จุดหมายแห่งชีวิตคือมรรคาที่เราเดินทางต่อไป

The Destination is the Path We Continue Walking

วันจันทร์ที่ผ่านมาได้ร่วมสนทนาจิตวิวัฒน์ ณ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มีโอกาสทองเจอกูรูผู้ซึ่งเป็นที่เคารพรักมากมายหลายท่าน อาทิ อ.ประเวศ วะสี อ.ประสาน ต่างใจ พี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ อ.สุมน อมรวิวัฒน์ อ.จุมพล พูนภัทรชีีวิน อ.ศุภชัย พงศ์ภคเธียร อ.สรยุทธ รัตนพจนารถ คุณวรพงศ์ เวชมาลีนนท์ คุณหนุ่ม และแขกรับเชิญผู้มาให้ความรู้สองท่าน คือ วิจักษณ์ พานิช (ตั้ม) หนุ่มหล่อที่พึ่งจบการศึกษามาจากนาโรปะ และ J'aime Ona Pangaia programme director ของ Voice Dialogue Facilitator NW โดยตั้มพูดถึง Bonding between Teacher and Students ส่วนเจมีพูดถึVoice Dialogue

บทความนี้จะขอรวบรวมสิ่งที่ตั้มพูดก่อน สำหรับ voice dialogue จะยกเป็นประเด็นต่างหาก สิ่งที่ผมเขียนจะเป็น "ความรู้สึกและการรับรู้ของผมเอง" ประกอบค่อนข้างมาก ฉะนั้น ถ้ามีแรงบันดาลใจขอมอบเป็นความดีของเจ้าของเรื่อง ถ้ามีความสับสนขอให้เป็นของคนถ่ายทอดก็แล้วกัน

ตั้มเล่าเรื่องที่เขาไปพบ "ครู" คือ เรจจี ที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ และก่อให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างยิ่งยวด และถ่ายทอดมาให้เราฟัง แตก็ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอกับที่ตั้มรู้สึกจริงๆได้ กระนั้นก็ทรงพลังมาก แสดงให้เห็นอิทธิพลของครูคนหนึ่งต่อ "จิตวิญญาณ" ของนักเรียนคนหนึ่ง 

เรจจีไม่ได้ทำอะไรมากเลย ตรงกันข้าม จะว่าสอน หรือบอกให้ทำอะไร ก็เปล่าเลย นักเรียนที่เขัาไปเรียนทันทีทันใดจะรู้สึกได้ถึงความมีอิสระ อิสระที่จะคิด จะแสดงออก อิสระที่จะกลับเข้าไปสำรวจตัวตนที่แท้ของตัวนักเรียนเอง นำมาสังเกต สังเกต สังเกต

ความเป็นอิสระ

ความเป็นอิสระทำให้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง? จินตนาการถึงอัตตาหรือตัวตนเราเป็นรถยนต์ และชีวิตเป็นถนน ถ้ารถเราขนาดใหญ่มาก หรือถนนแคบมาก เราก็จะขยับขับเคลื่อนไปด้วยความลำบาก จะทำ three-point turn ก็ไม่คล่อง หรือทำไม่ได้เสียด้้วยซ้ำ ดังนั้นมีสองวิธีที่อาจจะทำได้คือ ไม่ลดขนาดรถลง ก็ขยายถนนให้กว้างขึ้น

ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู และนักเรียนก็อาจจะคล้ายๆกัน นักเรียนก็จะมีพื้นที่ของตัวเอง มีอัตตาที่ต้องรักษาประคับประคองให้่ไม่สูญเสีย หรือเสียหาย ดำเนินชีวิตในถนนมหาวิทยาลัยหรือถนนแห่งการเรียนรู้ ที่ครูทำหน้าที่กรุย ปู หล่อเลี้ยง ให้ถนนนี้จะมีสภาพเช่นไร และสุดท้าย นักเรียนก็จะต้องเป็นคนเดินเอง

