บทสรุปสำหรับผู้บริหารโครงการ
“๑
อำเภอ ๑ โรงเรียนในฝัน”
เป็นนโยบายของรัฐบาล เพื่อขจัดช่องว่างทางสังคม
และกระจายโอกาสทางการศึกษา
เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2546
ในการนี้ได้มีการผลักดันให้องค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินงานในเชิงบูรณาการตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นการปฏิรูปการเรียนรู้
ซึ่งถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อสร้างโรงเรียนในฝันให้กระจายอยู่ในระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ
ให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียน
ในโรงเรียนที่มีคุณภาพการศึกษาได้มาตรฐานเทียบเคียงกับโรงเรียนชั้นนำและอยู่ใกล้บ้าน
ซึ่งยังผลให้ผู้เรียนเป็นแรงงานที่มีคุณภาพมีโอกาสประกอบอาชีพที่ดีมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
กลไกการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เช่นนี้สามารถช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรความยากจนตามแนวคิดของโครงการที่ว่า
“พลิกระบบการศึกษา
หยุดวงจรความยากจน”วัตถุประสงค์ของการประเมินครั้งนี้คือ
การประเมินสภาพการดำเนินงานและ
การบริหารจัดการโครงการนี้
ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค
ความสอดคล้องระหว่าง
การจัดการศึกษาของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการกับแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
ผลผลิตของโครงการ
ผลกระทบของการดำเนินโครงการที่
เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
รวมทั้งปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคของการดำเนินโครงการ
และประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ
เมื่อเทียบกับต้นแบบโรงเรียนในฝัน สำหรับวิธีการศึกษาในครั้งนี้แบ่งออกเป็น
2 ขั้นตอน
ขั้นตอนแรก คือ
การศึกษาความเป็นไปได้ในต้นแบบโรงเรียนในฝัน
8 แห่ง
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจนโยบายของรัฐซึ่งส่งผลมายังแนวคิดหรือทฤษฏีโครงการ
(Program
Theory) วิสัยทัศน์
พันธกิจ แผนหลักของโครงการ
กลยุทธ์หลัก
วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ในการนำไปปฏิบัติตามสภาพจริง
เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาเครื่องมือในการประเมิน
สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนที่
2 คือ
การศึกษาในเชิงปริมาณซึ่งใช้แบบสอบถามกับโรงเรียนที่ร่วมโครงการทั้งในกลุ่มที่ผ่านการประเมินเป็นต้นแบบโรงเรียนในฝันและกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้ารับการประเมิน
จำนวนแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนทั้งสิ้นมาจากโรงเรียนจำนวน 471
แห่ง ซึ่งเป็นต้นแบบโรงเรียนในฝัน 430 แห่ง
และสำหรับกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้ารับการประเมินอีก
41 แห่ง
คิดเป็นร้อยละ 51.14
ของจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในส่วนการศึกษาเชิงลึกนั้นได้คัดเลือกต้นแบบโรงเรียนในฝันจากจังหวัดที่มี
หน่วยศึกษานิเทศก์เคลื่อนที่เร็ว
จังหวัดที่มีต้นแบบโรงเรียนในฝันครบทุกอำเภอ
จังหวัดที่มีสัดส่วนของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินสูง
และที่มีสัดส่วนของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินต่ำ
จากภาคภูมิศาสตร์ เหนือ กลาง
ตะวันออกเฉียงเหนือ ใต้ และกรุงเทพมหานคร
จำนวนทั้งสิ้น 25 แห่ง
นอกจากที่กล่าวข้างต้นมีโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบเป็นกรณีศึกษาคู่กับต้นแบบโรงเรียนในฝันในแต่ละภาคภูมิศาสตร์
