วันรัฐนิยมของพม่า
วันสำคัญประจำชาติของพม่า มี ๗ วัน ได้แก่ วันอิสรภาพ วันสหภาพ วันชาวไร่ชาวนา วันกองทัพ วันกรรมกร วันวีรบุรุษ วันประชาชน ความสำคัญของวันแต่ละวันที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ เป็นแนวทางของพม่าที่จะปลูกฝังจิตสำนึกของชนในชาติให้รักชาติ ตามที่กล่าวไว้ในตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ละวันมีกำหนดดังนี้
   ชื่อวัน                                                   วันที่
   วันเอกราช                                             ๔ มกราคม  
   (]:9N]xNgitgoh)
   วันสหภาพ                                            ๑๒ กุมภาพันธ์
   (exPNg5k'N06goh)
   วันชาวไร่ชาวนา                                    ๒ มีนาคม
   (g9k'Nl^]pNl,ktgoh)
   วันกองทัพ                                            ๒๗ มีนาคม
   (9xN,g9kNgoh)
   วันกรรมกร                                           ๑ พฤษภาคม
   (v]6xNl,ktgoh)
   วันวีรบุรุษ                                             ๑๙ กรกฎาคม
   (vk=koPNgoh)
   วันประชาชน                                         แรม ๑๐ คํ่า เดือนตะซองโมง
   (v,y7btlktgoh)                                      (ราวต้นเดือนธันวาคม)
วันเอกราช หรือ ลูตลัตเยเนะ(]:9N]xNgitgoh) ตรงกับวันที่ ๔ มกราคม เป็นวันฉลองเอกราชของพม่าที่ได้กลับคืนมาโดยสมบูรณ์ ก่อนที่พม่าจะสูญเสียเอกราชและตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษนั้น พม่าได้ทำสงครามกับอังกฤษถึง ๓ ครั้ง ครั้งแรกเกิดสงครามในปี ๑๘๒๔-๑๘๒๖ ในสมัยของพระเจ้าบะจีด่อพญา(4Wdutg9kN46ikt) ครั้งที่สองในปี ๑๘๕๒-๑๘๕๔ ในสมัยบะกังมีง (x68",'Nt) และครั้งที่สามในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๘๕ ในสมัยของพระเจ้าสีป่อ(lugxj,'Nt) ครั้งนี้อังกฤษได้บุกยึดพระราชวังมัณฑะเล พร้อมกับล้มสถาบันกษัตริย์ของพม่า พม่าทั้งประเทศจึงตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมานับแต่นั้น โดยประกาศเป็นทางการนับแต่เดือนมกราคม ๑๘๘๖ เป็นต้นมา อังกฤษกำหนดให้แผ่นดินพม่าเป็นพม่าใหม่ภายใต้บริษัทบอมเบ หรือ โบมเบบะมาติจ์(46"g44kt,ktl0N) ชาวพม่าถือว่าอังกฤษคือผู้รุกราน จึงเรียกอังกฤษอย่างชิงชังว่า พวกขยายดินแดน หรือ แนแชะโดะ(opN-ych96bh) ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สถานการณ์ได้ทำให้พม่าตกไปอยู่ในมือของกองทัพญี่ปุ่น ที่พม่าเรียกว่า พวกฟาสซิสต์ หรือ แพะซิจ์โดะ(zdNC0N96bh) กองทัพญี่ปุ่นเข้ามายึดครองพม่าระหว่างปี ๑๙๔๒-๑๙๔๕ พม่าถือว่าไม่ว่าจะตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษหรือญี่ปุ่น สถานภาพของพม่าก็คือการตกเป็นทาสที่ได้รับการกดขี่ต่างๆนานา คือเป็นทาสอาณานิคม(d6b]6boud°oN) ที่สุดโอกาสก็เป็นของชาวพม่าและชนเผ่าต่างๆทั้งประเทศ การต่อสู้เรียกร้องเอกราชจึงบรรลุสู่ความสำเร็จ พร้อมกับประกาศเป็นประเทศเอกราชในวันที่ ๔ มกราคม ๑๙๔๘ พม่าถือว่าเอกราชนี้ได้มาด้วยหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อและชีวิต จึงมักเตือนชนในชาติให้ตระหนักถึงการรักษาเอกราชให้ถาวรสืบไป สำหรับวันฉลองเอกราชของทุกปีนั้น จะมีการจัดงานแสดงอัศวยุทธ หรือ มยีงขีงตะบิง(e,'Nt-'Ntl4'N) เป็นการแสดงยุทธวิธีบนหลังม้า อาทิวิธีการขี่ม้าท่าต่างๆ มีการนั่งยอง ยืนตรง และนอนเหยียด การกระโดดขึ้นและลงจากหลังม้า การวิ่งม้าเข้าเสียบผลมะนาวด้วยหอก การใช้ดาบตัดต้นกล้วยให้ขาดกลางลำโดยต้นกล้วยไม่ล้ม และการพุ่งหอกให้ปักกลางเป้า เป็นต้น กระบวนท่าต่างๆที่กล่าวมานั้น จะแสดงในขณะที่ม้าวิ่งอยู่ จึงนับเป็นภาพที่น่าดูยิ่ง นอกจากนี้ยังมีการตกรางวัลให้กับนักแสดงที่มีฝีมือยอดเยี่ยมอีกด้วย
วันสหภาพ หรือ ปยีถ่องซุเนะ(exPNg5k'N06goh) ตรงกับวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ทางการพม่ากำหนดวันนี้เพื่อฉลองความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ อันได้แก่ พม่า กะฉิ่น คะยา กะเหรี่ยง ฉิ่น มอญ ยะไข่ และฉาน เป็นอาทิ เพื่อรำลึกถึงวันที่ผู้นำประเทศ เจ้าฟ้า และผู้แทนประชาชนของแต่ละชนชาติ จำนวน ๒๒ นาย นำโดยนายพลอองซาน ได้ลงนามร่วมกันในสัญญาปางหลวง หรือปีงโลง(x'N]6") โดยมีการประชุมลงนามเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๑๙๔๗ ณ เมืองปีงโลง รัฐฉานตอนใต้ รัฐบาลพม่าถือว่าสัญญาปีงโลงนี้ เป็นสัญญาที่ชนทุก
เผ่าพันธ์จะอยู่ร่วมกัน บนผืนแผ่นดินเดียวกัน และเพื่อเอกราชร่วมกัน ในการฉลองวันสหภาพนั้น จะมีการเดินเชิญธงชาติไปยังที่ว่าการอำเภอ(exPNopN1,bhg9kN) เพื่อแสดงความเคารพ ส่วนที่ย่างกุ้งจะจัดงานฉลองที่สนามไจ้กะสั่ง(dy7bd¡C"d:'Nt) ในงานจะมีการประชุม อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการ ออกร้าน และการแสดงต่างๆ เช่น นาฏศิลป์ของชนเผ่าต่างๆ และภาพยนตร์ เป็นต้น การจัดงานฉลองเช่นว่านี้ รัฐบาลพม่าถือว่าเป็นการสร้างความสนิทชิดเชื้อของชนทุกเผ่า พม่าใช้สำนวนว่า อยู่กันอย่าง "ไข่ไม่แตก รังไม่พัง" (f,d:c l6bdN,xydN) และอาศัยร่วมแผ่นดินเดียวกันอย่าง "อยู่ร่วมดิน กินร่วมน้ำ" (9ge,9PNtgo9gi9PNtglkdN) หรือ "มีจนเสมอ" (,iabv9^ iabv9^) หรืออยู่อย่างร่วมสุขร่วมทุกข์แบบ "อยู่ร่วมเย็น ร่วมร้อน" (gvtv9^ ,^l,Y) รัฐบาลพม่าถือว่า ความแตกแยกระหว่างชนเผ่านั้นเกิดจากวิธีการปกครองแบ่งแยกโดยรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ ถึงกระนั้นกล่าวว่าชนทุกเผ่าต่างยังคงสมัครสมาน จนเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ชนทุกกลุ่มได้แสดงพลังอีกครั้ง แม้อังกฤษจะอ้างว่าชาวพม่าตอนล่างยังต้องการอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษต่อไป แต่ที่สุด ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชนทุกเผ่า พม่าจึงได้เอกราชกลับคืนมาโดยสมบูรณ์
วันชาวไร่ชาวนา หรือ ตองตูแลตะมาเนะ(g9k'Nl^]pNl,ktgoh) ตรงกับวันที่ ๒ มีนาคม เป็นวันเทิดเกียรติชาวไร่ชาวนา ในฐานะผู้ผลิตข้าวปลาอาหารเลี้ยงท้องผู้คนทั้งประเทศ และเคยเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของชาติ อีกทั้งชาวไร่ชาวนายังเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงราวร้อยละ ๘๕ และหากย้อนรำลึกในสมัยอาณานิคม เกษตรกรชาวพม่าต่างมีหนี้สินอันเนื่องมาจากภาษีไร่นา ภาษีราษฎร และเงินกู้เพื่อการเกษตร ค่าเช่าที่นาก็สูงขึ้น ในขณะนั้นราคาข้าวกลับตกต่ำ ที่ไร่ที่นาจึงตกอยู่ในมือของเหล่านายทุน
ชาวอีนเดีย ที่เรียกว่า ชิจตี(-y0N9ut) ด้วยเหตุนี้ชาวไร่ชาวนาจึงตกอยู่ในสภาวะที่ลำบาก จนในปี ๑๙๓๐ ได้เกิดกบฏชาวนา นำโดย ซยาชัง(CikC") เหตุการณ์เริ่มขึ้นที่อำเภอตายาวดี(lkpk;9uopN) มีการต่อสู้ใช้อาวุธเท่าที่จะหาได้ อาทิ ท่อนไม้ มีด หน้าไม้ หลาว ขอฉาย และหอก การลุกฮือของชาวนาได้กระจายไปยังเมืองต่างๆอีกหลายเมือง แต่ก็ถูกรัฐบาลอาณานิคมปราบปรามจนสิ้น ดังนั้นเพื่อรำลึกถึงการลุกขึ้นต่อสู้ของชาวไร่ชาวนาในครั้งนั้น รัฐบาลพม่าจึงกำหนดวันชาวไร่ชาวนาขึ้น แต่ละปีจะมีการจัดงานรำลึกถึงวีรกรรมดังกล่าว สำหรับที่ย่างกุ้งนั้น จะจัดงานที่สนามไจ้กะสั่ง มีการเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ชมฟรี พร้อมกับจัดงานรื่นเริงต่างๆ เดิมทีนั้นวันชาวไร่ชาวนาจะตรงกับวันที่ ๑ มกราคมของทุกปี จนเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๔ ในสมัยรัฐบาลเนวิน ได้มีการเปลี่ยนวันดังกล่าวมาเป็นวันที่ ๒ มีนาคม เนื่องเพราะเป็นช่วงที่ชาวไร่ชาวนาต่างเบาภาระงานในไร่นากันเป็นส่วนใหญ่