ดังนั้นครูจะมีผลต่อ "space" ที่นักเรียนจะเดินทางไปบนถนนแห่งการเรียนรู้่ เช่น ครูสามารถวางป้ายบอกทาง หรือวางกับดัก ครูสามารถกำจัดขวากหนาม หรือสร้างเพื่อความท้าทาย ครูสามารถให้กำลังใจ หรือปิดตาจูงมือ ครูสามารถดันก้น ดึงคอ ลาก หรือกระซิบ/ตะโกนบอกทาง จะบอกตรงๆ หรือบอกเป็นปริศนาธรรม บอกเป็นนัย

หรือเรากำลังพูดถึง "พื้นที่อันปลอดภัย" รึเปล่า? 

 เมื่อนักเรียนมีพื้นที่ จะเป็นเพราะลดอัตตาลง เปิดรับมากขึ้น หรือมีพื้นที่ขยับชยาย จากการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่จะหล่อเลี้ยง ทันใดนั้น นักเรียนก็จะ "มองเห็นความเป็นไปได้" ที่เต็มศักยภาพของตนเอง

แต่ในบางสภาวะ นอกจากครูไม่ได้เอื้ออำนวยพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กแล้ว ยังทำให้เกิด "พื้นที่อันตราย" มากขึ้นด้วย นักเรียนจะต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ ในการรักษาขอบเขตพื้นที่ของอัตตา เมื่อเอาพลังงานมารักษาขัณฑสีมาของ self หมด ภายในก็ว่างเปล่า ไร้พลัง ไม่เหลืออะไรที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเรียนรู้ 

พื้นที่อันตรายจะเกิดขึ้น เมื่อครูรุกรานตัวตนของเด็ก เพิ่มแรงกดดัน และเพ่ิมความคาดหวังในตัวเด็ก วาด และสร้างกรอบ ดัดลวดในการงอกงาม ตัดใบริดกิ่ง ตกแต่งตลอดเวลา เด็กไม่เป็นตัวของตัวเอง และผลการประเมินขึ้นอยู่กับ preference ของครู ไม่ใช่ของหลักสูตร หรือไม่ใชาวาระของนักเรียนเอง

พุทธะปัญญา หรือ ช่องว่าง ทางมันดาลา เป็นปัญญาที่จำเป็นสำหรับครูทุกคน หรือคนที่ทำหน้าที่หล่อเลี้้ยง เช่น ครู หมอ พระ หมอตำแย coach เพราะคนเราทุกคนต้องการ space ในการทำ manoeuvre กระบวนท่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลี้ยว กลับตัว บิดไปรอบๆ ทดสอบความเป็นไปได้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ความเป็นไปได้ หรือ พื้นที่ที่สำคัญที่เราอยากให้นักเรียนมี ก็คือ พื้นที่ หรือ ความปลอดภัย ที่นักเรียนจะกลับไปสำรวจตนเอง เข้าใจตนเอง และวาด "ชีวิตที่มีความหมาย" หรือเข้าใจ "วาระของตนเอง ว่าเกิดมาเพื่ออะไร มีอยู่เพื่ออะไร" พื้นที่ตรงนี้ที่จะนำไปสู่ "สุขภาวะทางจิตวิญญาณ" ของนักเรียน เป็น essence ของการศึกษาทั้งหมดทั้งปวง

พื้นที่ปลอดภัยส่วนหนึ่งก็มาจากการ "เลียน"

นักเรียนเรียนรู้โดยการ "ลอกเลียน" ตลอดเวลา เพราะเป็นประสบการณ์ตรง ระหว่างฟังบรรยายทฤษฎี กับการเฝ้าสังเกต role model หรือมี idol พลังในการ identify themselves ว่าเป็นใคร มาจากไหน อยู่เพื่ออะไร การที่เด็กสามารถ play-role จะเป็นประสบการณ์ตรงที่ทรงพลังไปกว่าการพูด หรือคิดตาม wording ที่เป็นนามธรรมเพียงอย่างเดียว 

