ข้าวที่ปลูกในพื้นที่นามีปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำมาปลูกในนาไม่ทนต่อโรคและไม่ทนต่อสภาพแห้งแล้ง

ครั้งหนึ่งแห่งความทรงจำที่เมืองน่าน  การสร้างนักวิจัยชุมชนที่เป็นเกษตรกร

    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ผมเคยได้พูดคุยกับชาวนาคนหนึ่ง ในทีมนักวิจัยชุมชนของเมืองน่าน  คือคุณหวัน   เรืองตื้อ    เกษตรกรนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว   ในขณะที่เขากำลังเตรียมการนำเสนอผลการวิจัยของเขาเอง คือการปรับปรุงพันธุ์ข้าว   ซึ่งเจ้าภาพในการจัดเวทีคือมูลนิธิฮักเมืองน่าน  ได้จัดที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน  ช่วงปลายปี 2548  โดยเขาได้เล่าว่าเมื่อก่อนตนเองประกอบอาชีพทำข้าวไร่มาตลอด  จนกระทั่งแต่งงานกับภรรยามีครอบครัว  จึงได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าวในพื้นที่นา   ในขณะที่ทำนาพบว่าข้าวที่ปลูกในพื้นที่นามีปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำมาปลูกในนาไม่ทนต่อโรค และไม่ทนต่อสภาพแห้งแล้ง  จึงได้คิดหาวิธีที่จะทำให้ข้าวในนาไม่ล้มง่าย  ทนต่อโรค  ผลผลิตสูง  กินอร่อย และขายได้ราคาดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"><div style="text-align: center"></div></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>     <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากประสบการณ์ของคุณหวัน เรืองตื้อ    เคยไปศึกษาดูงาน ณ.ประเทศฟิลิปปินล์  พบว่าการผสมพันธุ์ข้าวเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้ได้พันธุ์ข้าวที่ต้องการ   แท้จริงแล้วชาวนาสามารถผสมพันธุ์ข้าวได้เอง    เมื่อก่อนข้าวพื้นเมืองที่นิยมปลูกมากที่สุดคือ  ข้าวหอมทุ่ง ที่มีความหอม  ลำต้นแข็งแรง  เมล็ดปานกลาง  เมื่อนึ่งข้าวอ่อนนุ่มเกินไป  ปริมาณเมล็ดลีบมาก   ต่อมารัฐ ได้มีการส่งเสริมพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ได้แก่พันธุ์ กข..6   กข.8  กข.10   เป็นต้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>     <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                    ในชุมชนเริ่มปลูกกันมากขึ้นเพราะ ข้าวพันธุ์ดังกล่าวเป็นข้าวที่ให้ผลผลิตสูง กินอร่อย  ขายได้ราคาดี  เมื่อนำมาปลูกในนาตนเอง แล้วพบว่า ข้าวพันธุ์กข.6 กข.8  ล้มง่าย   ส่วนกข.10 เป็นโรคไหม้และเน่าคอรวง ทั้ง3 พันธุ์ไม่ค่อยต้านทานต่อโรคและแมลง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>     <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                       ต่อมาในปี2541-2542 ได้เริ่มทำการทดลองการปรับปรุงพันธุ์ข้าว โดยใช้พันธุ์ หอมทุ่ง Xกข.6 หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ได้ จำนวน 57 เมล็ด เมื่อนำไปเพาะเมล็ดมีเมล็ดงอก เป็นต้นกล้า 38 ต้น แต่เมื่อย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลง เหลือ 25 ต้น เมื่อเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตข้าว จำนวน 2.5 กิโลกรัม จากนั้นนำไปปลูกในแปลงรวม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"><div style="text-align: center"></div></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                     ในปี2543 สังเกตการจริญเติบโต และคัดเลือกออกมา 7 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะที่1 ต้นสูง เมล็ดใหญ่  ลักษณะที่2 ต้นสูง เมล็ดเล็ก   ลักษณะที่3 ต้นต่ำ เมล็ดเล็ก   ลักษณะที่4 ต้นสูงปานกลาง (130-150 ซม) และปานกลาง  ลักษณะที่5 เปลือกและเมล็ดสีเหลือง   ลักษณะที่6 