4 แห่ง
โรงเรียนที่คณะผู้ประเมินศึกษากระบวนการคัดกรองเพื่อเข้ารับการประเมิน
1 แห่ง
โรงเรียนที่ทำการศึกษากระบวนการประเมินเพื่อรับรองการเป็นต้นแบบโรงเรียนในฝัน
2 แห่ง
และโรงเรียนที่ทำการศึกษาในช่วงการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อพัฒนาเครื่องมือ
3 แห่ง
(ไม่นับโรงเรียนในกลุ่มนี้ที่ได้ทำการศึกษาเชิงลึกในเวลาต่อมา
5 แห่ง)
รวมจำนวนโรงเรียนทั้งสิ้นที่คณะผู้ประเมินดำเนินการศึกษาในเชิงลึก
32 แห่ง เทคนิคในการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการสังเกต
สัมภาษณ์
การอภิปรายกลุ่มแบบมีจุดสนใจร่วม
และการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร
การวิเคราะห์ข้อมูลและปรากฏการณ์ใช้วิธีการเชิงอุปนัยเพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงของสาเหตุและผล
การวิเคราะห์เครือข่ายความสัมพันธ์ขององค์กร
การวิเคราะห์ข้ามพื้นที่
และการจัดหมวดประเภทเพื่อนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกับกิจกรรมที่ได้วางแผนไว้ร่วมกับทฤษฎีโครงการ
เพื่อประเมินการดำเนินงานใน
แต่ละประเด็นตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาเชิงประเมินครั้งนี้
ผลการศึกษาเชิงประเมินพบว่า
การดำเนินงานในระดับมหภาคของศูนย์บริหารโครงการในลักษณะการประสานงานอยู่ในระดับดี
ผู้รับบริการมีความพึงพอใจในการให้บริการและคำปรึกษาแนะนำ
การดำเนินงานของศูนย์เป็นไปในเชิงรุก
มีการใช้วิธีการบริหารจัดการของภาคเอกชนเพื่อให้สะดวกรวดเร็ว
รวมทั้งการกำกับติดตามจากผู้บริหารระดับสูง
ทั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ
ทำให้สามารถประเมินและรับรองต้นแบบโรงเรียนในฝันไปได้ถึง 917 แห่ง
จากทั้งหมด 921
แห่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ
99.56
ฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสารประสบความสำเร็จอย่างสูงในการประชาสัมพันธ์
และประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง
แต่ฝ่ายภาคีเครือข่ายอุปถัมภ์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ได้คาดหวัง
การดำเนินงานของแต่ละฝ่ายมีการจัดพิมพ์เอกสารและเผยแพร่ต่อสาธารณชน
คุณภาพทางวิชาการและศักยภาพด้านบริหารจัดการของบุคลากรในศูนย์นี้ทำให้เกิดการยอมรับจากกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการประเด็นที่ควรตระหนักในการดำเนินงานระดับมหภาคก็คือ
การยอมรับในความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ
และการยอมรับในความแตกต่างด้านวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์
รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ชี้แจงประเด็นที่อ่อนไหว เช่น
การจัดสรรทรัพยากรจากภาคีเครือข่ายอุปถัมภ์
และการจัดสรรงบประมาณในหมวดงบวิกฤต เป็นต้น
ในระดับจุลภาคนั้น
กลุ่มศึกษานิเทศก์หน่วยเคลื่อนที่เร็วทำหน้าที่ให้คำแนะนำและ
คัดกรองโรงเรียนเพื่อเข้ารับการประเมิน
ในขณะที่ศึกษานิเทศก์จากศูนย์ประสานงานโครงการ
“๑ อำเภอ ๑
โรงเรียนในฝัน”
ซึ่งส่วนใหญ่เชี่ยวชาญการนิเทศการจัดการเรียนการสอนในช่วงชั้นที่
1-2
ทำหน้าที่ให้ขวัญกำลังใจกับทางโรงเรียน
ศึกษานิเทศก์ทั้งสองกลุ่มนี้ทำหน้าที่ประเมินผลย่อยการดำเนินโครงการสำหรับศูนย์บริหารโครงการในระดับที่น่าพึงพอใจ
โดยเฉพาะการประเมินศักยภาพผู้บริหารโรงเรียนเพื่อสับเปลี่ยนบุคคลที่มีความสามารถมาดำเนินงานเพื่อให้การพัฒนาโรงเรียนบรรลุเป้าหมาย
อย่างไรก็ดี