ตั้มยังพูดถึง "อิสระ" ทางอารมณ์ ที่มีส่วนในการเติบโตงอกงาม academically ของเขาด้วย ขณะที่เรียนอยู่ที่นาโรปะ เมื่อนักเรียนสามารถสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึก แทนที่จะเป็นแค่ logic หรือตรรกะที่แห้งแล้งเท่านั้น เขายังมีอิสระทางอารมณ์ และเกิด "สติ" (awareness) ว่า ณ ขณะใดๆ เขา "รู้สึก" เช่นไร รู้สึกไม่สบายใจ อึดอัด ขุ่นเคือง โกรธ ดีใจ เศร้า ซึ้งใจ การปลดปล่อยอารมณ์ และสำรวจอารมณ์ และเกิดสติเมื่อมีอารมณเป็นหนทางที่ทำให้เกิด emotional quotient หรือ emotional maturity การเติบใหญ่ทางอารมณ์ได้

ตั้มเล่าถึงความทรงจำที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศร้าเสียใจ แม้ว่า ณ ขณะนั้น จะไม่เป็นความรู้สึกที่ดี แต่พอผ่านมาได้ มองย้อนกลับไป เรียกความทรงจำแห่งความรู้สึก เขาก็รู้สึกดีกับประสบการณ์นั้นๆ ไม่ใช่แบบอยากจะมีอารมณ์แบบนั้นอีก แต่เป็นความปิติ ภูมิใจ ที่ตนเองได้ "ผ่าน" และได้ "เรียนรู้" เหมือนกับเป็นการคิดถึง "ผลสอบ" ที่เราทำได้ดีในอดีตนั่นเอง 

อาจารย์สุมน ถามตั้มว่า เท่าที่ผ่านมา ตั้มคิดว่า "ตนเองได้ถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีิวิตแล้วหรือไม่​" จาก sense ที่รู้สึกว่า "fullfill spiritually" อย่างที่ผ่านมา ตั้มบอกว่า "ถ้าพิจารณาว่า การได้มาอยู่บนการเดินทางนี้เป็นเป้าหมายได้ เขาก็คงจะบรรลุเป้าหมายแล้ว"

เป้าหมายของตั้ม ไม่ได้เป็นจุดกากบาทบนแผนที่ ที่ทุกๆแผนที่ดูเหมือนจะต้องมีอยู่เสมอ เป็นกากบาทแห่งที่หมาย แต่กลายเป็นว่าเป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นกากบาท เป้าหมายกลับเป็นว่าเรา "มีแผนที่ที่ดี" ก็เพียงพอแล้ว หลังจากนั้น เราก็จะต้องเดินทาง เดินทางแล้ว เดินทางอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่บนเส้นทางที่แตกต่างหลากหลาย กับคนที่แตกต่างหลากหลาย ในบริบทที่แตกต่างหลากหลาย ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ สังเกต สังเกต สังเกต สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยจิตอันเปิดกว้างเรียนรู้ ด้วยอารมณ์ที่รู้เท่าทัน ด้วยสติสัมปขัญญะสัมบูรณ์ 

ครูที่จะเอื้อให้เกิดจิตวิญญาณในการเรียน จำเป็นต้องเข้าใจ และเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ในเนื้องานของตัวเองหรือไม่? มากน้อยแค่ไหน? 

การที่นักเรียนจะมีแผนที่ที่ดี แผนที่ที่พกพาอุปกรณ์การเรียนรู้ครบครัน ได้แก่ สติ awareness อารมณ์ที่เติบใหญ่ ความรู้สึกอันปลอดภัย นั้นเป็นหน้าที่ของครูด้วยหรือไม่? และถ้าใช่ เราจะเอื้ออำนวยให้เกิดแผนที่ที่ว่านี้อย่างไร ที่นักเรียนของเราจะได้เดินไปอย่างเป็นคนที่ "เต็ม" แท้จริง?