เปลือกและเมล็ดมีจุดสีดำเหลือง    ลักษณะที่7 มีสีก่ำ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>     <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                    ในปี2544   สังเกตการเจริญเติบโต และคัดเลือกได้ 5 ลักษณะจาก7 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะที่1 ต้นสูง เมล็ดใหญ่ ลักษณะที่2 ต้นสูง เมล็ดเล็ก ลักษณะที่3 ต้นต่ำ เมล็ดเล็ก ลักษณะที่4 เมล็ดปานกลาง  และลักษณะที่7 สีก่ำ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>     <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                      ในปี2545 สังเกตการณ์เจริญเติบโต และคัดเลือก ได้ 4 ลักษณะ จาก5 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะที่1 ต้นสูง  เมล็ดใหญ่ ลักษณะที่2 ต้นสูง  เมล็ดเล็ก  ลักษณะที่3 ต้นและเมล็ดปานกลาง  ลักษณะที่7 สีก่ำ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>      <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                       ในปี 2546-2547 ทั้ง 4 ลักษณะคัดเลือกปลูก 2 ลักษณะ เพื่อทำเป็นพันธุ์หลัก ได้แก่ ลักษณะที่1 ต้นสูง เมล็ดใหญ่  ลักษณะที่4 ต้นและเมล็ดปานกลาง   อีก 2 ลักษณะ ปลูกเพื่อสืบพันธุ์ต่อ  คือลักษณะ 2 ต้นสูง เมล็ดเล็ก และลักษณะที่7 สีก่ำ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                          ในปี2548  ปลูกลักษณะที่1 และลักษณะที่2  ในแปลงใหญ่  เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์หลักและพันธุ์ขยาย ให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจ  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ลักษณะที่1  ต้นสูง  เมล็ดใหญ่ ความสูงเฉลี่ย 153-160 ซม.  จำนวนหน่อเฉลี่ย 7 หน่อต่อกอ        ความยาวรวงเฉลี่ย 153-160 ซม.  จำนวนเมล็ดต่อรวง เฉลี่ย 250 เมล็ด   ผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ย 660 กก.</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"><div style="text-align: center"></div></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ลักษณะที่2  ต้นและเมล็ดปานกลาง  ความสูงเฉลี่ย 130-150 ซม. จำนวน หน่อเฉลี่ย 9 หน่อต่อกอ ความยาวรวง เฉลี่ย 25 ซม. จำนวนเมล็ด ต่อรวง เฉลี่ย 280 เมล็ด มีผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ย 650 กก.ต่อไร่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"><div style="text-align: center"></div></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>      <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                        จากการที่ผมได้นำเสนอ ผลการศึกษาของนักวิจัยชุมชนที่เป็นเกษตรกร ไปแล้วข้างต้น    การทำงานส่งเสริมการเกษตร ณปัจจุบัน   หากได้รับ Coaching ในลักษณะนี้ จะสามารถพัฒนาการเกษตร ได้อย่างยั่งยืน   ในขณะเดียวกันนี้ นักส่งเสริมการเกษตรที่ปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตร กับฐานกลุ่มอาชีพทางการเกษตรอยู่ในชุมชนต่างๆ และในส่วนที่จัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับเกษตรกรในลักษณะกลุ่ม  ควรจะทำการค้นหาเกษตรกร  ที่มีความสนใจในด้านการศึกษา ทดลอง ที่มีความใฝ่รู้และพัฒนาตนเอง เพื่อทำการศึกษา  หรือยกระดับองค์ความรู้ ในเชิงลึกเฉพาะเรื่อง    ควบคู่กับการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตร ณ.ปัจจุบันก็จะต้องทำการศึกษา และทดลอง หาความรู้ในเชิงลึกเฉพาะเรื่องและได้มีการบันทึกผลของการศึกษาไว้เป็นองค์ความรู้ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>