ได้แลกเปลี่ยนกับนักวิจัยชุมชนที่เป็นชาวบ้านและทีมงานทางประชาสังคม

ครั้งหนึ่งแห่งความทรงจำในโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน  

 

 

               สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมจะขอเล่าประสบการณ์ ในช่วงที่เรากำลังเรียนรู้กับการนำการจัดการความรู้มาสู่องค์กร ใหม่ๆ เมื่อช่วงปี 2548     ทำให้เราต้องตัดสินใจไปศึกษาการสร้างนักวิจัยชุมชน ที่เมืองน่าน  ทีมงานเราไปเรียนรู้กับทีมเมืองน่าน  โดยเราเข้าไปสังเกตแบบมีส่วนร่วมระยะหนึ่งช่วงเวลาอันสั้น    ในขณะที่เราได้แลกเปลี่ยนกับพี่ๆเพื่อนๆของทีมน่าน ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนกับนักวิจัยชุมชนที่เป็นชาวบ้าน และทีมงานทางประชาสังคมคือมูลนิธิฮักเมืองน่าน  (ศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ จ.น่าน )  ถึงกับทึ่งในศักยภาพ   ที่ทีมเมืองน่านเขาได้ดำเนินการมานานพอสมควร และยังทำกันต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง

                       ผมและอ.สิงป่าสัก ก็มาคุยกัน ปรึกษาหารือ เมื่อเรากลับไปที่กำแพงเพชร เราจะต้องสร้างทีมงาน พัฒนาทีมงาน โดยจะนำการจัดการความรู้สวมลงในงานที่เราทำอยู่ โดยจะไม่แยกเป็นส่วนๆ และสำคัญที่สุดเราตั้งเป้าหมายในการพัฒนาสมรรถนะ(Competency)ของนักส่งเสริมการเกษตรจะต้องจัดการความรู้ของตนเองเป็นนั่นเองครับ

                      ก่อนที่เผมจะนำเสนอเป็นกรณีศึกษาของกำแพงเพชรที่เราได้ทำอยู่   ลองมาดูแนวคิดที่ทีมเมืองน่านได้สร้างนักวิจัยชุมชน และตั้งโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง อำเภอท่าวังผา  จังหวัดน่าน โดยมีการยกระดับองค์ความรู้ของเกษตรกร ในการวิจัยพันธุ์ข้าวที่มีอยู่ในชุมชน จากการเล่าของผู้แทนโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง ในเวทีนำเสนอผลการวิจัยของชุมชน  ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และที่สำคัญแม่งานที่ดำเนินการในครั้งนี้ เป็นทีมงานของมูลนิธิฮักเมืองน่าน และคุณพะยอม ซึ่งเป็นผู้ประสานงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน 

 

 

 

 

                            ผู้แทนโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง ได้เล่าว่า   ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ของชุมชนได้สูญหายไปหลายพันธุ์ เหลืองเพียงไม่กี่พันธุ์ เช่น   ข้าวดอหม่า   ดอสะเทิ้น   ดออีสาน   เป็นต้น ส่วนใหญ่มีเมล็ดใหญ่ และกินไม่อร่อย   สำหรับพันธุ์ปรับปรุงที่ส่งเสริมจากรัฐ เช่นพันธุ์กข.10   เมื่อชาวนาได้ปลูกติดต่อกันเป็นเวลานาน  ไม่ทนต่อโรค และลักษณะลำต้นเตี้ย จึงให้ฟางน้อย ไม่พอต่อการปลูกพืชหลังนา และเก็บเกี่ยวยาก   แต่ความต้องการของชาวบ้านอยากได้ข้าวที่ทนทานต่อโรค เมล็ดเรียวยาว   ผลผลิตสูง  ให้ฟางข้าวเพียงพอต่อพืชที่ปลูกหลังฤดูการทำนา   

 

 

