สุตตะ    อาฏานาฏิยสูตร

             ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ มีพระสิริ
             ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั่วหน้า
             ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ทรงชำระกิเลสมีความเพียร
             ขอนอบน้อมแด่พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ทรงย่ำยีมารและเสนามาร
             ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมน์พุทธเจ้า ผู้มีบาปอันลอยแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์
             ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้พ้นพิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง
             ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสพุทธเจ้า ผู้ศากยบุตร ผู้มีพระสิริ

        พระพุทธเจ้าพระองค์ใดได้ทรงแสดงธรรมนี้ อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง
        อนึ่งพระพุทธเจ้าเหล่าใด ผู้ดับแล้วในโลก ทรงเห็นแจ้งแล้วตามเป็นจริง
        พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ส่อเสียด เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม
        เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์ใดผู้โคตมโคตร
        ทรงเกื้อกูลแก่ทวยเทพและมนุษย์ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
        เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม

                พระสุริยาทิตย์ มีมณฑลใหญ่อุทัยขึ้นแต่ทิศใดแล เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้น
                ราตรีก็หายไปครั้นพระอาทิตย์อุทัยขึ้น ย่อมเรียกกันว่ากลางวัน
                แม้น่านน้ำในที่พระอาทิตย์อุทัยนั้นเป็นสมุทรลึก มีน้ำแผ่เต็มไป
                ชนทั้งหลายย่อมรู้จักน่านน้ำนั้นในที่นั้นอย่างนี้ว่า สมุทร มีน้ำแผ่เต็มไป ฯ
          
[๒๑๐]แต่ที่นี้ไป ทิศที่ชนเรียกกันว่า ปุริมทิศ ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ  เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกคนธรรพ์ ทรงนามว่าท้าวธตรฏฐ์ อันพวกคนธรรพ์แวดล้อมแล้ว ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า โอรสของท้าวเธอมีมากองค์ มีพระนามเดียวกัน ทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์ มีพระนามว่าอินทะ ทรงพระกำลังมาก ทั้งท้าวธตรฏฐ์และโอรสเหล่านั้นเห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์พากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม แต่ที่ไกลว่า
ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์
พระอุดมบุรุษ ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์  ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้สดับมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ
เขาพากันตอบว่า ถวายบังคมพระชินโคดม

             ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถวายบังคมพระพุทธเจ้า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและ
             จรณะชนทั้งหลายผู้กล่าวส่อเสียด ผู้กัดเนื้อข้างหลัง ทำปาณาติบาต  ลามก
             เป็นโจร เป็นคนตลบตะแลง ตายแล้ว ชนทั้งหลายพากันกล่าวว่า จงนำออกไป
             โดยทิศใด ฯ
[๒๑๑]           แต่นี้ไป ทิศที่ชนเรียกกันว่า ทักขิณทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ  เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกกุมภัณฑ์ ทรงนามว่า ท้าววิรุฬหะ  อันพวกกุมภัณฑ์แวดล้อมแล้ว ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่
ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า โอรสของท้าวเธอมีมากองค์ มีพระนามเดียวกัน ทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์มีพระนามว่า อินทะ ทรงพระกำลังมาก ทั้งท้าววิรุฬหะและโอรสเหล่านั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ พากันถวายบังคมพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่  ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกลว่า
พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์
พระบุรุษอุดม ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์
ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้สดับมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ
เขาพากันตอบว่า ถวายบังคมพระชินโคดม
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

              พระสุริยาทิตย์มีมณฑลใหญ่ อัสดงคตในทิศใด และเมื่อพระอาทิตย์อัสดงคต
              กลางวันก็ดับไป   ครั้นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ย่อมเรียกกันว่ากลางคืน
              แม้น่านน้ำในที่พระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว เป็นสมุทรลึก มีน้ำแผ่เต็มไป
           ชนทั้งหลายย่อมรู้จักน่านน้ำนั้น ในที่นั้นอย่างนี้ว่าสมุทรมีน้ำแผ่เต็มไป ฯ
[๒๑๒]           แต่ที่นี้ไป ทิศที่มหาชนเรียกกันว่า ปัจฉิมทิศที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกนาค ทรงนามว่าท้าววิรูปักษ์อันพวกนาคแวดล้อมแล้ว ทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่
ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า โอรสของท้าวเธอมีมากองค์ มีพระนามเดียวกัน ทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์ มีพระนามว่าอินทะ  ทรงพระกำลังมาก ทั้งท้าววิรูปักษ์และโอรสเหล่านั้น ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์   พากันถวายบังคมพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกลเทียวว่า
พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์
พระอุดมบุรุษ ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชน ด้วยพระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้สดับ
มาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ
เขาพากันตอบว่า ถวายบังคมพระชินโคดม
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