วันกองทัพ หรือ ตัตมะด่อเนะ(9xN,g9kNgoh) ตรงกับวันที่ ๒๗ มีนาคมของทุกปี เป็นช่วงพ้นฤดูหนาวและกำลังเข้าสู่ต้นฤดูร้อน วันกองทัพเป็นวันรำลึกถึงวันที่กองทัพพม่าและประชาชนต่างร่วมมือกันต่อต้านกองกำลังฟาสซิสต์ญี่ปุ่น ซึ่งเริ่ม ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๑๙๔๕ และมีคำกล่าวกินใจว่า ที่จริงวันนี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาลจากปลายสู่ต้นหน้าร้อน แทนที่ชาวพม่าจะนั่งชมดอกไม้ใบไม้ที่เริ่มผลิ หรือ ฟังเสียงกาเหว่าร้อง กลับต้องมาจับอาวุธต่อสู้ศัตรูผู้รุกราน รัฐบาลพม่าถือว่า กองทัพนั้นมาจากประชาชนผู้เสียสละ ที่อาสาปกป้องอธิปไตยของชาติ  และมีภาระหนักในการดูแลประเทศและประชาชน กองทัพจึงเป็นหน่วยหนึ่งที่สำคัญต่อประเทศ โดยเฉพาะเป็นแกนนำในการต่อสู่เพื่ออิสรภาพ และอาจเรียกวันนี้ได้อีกชื่อว่า วันต่อสู้ หรือ ด่อหล่างเยเนะ (g9kN]aoNgitgoh)
วันกรรมกร หรือ อะโละตะมาเนะ(v]6xNl,ktgoh) ตรงกับวันที่ ๑ พฤษภาคม เป็นวันที่กำหนดตามอย่างสากล เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๘๖ สำหรับวันกรรมกรของพม่านั้น ถือนิมิตหมายจากการเรียกร้องของกรรมกรเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๓๘ เมื่อกรรมกรบ่อน้ำมันได้ก่อเหตุประท้วงคว้ำบาตรเจ้าอาณานิคม เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดที่เมืองเยนังชอง(gio"g-yk'Nt) และเมืองเช้าก์(g-ykdN) ในจังหวัดมะเกวฺ ตรงกับวันที่ ๑ พฤษภาคม ๑๙๓๘ แต่หลังจากนั้นมาจนเมื่อได้เอกราชแล้ว วันกรรมกรสากลก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนในสมัยของรัฐบาลคณะปฏิวัติจึงได้กำหนดให้จัดงานวันกรรมกรขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๖๒ เป็นต้นมา ในวันนั้นกำหนดให้มีการประชุมตัวแทนกรรมกรเป็นประจำทุกปี
วันวีรบุรุษ หรือ อาซานีเนะ(vk=koPNgoh) ตรงกับวันที่ ๑๙ กรกฎาคม เป็นวันที่นายพลอองซาน หรือโบโชะอ่องซาง (r6b]N-y7xNgvk'NCoNt)และคณะผู้นำอีก ๖ นาย ถูกฝ่ายปฏิปักษ์บุกเข้าสังหารในขณะประชุมเตรียมการณ์เพื่อเอกราช ณ ห้องประชุมรัฐมนตรีภายใน(v9:'Nt;oNU6"t) ผู้ถูกร่วมสังหารทั้ง ๖ นายนั้น ได้แก่ ตะขิ่งมยฺะ(l-'Ne,) อูบะโฉ่(Ft4-y7b) อูยาซัต(Ftik=9N) อูบะวีง(Ft4;'Nt) มานบะไข่(,oNt4-6b'N) ซัตซังทูน(0xN0"5:oNt)หรือเจ้าฟ้ามัยบูน(,6b'Ntx:oNg0kN4:ktWdut) พม่ายกย่องนายพลอองซานว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชที่มีสายตาอันยาวไกล โดยเฉพาะแนวคิดทางการศึกษาสำหรับประชาชน ดังที่นายพลอองซานเคยให้ทัศนะไว้ว่า "อันว่าการศึกษานั้น มิใช่เพียงพัฒนาปัญญาเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาจิตใจควบคู่ไปด้วย การเรียนประวัติศาสตร์พม่า มิใช่เรียนเพื่อจดจำ แต่ต้องเรียนอย่างพิเคราะห์ อีกทั้งต้องให้ความคัญต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่มิใช่เพียงเพื่อรู้ธรณีวิทยา หากต้องบ่มเพาะศักยภาพในการสืบสาวสร้างสรรค์น้ำ ดิน ป่า และเขา ให้มีคุณค่าอยู่เสมอ" ด้วยแนวคิดและวีรกรรมเช่นนี้ นายพลอองซานจึงเป็นวีรบุรุษที่ชาวพม่ายกย่องและภูมิใจ็
