พลังอำนาจของชาติ


พลังอำนาจของชาติ

                                

 การก่อตั้ง ดำรงอยู่ และพัฒนาต่อไปของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญที่เรียกว่าพลังอำนาจของชาติ  ความสามารถในการบริหาร จัดการของรัฐบาลของแต่ละประเทศ ที่มีต่อปัจจัยพลังอำนาจของชาติ ที่แต่ละประเทศนั้นๆมีอยู่  ก็จะส่งผลโดยตรง ต่อภาพรวมของแต่ละประเทศ ในความเป็นจริงแล้ว ความเข้มแข็งของแต่ละพลังอำนาจขึ้นอยู่กับบุคลากรที่รับผิดชอบในสาขา/งานที่เกี่ยวข้องกับแต่ละพลังอำนาจ  อันได้แก่  

        - บุคลากรและการดำเนินงานในด้านการเมือง    

          -บุคลากรและการดำเนินงานในด้านเศรษฐกิจ      

        - บุคลากรและการดำเนินงานในด้านการทหาร       

       - บุคลากรและการดำเนินงานในด้านสังคมจิตวิทยา         

      -บุคลากรและการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี่   

 การสร้างหรือการก่อกำเนิดของบุคคลากร ในแต่ละสาขาพลังอำนาจนั้นมีที่มา วิธีการที่แตกต่างกันไป พอจะวิเคราะห์ วิจารณ์ได้ดังนี้  

  ๑.บุคลากรด้านการเมือง ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทาง ความเป็นไปของชาติบ้านเมือง ดังนั้นควรเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะเฉลี่ยสูงสุด กว่าบุคลากรในด้านอื่นๆเพราะการเมืองเป็นแกนหลักของพลังอำนาจของชาติ ถ้าการเมืองดี(หมายถึงนักการเมืองดี มีความสามารถ)ประเทศชาติก็จะมีแต่สิ่งดีๆ  การก่อกำเนิดของนักการเมืองไทยในปัจจุบันมีอยู่ ๓ ประเภทคือ      

         ๑.๑เป็นผู้ฝักใฝ่การเมืองมาตั้งแต่วัยหนุ่ม นักการเมืองประเภทนี้ก็ยังแบ่งได้เป็น ๓ พวกคือ        

             - ฝักใฝ่ด้วยจิตวิญญาน ของตัวเองจริงๆ         

            - ฝักใฝ่เพราะบุคคลใกล้ชิด( พ่อ/แม่/พี่/น้อง/สามี/ภรรยา)ที่มีฐานทางการเมืองอยู่แล้วผลักดัน            

            -ฝักใฝ่เพราะเป็นคนหนุ่มที่มีชื่อเสียงในด้านอื่นๆอยู่แล้วและได้รับการเชื้อเชิญจากนักการเมือง เพื่อหวังเพิ่มความนิยมให้กลุ่มการเมืองนั้นๆ        

     ๑.๒ เป็นผู้มีประสบการณ์ในสาขาอาชีพอื่นๆมาอย่างโชกโชนแล้ว เช่นอดีตข้าราชการ อดีตนักธุรกิจ มีความต้องการเข้าไปมีบทบาททางการเมืองเพราะมีความตระหนักดีแล้วว่าการเมืองคือผู้นำที่บังคับทิศทางของทุกสิ่งทุกอย่าง  มีเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับบุคคลในกลุ่มนี้อยู่ ๒ประการคือ คนดีๆ หลายๆคนไม่ยอมเข้ามามีบทบาททางการเมือง แต่มีคนไม่ดีหลายคนเข้าอยู่ในวงการเมือง       

      ๑.๓ เป็นผู้มองเห็นโอกาสทางการเมือง บุคคลในกลุ่มนี้อาจจะมีความเป็นมาที่หลากหลาย แต่เมื่อพิจารณาแล้วไม่เข้าเกณฑ์ ใน สองประการแรกจึงจัดเข้าไว้ในกลุ่มนี้ บุคคลในกลุ่มนี้อาจจะเคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาบ้าง หรือไม่เคยเลย แต่มีโอกาสที่เกื้อกูลจึงตัดสินใจเข้าดำเนินงานทางการเมือง เช่นพ่อค้านักธุรกิจที่เคยให้การสนับสนุนนักการเมือง ต่อมาเห็นว่านักการเมืองที่ตนสนับสนุนนั้น ไม่ได้มีอะไรที่เหนือกว่าตนเองจึง ดำเนินงานการเมืองเสียเอง หรือบุคคลที่เกิดมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว จึงมีความคิดต้องการเป็นนักการเมือง เช่นนักกิฬาที่มีชื่อเสียง ,ผู้ที่มีสถานการณ์ที่เกื้อกูลให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป   

