สุตตะ มหาสมยสูตร
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถานี้ว่า [๒๔๑] เราจักร้อยกรองโศลก
ภุมมเทวดาอาศัยอยู่ ณ ที่ใดพวกภิกษุก็อาศัยที่นั้น
ภิกษุพวกใดอาศัยซอกเขา ส่งตนไปแล้วมีจิตตั้งมั่น
ภิกษุพวกนั้น เป็นอันมาก เร้นอยู่ เหมือนราชสีห์
ครอบงำความขนพองสยองเกล้าเสียได้
มีใจผุดผ่อง เป็นผู้หมดจด ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว
พระศาสดาทรงทราบภิกษุประมาณ ๕๐๐ เศษ
ที่อยู่ ณ ป่ามหาวัน เขตพระนครกบิลพัสดุ์
แต่นั้นจึงตรัสเรียกสาวกผู้ยินดีในพระศาสนา ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่เทวดามุ่งมากันแล้ว พวกเธอจงรู้จักหมู่เทวดานั้น
ภิกษุเหล่านั้นสดับรับสั่งของพระพุทธเจ้า แล้ว ได้กระทำความเพียร
ญาณเป็นเครื่องเห็นพวกอมนุษย์ ได้ปรากฏแก่ภิกษุเหล่านั้น
ภิกษุบางพวก ได้เห็นอมนุษย์ร้อยหนึ่ง บางพวกได้เห็นอมนุษย์พันหนึ่ง
บางพวกได้เห็นอมนุษย์เจ็ดหมื่น บางพวกได้เห็นอมนุษย์หนึ่งแสน
บางพวกได้เห็นไม่มีที่สุด อมนุษย์ได้แผ่ไปทั่วทิศ
พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงใคร่ครวญทราบเหตุนั้นสิ้นแล้ว
แต่นั้น จึงตรัสเรียกสาวกผู้ยินดีในพระศาสนา ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่เทวดามุ่งมากันแล้ว พวกเธอจงรู้จักหมู่เทวดานั้น
เราจักบอกพวกเธอด้วยวาจาตามลำดับ
ยักษ์เจ็ดพันเป็นภุมมเทวดาอาศัยอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ยักษ์หกพันอยู่ที่เขาเหมวตา มีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ยักษ์สามพันอยู่ที่เขาสาตาคีรี มีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ยักษ์เหล่านั้นรวมเป็นหนึ่งหมื่นหกพัน มีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ยักษ์ห้าร้อยอยู่ที่เขาเวสสามิตตะ มีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ยักษ์ชื่อกุมภีระอยู่ในพระนครราชคฤห์ เขาเวปุลละเป็นที่อยู่ของยักษ์นั้น
ยักษ์แสนเศษแวดล้อมยักษ์ชื่อกุมภีระนั้น
ยักษ์ชื่อกุมภีระอยู่ในพระนครราชคฤห์แม้นั้น ก็ได้มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ฯ
[๒๔๒] ท้าวธตรัฏฐ อยู่ด้านทิศบูรพา ปกครองทิศนั้นเป็นอธิบดีของพวกคนธรรพ์
เธอเป็นมหาราช มียศ แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่า อินท มีกำลังมาก
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมีมียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ท้าววิรุฬหกอยู่ด้านทิศทักษิณ ปกครองทิศนั้นเป็นอธิบดีของพวกกุมภัณฑ์
เธอเป็นมหาราช มียศ แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่า อินท มีกำลังมาก
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ท้าววิรูปักษ์ อยู่ด้านทิศปัจจิม ปกครองทิศนั้นเป็นอธิบดีของพวกนาค
เธอเป็นมหาราช มียศ แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่า อินท มีกำลังมาก
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ท้าวกุเวรอยู่ด้านทิศอุดร ปกครองทิศนั้น เป็นอธิบดีของพวกยักษ์
เธอเป็นมหาราช มียศ แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่า อินท มีกำลังมาก
