ศูนย์คุณภาพอาหาร ฉลากและกิจการผู้บริโภค กระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมง จังหวัดไชตะมะ ประเทศญี่ปุ่น
ผู้เขียนได้เดินทางไปจังหวัดไชตะมะเพื่อศึกษาศูนย์คุณภาพอาหาร ฉลากและกิจการผู้บริโภค กระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมง ซึ่งนายเคนิชิ ซากาอิดะ และนายคัตซึโระ ยาซูโอกะ เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ได้บรรยายสรุปดังนี้
เดิมศูนย์ฯ นี้มีชื่อว่า Export Product Inpection Institute ซึ่งได้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๙ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบสินค้า อยู่ในสังกัดกระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมง ต่อมา เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเกษตรในปี ค.ศ. ๑๙๗๐ จึงได้มีการขยายขอบข่ายงานในการให้คำปรึกษาแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ และในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น center for Food Quality, Labelling and consumer Services เช่นปัจจุบันและแยกตัวออกมาเป็นองค์กรบริหารงานอิสระภายใต้การกำกับดุแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ
ศูนย์ฯ นี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๗ แห่ง ได้แก่ ฮอกไกโด เซนได โยโกฮามา นาโงยา โกเบ โอคายามา และฟูกูโอกะ
องค์กรนี้มีหน้าที่ ๒ ประการ ได้แก่
๑. งานบริการผู้บริโภค ซึ่งได้แก่ การสำรวจและการวิเคราะห์เกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าอาหารและการปิดฉลากสินค้า การนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัย ตลอดจนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง การทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่ผู้บริโภค และการเผยแพร่และให้ความรู้กับวิธีการเลือกซื้อสินค้าอาหารและพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง
๒. งานที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางด้านการเกษตรของญี่ปุ่น (JAS) ซึ่งได้แก่ การตรวจสอบคุณภาพและการปิดฉลากสินค้า การแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยกระดับการควบคุมคุณภาพ การสำรวจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียน ฯลฯ และการลงไปตรวจสอบในพื้นที่จริง
กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยพื้นฐานของผลิตภัณฑ์อาหาร และคณะกรรมการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร ประเทศญี่ปุ่น
พระราชบัญญัติความปลอดภัยพื้นฐานของผลิตภัณฑ์อาหาร ค.ศ. ๒๐๐๓
พระราชบัญญัติความปลอดภัยพื้นฐานของผลิตภัณฑ์อาหารนั้นได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๒๐๐๓ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๐๓ โครงสร้างของกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดบทบาทและหน้าที่ของรัฐ องค์กรในระดับท้องถิ่น ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร และบทบาทของประชาชนในฐานะที่เป็นผู้บริโภคไว้ดังนี้
ภาครัฐ
กำหนดและใช้มาตรการทั่วไปเกี่ยวกับการประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและต้องปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานดังกล่าวด้วย
องค์กรในระดับท้องถิ่น
กำหนดให้ใช้มาตรการตามขอบเขตที่รับผิดชอบอย่างเหมาะสมและต้องปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานดังกล่าวด้วย
ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร
กำหนดให้ใช้มาตรการที่จำเป็นและเหมาะสม ตลอดจนการรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบที่ตัวเองมีอยู่เพื่อประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและต้องปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานดังกล่าวด้วย พยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเหมาะสม และต้องพยายามร่วมมือกันวางมาตรการต่างๆ
ผู้บริโภค
กำหนดให้ผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วม เข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับการประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะได้นำความเห็นและแนวความคิดเหล่านั้นมาใช้ในการกำหนดบทบาทในการดำเนินการประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร
วัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยฯ นี้คือการประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร สาเหตุมีการตรากฎหมายฉบับนี้ได้แก่ ประการแรก การผลิตอาหารในปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์มีการนำเทคนิคใหม่มาปรุงแต่งผลิตภัณฑ์อาหารมากขึ้นทำให้เกิดสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนในอาหารได้ง่าย ปะการที่สอง การคิดค้นพัฒนาเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์สารพิษในอาหารมีคุณภาพดีขึ้นทำให้สามารถตรวจพบสารพิษตกค้างในผลิตภัณฑ์อาหารได้ละเอียดมากขึ้น และประการที่สาม การเกิดเหตุการณ์ระบาดของโรควัวบ้า ทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจในผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนร้อยละ ๖๐ เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศ
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก
สภาพการณ์ในปัจจุบัน การตรวจสอบและการกำหนดคุณภาพความปลอดภัยของอาหารในแต่ละประเทศมีวิธีการและมาตรฐานที่ต่างกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหากกฎเกณฑ์ที่ทำให้เกิดความเสมอภาคกันในระดับนานาชาติ ในปัจจุบันได้มีองค์กรนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกำหนดความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น FAO WHO องค์กรกลุ่ม EU และองค์การที่ตั้งขึ้นในประเทศต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารของตนเอง ดังนั้น ประเทศญี่ปุ่นเช่นกันก็ได้ดำเนินการออกกำหมายความปลอดภัยพื้นฐาน ผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อจะกำหนดบทบาทให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักพื้นฐานของความปลอดภัย ได้แก่
๑. ป้องกันคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน
๒. มีมาตรการที่ชัดเจนในทุกขั้นตอนการผลิต
๓. ดำเนินการตรวจสอบโดยใช้เทคโนโลยีใหม่เข้าร่วมในการค้นคว้าและวิจัย และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ตลอดจนศึกษาข้อมูลในระดับนานาชาติ เพื่อนำมากำหนดมาตรการ
การกำหนดหน้าที่และบทบาทแต่ละฝ่าย
หน้าที่ของรัฐ กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขฯ กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ปฏิบัติตามหลักพื้นฐานที่กำหนดไว้
องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กำหนดให้มีบทบาทร่วมในการตอบสนองเงื่อนไขตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมในพื้นที่ ทั้งนี้ ให้ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่กำหนดไว้
หน้าที่ของผู้ประกอบการ
กำหนดให้มีบทบาทในการรับผิดชอบตนเองในเรื่องการสร้างความปลอดภัย โดยการใช้เทคนิคและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพของประชาชน
บทบาทของผู้บริโภค
ต้องเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับหลักการประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา
คณะกรรมการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร
จัดตั้งขึ้นในสำนักงานคณะรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในการจัดประชุมและวางนโยบายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ และมีหน้าที่ในการติดตาม ประเมินผลหลังจากการนำมาตรการไปใช้แล้ว โดยพิจารณาในเรื่องสุขอนามัยในผลิตภัณฑ์อาหาร และในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการใช้ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย โรคติดต่อทางสัตว์เลี้ยง อาหารสัตว์ ยาสัตว์ สถานที่เลี้ยงสัตว์ น้ำประปา การปนเปื้อนพื้นดินทางการเกษตร ธุรกิจสัตว์ปีกเพื่อการบริโภค สารพิษไดออกซิน มาตรการโรควัวบ้า และกรณีอื่นๆ ที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในด้านผลิตภัณฑ์อาหาร และดำเนินการเผยแพร่ผลการประชุมสู่สาธารณชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทางหนึ่งด้วย
โครงสร้างคณะกรรมการ
ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ๗ นาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพิษวิทยา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจุลินทรีย์ศึกษา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเคมี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขอนามัย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและระบบการจำหน่ายจ่ายแจก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ ในคณะกรรมการฯ ยังมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการสังเกตการณ์ จำนวน ๑๖ ชุด เพื่อศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องของกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ข้อสังเกตของผู้เขียน
๑. พระราชบัญญัติความปลอดภัยพื้นฐานของผลิตภัณฑ์อาหาร ค.ศ. ๒๐๐๓ มีรูปแบบและโครงสร้างเหมือนกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐาน ค.ศ. ๑๙๖๘ ซึ่งมีสาระคล้ายกับรัฐธรรมนูญซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดกรอบบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคไว้ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นธรรมนูญการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์อาหารก็ว่าได้
๒. จากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น การปนเปื้อนสารพิษในนมผงพร่องมันเนย ปัญหาการระบาดของโรควัวบ้า ปัญหาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แจ้งฉลากเป็นเท็จ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องในระบบการตรวจสอบของภาครัฐ การออกกฎหมายใดมาควบคุมหรือการกำหนดมาตรการใดๆ จะไม่เป็นผลหากรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคไม่เอาใจใส่