  ๒.บุคลากรด้านเศรษฐกิจ เป็นกลุ่มบุคคลที่ดูเสมือนทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แต่ความสำเร็จของนักธุรกิจทั้งหลายส่งผลในภาพรวมของเศรษฐกิจของชาติ และนักธุรกิจที่ดีก็จะมีจิตสำนึกที่ดีต่อประเทศชาติด้วย บุคคลกลุ่มนี้มีที่มาอยู่ ๒ ประเภทคือ  

       ๒.๑ เป็นผู้มีประสบการณ์ มานาน ผ่านการลองผิด ลองถูก มาจนประสบความสำเร็จ ในอาชีพปัจจุบัน บุคคลเหล่านี้มีความเป็นมา ทั้งที่เป็นข้อได้เปรียบกว่าในปัจจุบันคือคู่แข่งในการแข่งขันในอดีตอาจจะมีน้อยกว่าในปัจจุบัน และโอกาสในการริเริ่มสิ่งใหม่ๆในอดีตอาจจะมีมากกว่าในปัจจุบัน แต่มีข้อเสียเปรียบคือบุคคลเหล่านี้มักจะไม่ได้รับการเรียนรู้อย่างเป็นระบบต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงผ่านบทเรียนชีวิตที่สำคัญทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ที่เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา   

       ๒.๒เป็นบุคลากรยุคใหม่ บุคลากรเหล่านี้เป็นผู้มีการศึกษาดี ประสบความสำเร็จในอาชีพอาจจะด้วยแรงผลักดันจากครอบครัว หรือประสบความสำเร็จด้วยตนเอง บุคคลเหล่านี้อาจจะมีข้อได้เปรียบคือได้เรียนรู้ทั้งจากระบบการศึกษาและจากประสบการณ์ของคนรุ่นเก่า แต่ก็มีข้อเสียเปรียบคือต้องมีความริเริ่มในการคิด และการสร้างโอกาสใหม่ๆที่ผิดแปลก แตกต่างไปจากสิ่งเดิมๆ   

 ๓.บุคลากรด้านการทหาร บุคลากรในกลุ่มนี้มีโครงสร้างที่เป็นระบบ แข็งแรง การสร้างบุคลากรมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน และเข้มงวด เพราะการดำเนินการทางการทหารจะต้องเป็นหลักประกันในความอยู่รอดของประเทศชาติ สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาบุคลากร และงานด้านการทหารคือ วัฒนธรรมองค์กร และ การบริหารงานบุคคล การดำเนินงานด้านการทหารจะไม่ปรากฏผลตอบแทนกลับคืน ที่มองเห็นเป็นตัวเลขเหมือนตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ผลที่ได้รับจะปรากฏในความรู้สึกของประชาชน ดังนั้นความสำคัญของงานด้านการทหารที่จะได้รับการสนับสนุนเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับความรู้สึกของประชาชนว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อกองทัพ/กิจการทหาร จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยที่ในบางครั้งในยามสงบประชาชนไม่เห็นความสำคัญของงานด้านการทหาร  หรือแม้กระทั่งในสถานการณ์ ที่ไม่ปกติที่ควรจะใช้การปฏิบัติการด้านการทหาร แต่ประชาชน/รัฐบาลก็ยังรีรอที่จะมอบให้ทหารเป็นผู้แก้ไขสถานการณ์ แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วเมื่อสถานการณ์สุกงอมจนถึงที่สุด จนสุดที่จะใช้มาตรการอื่นๆ  การทหารเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะประกันความอยู่รอดของประเทศชาติ จึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเวลานั้น จะมาถึงเมื่อไร ถ้ามาถึงช้าก็นับว่าดี  แต่ถ้ามาถึงเร็วหน่อยก็ดีเหมือนกัน  