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ท้าวธตรัฏฐเป็นใหญ่ทิศบูรพา ท้าววิรุฬหกเป็นใหญ่ทิศทักษิณ
ท้าววิรูปักษ์เป็นใหญ่ทิศปัจจิม ท้าวกุเวรเป็นใหญ่ทิศอุดร
ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้นยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรือง
ได้ยืนอยู่แล้วในป่าเขตพระนครกบิลพัสดุ์ ฯ
[๒๔๓] พวกบ่าวของท้าวมหาราชทั้ง๔นั้น
มีมายา ล่อลวง โอ้อวด เจ้าเล่ห์ มาด้วยกัน
มีชื่อคือกุเฏณฑุ๑ เวเฏณฑุ๑ วิฏ๑ วิฏฏะ๑ จันทนะ๑ กามเสฏฐะ๑ กินนุฆัณฑุ๑
นิฆัณฑุ๑ และท้าวเทวราชทั้งหลายผู้มีนามว่าปนาทะ ๑ โอปมัญญะ ๑
เทพสารถีมีนามว่า มาตลิ ๑ จิตตเสนะ ผู้คนธรรพ์๑ นโฬราชะ๑ ชโนสภะ๑
ปัญจสิขะ ๑ ติมพรู ๑ สุริยวัจฉสาเทพธิดา ๑ มาทั้งนั้น
ราชาและคนธรรพ์พวกนั้น และพวกอื่นกับเทวราชทั้งหลาย
ยินดีมุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
อนึ่งเหล่านาคที่อยู่ในสระชื่อนภสะบ้าง อยู่ในเมืองเวสาลีบ้าง
พร้อมด้วยนาคบริษัทเหล่าตัจฉกะก็มา กัมพลนาค และอัสสตรนาคก็มา
นาคผู้อยู่ในท่า ชื่อปายาคะ กับญาติ ก็มา นาคผู้อยู่ในแม่น้ำยมุนา
เกิดในสกุลธตรัฏฐ ผู้มียศ ก็มา เอราวัณเทพบุตรผู้เป็นช้างใหญ่ แม้นั้น
ก็มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ฯ
[๒๔๔] ปักษีทวิชาติผู้เป็นทิพย์ มีนัยน์ตาบริสุทธิ์ นำนาคราชไปได้โดยพลันนั้น
มาโดยทางอากาศถึงท่ามกลางป่า ชื่อของปักษีนั้นว่า จิตรสุบรรณ
ในเวลานั้น นาคราชทั้งหลาย ไม่ได้มีความกลัว
พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำให้ปลอดภัยจากครุฑ
นาคกับครุฑเจรจากัน ด้วยวาจาอันไพเราะ กระทำพระพุทธเจ้าให้เป็นสรณะ
พวกอสูรอาศัยสมุทรอยู่ อันท้าววชิรหัตถ์รบชนะแล้ว
เป็นพี่น้องของท้าววาสพ มีฤทธิ์ มียศ เหล่านี้คือ
พวกกาลกัญชอสูร มีกายใหญ่น่ากลัวก็มา พวกทานเวฆสอสูรก็มา
เวปจิตติอสูร สุจิตติอสูร ปหาราทอสูร และนมุจีพระยามารก็มาด้วยกัน
บุตรของพลิอสูรหนึ่งร้อย มีชื่อว่าไพโรจน์ทั้งหมด
ผูกสอดเครื่องเสนาอันมีกำลังเข้าไปใกล้อสุรินทราหู แล้วกล่าวว่า
ดูกรท่านผู้เจริญ บัดนี้ เป็นสมัยที่จะประชุมกัน ดังนี้
แล้วเข้าไปยังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ฯ
[๒๔๕] ในเวลานั้น เทวดาทั้งหลายชื่อ อาโป๑ ปฐวี๑ เตโช๑ วาโย๑ ได้พากันมาแล้ว
เทวดา ชื่อวรุณะ๑ วารุณะ๑ โสมะ๑ ยสสะ๑ก็มาด้วยกัน
เทวดาผู้บังเกิดในหมู่เทวดาด้วยเมตตาและกรุณาฌาน เป็นผู้มียศ ก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
เทวดา ชื่อเวณฑู๑ สหลี๑ อสมา๑ ยมะทั้งสองพวก ก็มา
เทวดาผู้อาศัยพระจันทร์กระทำพระจันทร์ไว้ในเบื้องหน้าก็มา
เทวดาผู้อาศัยพระอาทิตย์กระทำพระอาทิตย์ไว้ในเบื้องหน้าก็มา
เทวดากระทำนักษัตรไว้ในเบื้องหน้าก็มา
มันทพลาหกเทวดาก็มา
แม้ท้าวสักกปุรินททวาสวะ ซึ่งประเสริฐกว่าสุเทวดาทั้งหลายก็เสด็จมา
หมู่เทวดา๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
อนึ่งเทวดาชื่อสหภู ผู้รุ่งเรืองดุจเปลวไฟก็มา เทวดาชื่ออริฏฐกะ
ชื่อโรชะ มีรัศมีดังสีดอกผักตบก็มา เทวดาชื่อวรุณะ ชื่อสหธรรมะ
ชื่ออัจจุตะ ชื่ออเนชกะ ชื่อสุเลยยะ ชื่อรุจิระก็มา เทวดาชื่อวาสวเนสีก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
เทวดาชื่อสมานะ ชื่อมหาสมานะ ชื่อมานุสะ ชื่อมานุสุตตมะ
ชื่อขิฑฑาปทูสิกะ ก็มา เทวดาชื่อมโนปทูสิกะก็มา
อนึ่ง เทวดาชื่อหริ เทวดาชื่อโลหิตวาสี ชื่อปารคะ ชื่อมหาปารคะ ผู้มียศ ก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
เทวดาชื่อสุกกะ ชื่อกรุมหะ ชื่ออรุณะ ชื่อเวฆนสะก็มาด้วยกัน
เทวดาชื่อโอทาตคัยหะ ผู้เป็นหัวหน้า เทวดาชื่อวิจักขณะ ก็มา
เทวดาชื่อสทามัตตะ ชื่อหารคชะ และชื่อมิสสกะ ผู้มียศ ก็มา
ปชุนนเทวบุตร ซึ่งคำรามให้ฝนตกทั่วทิศก็มา
หมู่เทวดา ๑๐เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
เทวดาชื่อเขมิยะ เทวดาชั้นดุสิต เทวดาชั้นยามะและเทวดาชื่อกัฏฐกะ มียศ
เทวดาชื่อลัมพิตกะ ชื่อลามเสฏฐะ ชื่อโชตินามะ ชื่ออาสา
และเทวดาชั้นนิมมานรดีก็มา อนึ่งเทวดาชั้นปรนิมมิตะก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวกทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
หมู่เทวดา ๖๐ เหล่านี้ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มาแล้วโดยกำหนดชื่อ และเทวดาเหล่าอื่นผู้เช่นกัน
มาพร้อมกันด้วยคิดว่า เราทั้งหลายจักเห็นพระนาค
ผู้ปราศจากชาติ ไม่มีกิเลสดุจตะปู มีโอฆะอันข้ามแล้ว
ไม่มีอาสวะ ข้ามพ้นโอฆะ ผู้ล่วงความยึดถือได้แล้ว
ดุจพระจันทร์พ้นจากเมฆฉะนั้น. ฯ
[๒๔๖] สุพรหมและปรมัตตพรหม ซึ่งเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้มีฤทธิ์ ก็มาด้วย
สนังกุมารพรหม และติสสพรหมแม้นั้นก็มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
ท้าวมหาพรหมย่อมปกครองพรหมโลกพันหนึ่ง
ท้าวมหาพรหมนั้นบังเกิดแล้วในพรหมโลก
มีอานุภาพ มีกายใหญ่โต มียศ ก็มา
พรหม ๑๐ พวก ผู้เป็นอิสระในพวกพรหมพันหนึ่ง
มีอำนาจเป็นไปเฉพาะองค์ละอย่างก็มา
มหาพรหมชื่อหาริตะ อันบริวารแวดล้อมแล้ว
มาในท่ามกลางพรหมเหล่านั้น
มารเสนา ได้เห็นพวกเทวดา พร้อมทั้งพระอินทร์พระพรหมทั้งหมดนั้นผู้มุ่งมา
ก็มาด้วย แล้วกล่าวว่า ท่านจงดูความเขลาของมาร
พระยามารกล่าวว่า พวกท่านจงมาจับเทวดาเหล่านี้ผูกไว้
ความผูกด้วยราคะ จงมีแก่ท่านทั้งหลาย
พวกท่านจงล้อมไว้โดยรอบ อย่าปล่อยใครๆ ไป
พระยามารบังคับเสนามารในที่ประชุมนั้นดังนี้แล้ว
เอาฝ่ามือตบแผ่นดิน กระทำเสียงน่ากลัว
เหมือนเมฆยังฝนให้ตก คำรามอยู่ พร้อมทั้งฟ้าแลบ ฉะนั้น
เวลานั้น พระยามารนั้นไม่อาจยังใครให้เป็นไปในอำนาจได้
โกรธจัด กลับไปแล้ว
พระศาสดาผู้มีพระจักษุทรงพิจารณาทราบเหตุนั้นทั้งหมด
แต่นั้น จึงตรัสเรียกสาวกผู้ยินดีในพระศาสนาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารเสนามาแล้วพวกเธอจงรู้จักเขา
ภิกษุเหล่านั้นสดับพระดำรัสสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
ได้กระทำความเพียร
มารและเสนามารหลีกไปจากภิกษุผู้ปราศจากราคะ
ไม่ยังแม้ขนของท่านให้ไหว
พวกสาวกของพระองค์ทั้งหมดชนะสงครามแล้ว
ล่วงความกลัวได้แล้ว มียศปรากฏในหมู่ชน
บันเทิงอยู่กับด้วยพระอริยเจ้า ผู้เกิดแล้วในพระศาสนา ดังนี้แล. ฯ
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=10&A=5540&w=มหาสมัยสูตร