การดำเนินงานของศึกษานิเทศก์ยังไม่ทั่วถึงในทุกพื้นที่สืบเนื่องจากการขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณดำเนินการไม่เพียงพอการดำเนินโครงการ
“๑
อำเภอ ๑ โรงเรียนในฝัน”
ในระดับโรงเรียนเป็นการท้าทายศักยภาพในการบริหารจัดการของผู้อำนวยการโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้อย่างยิ่ง
นับตั้งแต่ความไม่ชัดเจนของภาพลักษณ์ต้นแบบโรงเรียนในฝัน
การต้องระดมทุนจากภาคีเครือข่ายอุปถัมภ์เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณดำเนินการ
และความไม่เพียงพอของงบประมาณดำเนินการที่ได้รับจัดสรรทำให้ต้องก่อหนี้ผูกพัน
เนื่องจากงบประมาณที่จัดสรรจากโครงการนั้นมีเพียง
1 ใน 3
ของค่าใช้จ่ายตามสภาพจริงเท่านั้น
ในส่วนของการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานนั้น
เป็นการดำเนินงานที่ทางโรงเรียนพึงพอใจเป็นอันดับแรก
เนื่องจากมีการรวมพลังในการพัฒนาโดยให้นักเรียน
ครู ชุมชน
และภาคีเครือข่ายอุปถัมภ์เข้ามามีส่วนร่วม
มีการปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอนโดยบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอน
มีการให้นักเรียนเป็นผู้แทนนำเสนอกิจกรรมของโรงเรียนเพื่อเข้ารับการประเมิน
โดยมุ่งสู่กระบวนทัศน์การเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์นิยมอย่างไรก็ดี
ผลงานของนักเรียนที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการพุทธิปัญญาระดับวิเคราะห์
และสร้างองค์ความรู้นั้นยังมีน้อย
และจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์
การเพิ่มสมรรถนะของโรงเรียนในการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมในการเรียนการสอนและการบริหารจัดการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ประสบผลสำเร็จอันดับสอง
การพัฒนาระบบ ICT
ของต้นแบบโรงเรียนในฝันปรากฏชัดเจนในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
และห้องปฏิบัติการกลุ่มสาระต่างๆ
นักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี
มีทักษะความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ในการสืบค้นแหล่งข้อมูลและประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียน
การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อพัฒนาโรงเรียนเป็นกิจกรรมที่ประสบผลสำเร็จเป็นอันดับที่สาม
สาเหตุการก่อภาระหนี้ผูกพันดังที่ได้กล่าวข้างต้นทำให้โรงเรียนมีหนี้สิน
ซึ่งพบว่าหนี้สินโดยเฉลี่ยของโรงเรียนขนาดใหญ่ประมาณ
411,886.92
บาท โรงเรียนขนาดกลาง
2,377,838.22 บาท
โรงเรียนขนาดเล็ก
1,261,932.23 บาท
และโรงเรียนขนาดเล็กพิเศษ (จำนวนนักเรียนน้อยกว่า 500
คน) 635,854.20
บาท
กิจกรรมที่ทางโรงเรียนดำเนินการระดมทุน เช่น
การทอดผ้าป่าการกุศลเพื่อการศึกษา
องค์กรท้องถิ่นที่มีบทบาทในการพัฒนา คือ
ผู้ปกครอง ชุมชน
อบต. เทศบาล และ
อบจ. กิจกรรมด้านการเรียนรู้และการพัฒนาของบุคลากรเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพและการได้รับการช่วยเหลือจากสถาบันอุดมศึกษาใกล้เคียงถูกจัดไว้เป็นอันดับที่สี่
ครู -อาจารย์
ที่ตอบแบบสอบถามจากกลุ่มต้นแบบโรงเรียนในฝันและกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการประเมินจำนวน
394 โรงเรียน ได้รับการอบรมด้านการพัฒนาหลักสูตร
และกระบวนการเรียนรู้ 15,828 คน
ด้านการประยุกต์ใช้ ICT
17,284 คน
และกลุ่มครู-อาจารย์
ที่สามารถใช้ ICT
พัฒนางานได้ จำนวน 1,511 คน
แต่ในด้านความช่วยเหลือจากสถาบันอุดมศึกษาที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
เนื่องจากขาดแรงจูงใจในการดำเนินงานและงบประมาณดำเนินการไม่เพียงพอ
ด้านผลผลิตหรือตัวผู้เรียนนั้น
