต็มที่ ก่อนรับปริญญา ๑ ปีเป็นช่วงของการฝึกงาน เขาไปสอบเป็นอะไรต่อมีอะไร หากจำไม่ผิดในวันรับปริญญามีว่าที่....คนใหม่หลายคน คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาได้งานทำที่จังหวัดภูเก็ต และเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง ผมได้แต่บอกว่า อืม...ดีแล้ว ดี ดีมากเลย ทำไปเถอะ แต่ก็พยายามเตือนว่า ไปภูเก็ตมีเรื่องดีที่น่าเรียนรู้อย่างหนึ่งนั้นคือ "ภาษาอังกฤษ" มีเจ้าของภาษาอยู่เยอะ อย่างไรก็อย่าลืมทำให้เกิดประโยชน์ และหากมีโอกาสขอให้เรียนต่อ" "ค่ะ หนูก็งูๆปลาๆ ไปก่อน แต่ก็ไม่ทิ้งค่ะ" นั้นคือคำตอบที่ซ่อนเร้นดวงตาแห่งการเรียนรู้ที่ได้ฟังและสังเกตได้
วันก่อนโทรไปหาเพื่อนท่านหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเหมือนกันแต่ไม่ใช่ราชภัฏ เขาบอกให้ฟังว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งขึ้นป้ายว่า ไม่รับนักศึกษาที่จบการศึกษาจากราชภัฏเข้าทำงาน ทำให้ผมต้องมานอนคิดว่า "เอ๊ะ ทำไมหรือ หากไม่รับนักศึกษาของเราไปทำงาน นั้นก็แสดงว่า ผมคนหนึ่งตลอดถึงเพื่อนๆที่อยู่ในราชภัฏเหนื่อยเปล่า หรือไม่" และมีสถานประกอบการจำนวนมากที่ปฏิเสธเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นอย่างนั้นทั้งหมด อย่างกรณีสถานประกอบการบางแห่งยืนยันมาเลยหลังจากนักศึกษาฝึกงานเสร็จ (นักศึกษาวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง) "หากเป็นนักศึกษาแบบนี้ ขอให้ส่งมาอีก มีเท่าไรก็รับหมด" และที่ผมประสบกับตัวเอง นักศึกษาวิชาเอกสังคม ที่เข้าไปฝึกงานปีก่อน "ส่งมาเลยอาจารย์ ยินดีรับนักศึกษาแบบนี้ กี่คนก็รับได้" มันทำให้ผู้ร่วมผลิตบัณฑิตอย่างเราๆ มีกำลังใจขึ้นเยอะ
แต่ละคนที่เดินเข้ารับ คนแล้วคนเล่า อย่างน้อยทำให้ผมคนหนึ่งที่ได้ยิ้มอย่างชื่นใจ "ขอโทษด้วย หากได้เคยสร้างความกระทบกระทั่ง ความขัดเคืองใจ จะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ขอให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกคน"
๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
๐๘.๐๘ น.
สวัสดีครับ อ.ขจิต
เมื่อคืนนั่งชมพิธีพระราชทานฯ ผมยังบอกแม่เลยว่า นศ.รับปริญญามาจาก มรภ.วไลยอลงกรณ์ ของ อ.เอก อ.ปิ้ง และ อ.ไฉน
แม่ฝากความระลึกถึงทุกท่านด้วย
สวัสดีค่ะ
- เข้ามาให้กำลังใจ
- คนดีอยู่ทีคนใฝ่ดีค่ะ
- รุ่นนี้บอกรับหมด...ถ้ามีอีก
-รุ่นถัดไป..รู้งี้ไม่เอ่ยก็ดี
สวัสดีค่ะ เข้ามาทักทายค่ะ
สวัสดีครับ อ.เอก
สวัสดีครับคุณครูพรรณา
สวัสดีครับ moraom
ในหลายเรื่อง สังคมยังติดกับมายาคติผิด ๆ โดยเฉพาะการจำแนกแยกชั้นของสถานบันการศึกษาแบบไม่ลืมหูลืมตา ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าการเรียนในระดับอุดมศึกษา เป็นการเรียนที่เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง สถาบันเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ ... คุณค่าจึงควรให้ค่าน้ำหนักไปในทางบุคคลเสียมากกว่า และเปิดโอกาสให้เขาได้พิสูจน์ตนเอง
ในสมัยที่เรียนปี 4 ... ผมไปฝึกงานที่กรุงเทพ ฯ เบื้องต้นไม่มีใครใส่ใจเลย เพราะห้วงนั้นมีสถาบันการศึกษาเอกชนและรัฐชื่อดังในกรุงเทพฯ มาฝึกงานด้วย แต่พอผ่านไปสักระยะ "งาน" ที่เราสร้างมา คือ การการันตีความเป็น "คน" ของเรา และสะท้อนไปถึงมายาคติของความเป็น "สถาบัน" ด้วยเหมือนกัน
ขอบคุณครับ