วันประชาชน หรือ อะมโยตาเนะ(v,y7btlktgoh) ตรงกับวันแรม ๑๐ ค่ำ ของเดือนตะซองโมง หรือในราวต้นเดือนธันวาคมของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงพลังประชาชนในการต่อต้านรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๑๙๒๐ ในเหตุการณ์นี้นักศึกษาวิทยาลัยย่างกุ้ง (ioNd6oNgdk]bxN) และวิทยาลัยจัตสัน (p6mloNgdk]bxN) ได้นำการประท้วงคว่ำบาตร (lxb9Ng,kdN) รัฐบาลอาณานิคม เพราะไม่เห็นด้วยต่อข้อบังคับของมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง (ioNd6oNld¡l6bdN) ที่มุ่งจำกัดสิทธิชาวพม่าผู้ประสงค์เข้ารับการศึกษา เหตุการณ์นี้ลุกลามไปยังโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ นับแต่นั้นมาก็มีการต่อสู้เรียกร้องเรื่อยมา ถือเป็นการกระตุ้นความรักชาติในหมู่ประชาชน ที่พม่าเรียกว่า มโยชิจเซ็ตดั้ต (,y7bt-y0N0b9NTk9N) หรือ "จิตใจรักชาติ" คำปลุกใจที่นำมากล่าวอยู่เสมอ อาทิ
"ไม่ยอมให้ใคร่ราวี ไม่มีคำว่ายอมแพ้ พึ่งพาตัวของตน และกำหนดชะตาด้วยตนเอง"
vO6b'N,-" vUA,gxt d6bpNHvktd6bpNd6bt. d6bpNHEd,Ákd6bpNzoN9ut)
และมีกลอนอีกบทหนึ่งที่สะท้อนการต่อต้านอิทธพลของเจ้าอาณานิคมที่พยายามกีดกันชาวพม่าในด้านโอกาสทางการศึกษา เป็นบทกลอนที่นำมาร้องปลุกจิตสำนึกให้รักชาติ ได้แก่
"แผ่นดินพม่า แผ่นดินของเรา อักษรพม่า อักษรของเรา ภาษาพม่า ภาษาของเรา จงรักแผ่นดินพม่า จงเชิดชูอักษรพม่าจงเทิดทูนภาษาพม่า”
(r,kexPNlPN 96bhexPN ,k0klPN 96bh0k r,k0dktlPN 96bh0dkt  r,kexPNd6b -y0Nxj r,k0kd6b -yute,Ë'NHxj
 r,k0dktd6b g]t0ktxj|)
สังเกตได้ว่าวันสำคัญประจำชาติที่กล่าวมาทั้ง ๗ วันนั้น สะท้อนอุดมการณ์แห่งชาติ ในด้านอิสระภาพ ความสามัคคี และความรักชาติ เป็นเป้าหมายอันสำคัญ ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำความทรงจำในภาวะที่ชาวพม่าทั้งประเทศต้องตกเป็นทาสอาณานิคมของต่างชาติ และในการต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของประเทศและเพื่อเอกภาพของชนในชาตินั้น รัฐบาลพม่าถือว่า นอกเหนือจากประชาชนทุกเผ่าพันธุ์จะต้องแสดงพลังและความสามัคคีแล้ว พลังสำคัญในการต่อสู้และในการพัฒนาประเทศนั้น คือไตรภาคี อันได้แก่ กองทัพ ชาวไร่ชาวนา และกรรมกร ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญบนเส้นทางระบอบสังคมนิยมที่สมบูรณ์
วิรัช  นิยมธรรม