          อุตตรกุรุทวีปเป็นรมณียสถาน
          มีภูเขาหลวงชื่อสิเนรุแลดูงดงามตั้งอยู่ทิศใด
          พวกมนุษย์ซึ่งเกิดในอุตตรกุรุทวีปนั้น ไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตนไม่หวงแหนกัน
          มนุษย์เหล่านั้น ไม่ต้องหว่านพืช และไม่ต้องนำไถออกไถหมู่มนุษย์บริโภค
          ข้าวสาลี อันผลิตผลในที่ไม่ต้องไถ ไม่มีรำไม่มีแกลบ บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม
          เป็นเมล็ดข้าวสาร หุงในเตาอันปราศจากควัน แล้วบริโภคโภชนะแต่ที่นั้น
          ทำแม่โคให้มีกีบเดียวแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
          ทำปศุสัตว์ให้มีกีบเดียว แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
          ทำหญิงให้เป็นพาหนะแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
          ทำชายให้เป็นพาหนะ แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
          ทำกุมารีให้เป็นพาหนะ แล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
          ทำกุมารให้เป็นพาหนะแล้วเที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่
          บรรดานางบำเรอของพระราชานั้น ก็ขึ้นยานเหล่านั้น ตามห้อมล้อมไปทุกทิศ
          ด้วยยานช้าง ม้า ยานทิพย์ ปราสาท และวอ ก็ปรากฏแก่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ ฯ
          ท้าวมหาราชนั้น ได้ทรงนิรมิตนครไว้ในอากาศ คือ
          อาฏานาฏานคร  กุสินาฏานคร ปรกุสินาฏานคร นาฏปริยานคร ปรกุสิตนาฏานคร
          ทางทิศอุดรมี กปีวันตนคร และอีกนครหนึ่งชื่อ ชโนฆะ อีกนครหนึ่งชื่อนวนวติยะ
          อีกนครหนึ่งชื่ออัมพรอัมพรวติยะ มีราชธานีนามว่าอาฬกมันทา
          ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ก็ราชธานีของท้าวกุเวรมหาราช ชื่อวิสาณา ฉะนั้น
          มหาชนจึงเรียกท้าวกุเวรมหาราชว่าท้าวเวสวัณ
          ยักษ์ชื่อตโตลา ชื่อตัตตลา ชื่อตโตตลา ชื่อโอชสี ชื่อเตชสี
          ชื่อตโตชสี ชื่อสุระ ชื่อราชา ชื่ออริฏฐะ ชื่อเนมิ ย่อมปรากฏ
          มีหน้าที่คนละแผนก
         ในวิสาณาราชธานีนั้น มีห้วงน้ำ ชื่อธรณีเป็นแดนที่เกิดเมฆ เกิดฝนตก
         ในวิสาณาราชธานีนั้นมีสภาชื่อภคลวดี เป็นที่ประชุมของพวกยักษ์
         ณ ที่นั้น มีต้นไม้เป็นอันมาก มีผลเป็นนิจ ดารดาษด้วยหมู่นกต่างๆ
         มีนกยูงนกกะเรียน นกดุเหว่า อันมีเสียงหวานประสานเสียง
         มีนกร้องว่า ชีวะชีวะ และบางเหล่ามีเสียงปลุกใจ
         มีไก่ป่า มีปู และนกโปกขรสาตกะ อยู่ในสระประทุม
         ในที่นั้นมีเสียงนกสุกะและนกสาลิกา และหมู่นกทัณฑมานวกะ [มีหน้าเหมือนคน]
         สระนฬินีของท้าวกุเวรนั้น งดงามอยู่ตลอดเวลาทุกเมื่อ ฯ


[๒๑๓] แต่ทิศนี้ไป ทิศที่ชนเรียกกันว่าอุตตรทิศ ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของยักษ์ทั้งหลาย ทรงนามว่าท้าวกุเวร อันยักษ์ทั้งหลายแวดล้อมแล้ว ทรงโปรดปราน
ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง  ทรงอภิบาลอยู่
ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า โอรสของท้าวเธอมีมากองค์มีพระนามเดียวกัน ทั้งเก้าสิบเอ็ด
พระองค์ มีพระนามว่าอินทะ  ทรงพระกำลังมาก ทั้งท้าวกุเวรและโอรสเหล่านั้นได้เห็น
พระพุทธเจ้า ผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์
พากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกลว่า
พระบุรุษอาชาไนย ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์
พระอุดมบุรุษ ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์
ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระญาณอันฉลาด
แม้พวกอมนุษย์ ก็ถวายบังคมพระองค์
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้สดับมาอย่างนั้นเนืองๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า พวกท่านถวายบังคมพระชินโคดมหรือ
เขาพากันตอบว่าถวายบังคมพระชินโคดม
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถวายบังคมพระพุทธโคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ฯ
             [๒๑๔] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะนี้นั้นแล
             ย่อมเป็นไปเพื่อคุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่สำราญของ
             ภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก และอุบาสิกา ฉะนี้แล ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=11&A=4207&w=อาฏานาฏิยสูตร