พบว่า มีคุณสมบัติที่พึงปรารถนา
คือ กล้าคิด กล้าทำ
กล้าแสดงออก มีมารยาทสังคม
และมีวินัย สำหรับความคิดเชิงวิเคราะห์นั้น
จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาต่อไป
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินโครงการนี้ในระดับโรงเรียนเทียบกับปณิธานของโครงการที่ว่า
“พลิกระบบการศึกษาหยุดวงจรความยากจน”
ผู้บริหารต้นแบบโรงเรียนในฝันทุกแห่งที่ได้ทำการศึกษาในเชิงลึกให้ความเห็นว่าทางโรงเรียนสามารถพลิกระบบการศึกษาให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาได้ระดับหนึ่งแต่ไม่สามารถหยุดวงจรความยากจนได้เนื่องจากประเด็นดังกล่าวนี้ไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรมในช่วงเวลาระยะสั้นต้องคอยเวลาเมื่อนักเรียนที่เป็นผลผลิตของต้นแบบโรงเรียนในฝันออกไปประกอบอาชีพในสังคมต่อไปโครงการ
“๑
อำเภอ ๑ โรงเรียนในฝัน”
โดยภาพรวมแล้วเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ได้บูรณาการแนวทางการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542 ในหมวด ๔
แนวทางการจัดการศึกษา หมวด ๘
ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา หมวด ๙
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเข้าด้วยกันเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนที่ห่างไกล
ในระดับที่น่าพึงพอใจ ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาของต้นแบบโรงเรียนในฝัน
ปรากฎชัดเจนในเรื่องของความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน
หรือ เป็น
E-school
ซึ่งทำให้สามารถก้าวทันเคียงบ่าเคียงไหล่กับโรงเรียนที่มีคุณภาพในเมืองใหญ่
และความตระหนักของครูผู้สอนซึ่งมีการพัฒนาตนด้าน ICT
เพื่อมุ่งสู่การเรียนการสอนตามแนวคิดสร้างสรรค์ค์นิยมการพัฒนาโรงเรียนให้บรรลุเป้าหมายเป็นต้นแบบที่มีการปฏิบัติเป็นเลิศได้พบว่า
ปัจจัยที่เกื้อหนุนในการดำเนินงาน คือ
ความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ ภาวะผู้นำ
และความสามารถในการบริหารจัดการของผู้อำนวยการโรงเรียน
ความเข้มแข็งของชุมชนและภาคีเครือข่ายอุปถัมภ์
และความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างโรงเรียนกับศึกษานิเทศก์
สำหรับปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินโครงการ
ประกอบด้วย
ศักยภาพในการดำเนินงานของศูนย์บริหารโครงการ
การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
และศักยภาพในการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน
สภาพความพร้อมของโรงเรียน
ซึ่งคล้ายคลึงกับแบบจำลองการจัดการศึกษาต้นแบบโรงเรียนในฝัน
การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การให้คำแนะนำปรึกษาและการประเมินผลย่อยของกลุ่มศึกษานิเทศก์หน่วยเคลื่อนที่เร็ว
เมื่อพิจาณาประสิทธิผลของการจัดการศึกษาของต้นแบบโรงเรียนในฝัน
ตัวชี้วัดที่ชัดเจน คือ
คุณลักษณะของนักเรียนซึ่งกล้าแสดงออก
มีความมั่นใจในตนเอง
มีความตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน
ซึ่งตัวชี้วัดนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากความสามารถในการระดมทรัพยากรทางการศึกษา
การจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
การพัฒนาตนของบุคลากรในโรงเรียน
และความร่วมมือร่วมใจของบุคคลในทุกภาคส่วนในการพัฒนาโรงเรียนสำหรับปัญหาท้าทายที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน
คือ
ความไม่ชัดเจนในการนำนโยบายมาดำเนินงานในเชิงปฏิบัติ
มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนของภาพลักษณ์ต้นแบบโรงเรียนในฝัน
การคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเชิงอำนาจจากส่วนกลางทำให้ผู้ดำเนินงานในระดับพื้นที่ขาดความเป็นอิสระ
การนำแนวคิดของวัฒนธรรมชนกลุ่มใหญ่ไปใช้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในการประสานงาน
การเข้าร่วมโครงการด้วยภาวะจำยอมของทางโรงเรียน
ภาวะวิกฤตของสถานการณ์ในเขตชายแดนภาคใต้
รวมทั้งการประวิงเวลาในการเข้ารับการประเมินเพื่อถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของโรงเรียนที่เคยสังกัดกรมสามัญศึกษามาก่อน
ผลกระทบของการดำเนินโครงการที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านที่ดีคือ
ภาพลักษณ์ของโรงเรียนทำให้ชุมชนมีศรัทธาส่งบุตรหลานเข้าเรียนเพิ่มขึ้น
สามารถสกัดกั้นนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไปเรียนต่อในต่างพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง
นักเรียนมีการปรับตัว
มีความกระตือรือร้นในการเรียน
มีความฉลาดทางอารมณ์
สามารถเป็นผู้ร่วมทางกับโรงเรียนในตัวเมืองได้
สำหรับผลกระทบในด้านที่ไม่พึงปรารถนาที่มีต่อผู้ปฏิบัติคือการสร้างความกดดันและความเครียดในช่วงระยะก่อนการประเมิน
การก่อภาระหนี้ผูกพัน
และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น
นักเรียนใช้ความสามารถด้าน ICT
เข้าสู่เว็บไซด์ที่ไม่พึงปรารถนา
ในด้านประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการพบว่า
มีปัญหาเรื่องความพร้อมของห้องปฏิบัติการในกลุ่มสาระวิชาสำคัญ เช่น
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
ภาษาอังกฤษ
และห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
การพัฒนาศักยภาพของครู-อาจารย์เป็นไปอย่างจำกัด
เนื่องจากขาดงบประมาณทำให้ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน
ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ
ครู-อาจารย์
จัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียน เช่น
ด้านกีฬา
การเข้าร่วมโครงการเพื่อปลูกฝังคุณธรรมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขสำหรับข้อเสนอแนะในการดำเนินโครงการในระยะที่สองซึ่งมีการดำเนินงานภายใต้ชื่อ
“โครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน”
เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะช่วงชั้นที่ 1-2-3
หรือเฉพาะช่วงชั้น 3-4
ให้มีการจัดการศึกษาครบวงจรตั้งแต่ช่วงชั้น
1-4 หรือเป็นรู้จักทั่วไปว่า
โครงการ “๑ ประถม ๑
มัธยม” นั้นมีดังนี้ คือ
การวางแผนดำเนินงานโครงการควรเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวางนโยบายตั้งแต่แรก
เพื่อขจัดปัญหาความไม่ชัดเจนในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
แนวคิดในการดำเนินโครงการควรจะครอบคลุมด้านอื่นๆ
นอกเหนือจากทางด้านวิชาการ เช่น
ด้านคุณธรรม
การวางแผนเกี่ยวกับปัจจัยนำเข้าโครงการ
ควรนำบทเรียนจากการดำเนินงานของโครงการ
“๑ อำเภอ ๑ โรงเรียนในฝัน”
มาเป็นแนวทาง
เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารโครงการในระดับมหภาคและระดับจุลภาคของศูนย์บริหารโครงการและศึกษานิเทศก์จากสำนักงานเขตพื้นที่ควรจะได้ดำเนินการต่อไป
การพัฒนาระบบกำกับติดตามคุณภาพเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน
ควรริเริ่มจากกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาในระดับรากหญ้า
ควรมีเวทีสำหรับครู-อาจารย์
และนักเรียนในโครงการ
ได้นำเสนอผลงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายทางวิชาการ
โรงเรียนในฝัน
โรงเรียน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น