ความก้าวหน้าของการดำเนินงาน

    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                    โรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง ได้เริ่มดำเนินการมาเมื่อปี พศ. 2543 ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การผสมพันธุ์ข้าวในโรงเรียนชาวนา  ต่อมาปี พศ.2544 ได้ดำเนินการผสมพันธุ์ข้าว จำนวน 6 คู่ ได้แก่ คู่ที่1. ดออีสานXดอหม่า คู่ที่2.สันป่าตองXกข.10 คู่ที่3. ดออีสานX กข.10 คู่ที่4. ดออีสานX ดอเชียงราย คู่ที่5. สันป่าตองXดออีสาน คู่ที่6 .ดอหม่าX กข.10  ต่อมาในปีพศ2545 ได้คัดเลือกและปลูกเมล็ดพันธุ์รุ่นที่1   ต่อมาในปี พศ.2546 ได้คัดเลือกและปลูกเมล็ดพันธุ์รุ่นที่2   คัดเลือกได้ 22 ลักษณะ คัดเลือกอย่างมีส่วนร่วม 10 ตัวอย่างร่วมกับศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี  ในปี 2547ได้คัดเลือกและปลูกเมล็ดพันธุ์รุ่นที่3 ทั้ง 22 ลักษณะ คัดออก 7 ลักษณะ คัดเลือกแบบมีส่วนร่วม จำนวน 10 ตัวอย่าง ร่วมกับ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี   ในปี 2548 คัดเลือกและปลูกแมล็ดพันธุ์รุ่นที่4 ทั้ง 15 ลักษณะ และยังดำเนินการวิจัย ต่อไป จนจะได้พันธุ์ข้าวที่ต้องการของเกษตรกร ในโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"><div style="text-align: center"></div></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                 จากที่ผู้แทนโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้องได้เล่าถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการวิจัยและผสมพันธุ์ข้าว แล้วสิ่งที่ได้เพิ่มคือ มีนักเรียนจากโรงเรียนศรัทธาศิลาเพชรฯ ได้ร่วมเรียนรู้ในโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง มาตั้งแต่ ปี 2547 ถึงปัจจุบัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>     <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal">จึงนับได้ว่า เป็นความก้าวหน้า ของการดำเนินงานด้านการพัฒนาการเกษตร โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง และใช้หลักการแบบมีส่วนร่วม คือ ตั้งแต่ร่วมคิด    ร่วมทำ   ร่วมวิเคราะห์   ร่วมประเมิน  ร่วมรับผลประโยชน์  ต่างฝ่ายต่างคิดแบบ Win Win  นั่นเองครับ เราพบแล้วที่จังหวัดน่านครับ เขาพัฒนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 4.5pt" class="MsoNormal"></p><p>                  หากนักส่งเสริมการเกษตร ที่ได้ดำเนินการโดยเทคนิคโรงเรียนเกษตรกร บางท่านอาจจะบอกว่า ตามหลักสูตรโรงเรียนเกษตรกร ลองมองย้อนอดีตที่ผ่านมา   เพื่อยกระดับองค์ความรู้ของเกษตรกร  โดยนำหลักการวิจัยชุมชนไปใช้ ต่อจากการจัดกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรเสร็จสิ้นแล้ว    คงไม่มีการปิดโรงเรียนนะครับ    เราจะพัฒนาต่อยอดกันอย่างไรนี่ซิ เป็นโจทก์ที่นักส่งเสริมการเกษตรจะต้องคิด   และพัฒนาต่อยอดครับ  คงมิใช่ปิดโรงเรียนแล้วปิดเลยนะครับ กว่าเราจะสร้างกลุ่มใหม่อีก ก็คงจะต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะมีหลายปัจจัยที่เอื้อ  ถึงเวลาแล้วครับที่นักส่งเสริมการเกษตร ต้องสืบค้นหาเกษตรกรผู้นำ เพื่อพัฒนาไปสู่ การวิจัยชุมชน ที่สนใจศึกษา ทดสอบ ทดลอง เพื่อให้มีความรู้เฉพาะด้านในเชิงลึก ในขณะเดียวกัน นักส่งเสริมการเกษตรก็จะต้องฝึกการเก็บข้อมูล การบันทึกข้อมูล สุดท้ายก็ต้องมีความรู้เฉพาะด้านในเชิงลึก เพื่อนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป  </p><p></p><p></p><p></p><p></p><p></p>