๔.บุคลากรด้านสังคมจิตวิทยา บุคลากรในกลุ่มนี้มีความหลากหลาย และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา,การสาธารณสุข,การศาสนา,ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ล้วนแต่เป็นเรื่องสังคมจิตวิทยาทั้งสิ้น ในความเป็นจริงแล้วงานของบุคลากรด้านสังคมจิตวิทยานี้ มีความสำคัญยิ่งในการสร้างสภาวะที่ปกติในสังคม แต่เนื่องจากมีกิจกรรมที่มากมายที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้ความใส่ใจของคนโดยทั่วไปกระจัดกระจายออกไป จนดูเหมือนไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อบุคลากรในด้านนี้ คุณภาพของบุคลากร และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านสังคมจิตวิทยานี่แหละที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ประกันความสงบสุขของประชาชน สภาพทางสังคมจิตวิทยาที่ดีเปรียบเสมือนโครงสร้างที่แข็งแกร่งของอาคารที่เป็นพื้นฐานของความมั่นคงของอาคารนั้นๆ การดำเนินงานในด้านสังคมจิตวิทยาที่ได้ผลดี ก็จะก่อให้เกิดผลิตผลเป็นบุคลากรที่ดีเข้าดำเนินงานเพื่อสร้างพลังอำนาจของชาติในด้านต่างๆ ก่อให้เกิดผลดีต่อเนื่องกันไปเปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลต่อเนื่องกันไปอย่างไม่ขาดตอน  

๕.บุคลากรด้านเทคโนโลยี่  จริงๆแล้วเทคโนโลยี่ไม่ใช่ของใหม่แต่การให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยี่ว่าเป็นพลังอำนาจของชาตินั้น เกิดขึ้นหลังพลังอำนาจสาขาอื่นๆ พลังอำนาจด้านเทคโนโลยี่นี้เป็นเหมือนยาบำรุงที่เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย หรือเป็นสารกระตุ้นที่ช่วยเร่งปฏิกริยาให้การปฏิบัตินั้นๆสำเร็จเร็วขึ้นกว่าปกติ มีประสิทธิภาพกว่าปกติ ในยุคของการแข่งขันการใช้เวลาน้อยกว่ากันแม้เพียง ๑วินาทีหรือไปได้ไกลกว่ากันเพียง ๑ เซ็นติเมตรก็นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในภาวะปัจจุบันในทุกสาขาพลังอำนาจของชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยี่เพื่อประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน พลังอำนาจด้านเทคโนโลยี่เปรียบเสมือนตัวชี้วัดพลังอำนาจของชาติ ชาติที่มีการใช้เทคโนโลยี่สูงในพลังอำนาจด้านต่างๆ ชาตินั้นจะมีความเข้มแข็งของพลังอำนาจของชาติมากกว่าชาติอื่นๆ บุคลากรด้านเทคโนโลยี่จึงนับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการปฏิบัติงานของทุกสาขาพลังอำนาจ รวมทั้งประชาชนทั่วๆไปทุกคนก็ควรที่จะมีความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยี่ อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ต่ำเกินไป        เมื่อลองใช้แนวคิดนี้ประเมินพลังอำนาจของชาติของเราดูอย่างกว้างๆก็พอจะมองเห็นสภาพอย่างกว้างของประเทศไทยเราได้บ้างหมือนกันซึ่งก็มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งภาพกว้างๆที่มองเห็นนี้ คงจะมีผลต่อเนื่องไปอีกนานพอสมควรทีเดียวกว่าจะเปลี่ยนแปลงภาพรวมนี้ได้ 

               - - - - - - - - - ๑.- - sathit/๒๙ พ.ย. ๔๗- - - - - - - - - - - - - -

หมายเลขบันทึก: 158913เขียนเมื่อ 12 มกราคม 2008 16:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 มิถุนายน 2012 11:44 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)

ผมขอเพิ่มเติมความคิดเห็นดังนี้ครับ

 "พลังของชาติ" ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรโดยตรงแล้ว สิ่งที่อยู่ก่อนหน้านั้น คือ พลังปัญญา เป็นพลังของความรู้ที่ผ่านระบบการศึกษาไม่ว่ารูปแบบใด(นอก-ในระบบ) รวมถึง ภูมิปัญญาอันเป็นความรู้ที่สืบทอด เป็นศักยภาพของกลุ่มชน

ตัวชี้วัดพลังอำนาจของชาติ ผมมองปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติมดังนี้ครับ

  • พลังของความรู้ ปัญญาของชาติ
  • พลังของจิตสำนึกที่ดี (จงรักภักดี มีความรักชาติ รักสถาบัน)
  • พลังของพลเมืองที่มีคุณภาพ (จริงๆรวมสองประเด็นข้างบนด้วย)

และ การให้ความสำคัญกับ "ความมั่นคง" ที่ฉลาด รู้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะทหารที่ควรห่างออกจากการเมืองครับ

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี