สวัสดีครับ

บล็อกที่แล้วผมได้เกริ่นถึงหนังสือเรื่อง The omnivore's dilemma แต่ในบล็อกนั้นผมได้ตั้งขอสังเกตไว้ว่าการค้าเสรีอาจจะไม่เหมาะกับการเกษตร วันนี้มาคุยกันถึงหนังสือเล่มนี้กันจริงๆจังๆดีกว่านะครับ

หนังสือเล่มนี้นั้นได้รับรางวัลหลายอันมากไม่ว่าจะเป็น หนึ่งในสิบหนังสือที่ดีที่สุดของปีจาก The New York Times รางวัลเหรียญทองในหนังสือประเภทที่ไม่ใช่นวนิยาย (non-fiction) จาก California และอีกมากมายหลายรางวัล แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ต้องมีดีไม่น้อยใช่ไหมครับ

หนังสือเล่มนี้นั้นว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการกินครับ โดยเริ่มจากข้อสงสัยของผู้เขียน ซึ่งก็คือ Michael Pollan  ว่าทำไมคนอเมริกันนั้นถึงเปลี่ยนนิสัยการกินของตัวเองตามกูรูที่ด้านโภชนาการ เช่นแต่ก่อนก็บอกว่า ไขมัน นั้นไม่ดีทำให้อ้วน ต่อมา ก็มี Atkin's diet ซึ่งก็บอกว่า คาร์โบไฮเดรตนั้นไม่ดีทำให้อ้วน แล้วก็เกิดอาหารประเภท low carb low fat diet เกิดตำรามากมาย แต่แล้วทำไม๊ทำไมสัดส่วนคนอ้วนหรือคนที่เป็นเบาหวานในอเมริกานั้นมันก็มากมายกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งๆที่คนฝรั่งเศสก็กินชีสกันเป็นว่าเล่น แต่ทำไมคนฝรั่งเศสกับหุ่นดีกว่าคนอเมริกัน แล้วอะไรทำให้คนอเมริกันมีนิสัยการบริโภคแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

Pollan นั้นหาคำตอบโดยการเอาตัวเองไปผูกกับการได้มาของอาหาร และมื้ออาหารสามมื้อครับ ซึ่งแต่ละมื้อนั้นมีวิธีการได้มาของวัตถุดับในการทำอาหารที่แตกต่างกันไป

FAST FOOD

มื้อแรกนั้นคือ Fast food ครับ โดยที่มื้อแรกนี้ถือเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมอาหาร ที่เน้นแต่การผลิตๆๆๆๆ โดยที่ไม่สนใจถึงคุณภาพของผลข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ GMO เรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศน์วิทยาและสิ่งแวดล้อม เรื่องของคุณภาพชีวิตของคน และสัตว์ที่ถูกเลี้ยง เช่นหมู วัว และไก่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่แหละครับ ที่ถือเป็น hidden cost ที่รัฐบาลอเมริกานั้นได้ให้ความช่วยเหลือ (subsidize) แก่เกษตรกรตัวเอง แต่กลับตั้งกำแพงกีดกันด้านคุณภาพของสินค้าการเกษตรที่มาจากประเทศอื่นๆ

ORGANIC FOOD 

มื้อที่สองที่ Pollan พูดถึงนั้น เป็นมื้อที่ทำมาจากสินค้า Organic เท่านั้น ซึ่งตอนนี้สินค้าการเกษตรแบบ organic นั้นกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในหมู่คนอเมริกัน อาจจะเป็นเพราะว่าความตื่นกลัวของสินค้าการเกษตรที่ปนเปื้อนการ GMO หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะว่า ราคาที่สูงขึ้น ทำให้มุมมองของผู้บริโภคนั้นเชื่อว่าสินค้านั้นมีคุณภาพดีขึ้น

แต่จริงๆแล้วอาหาร organic ที่ขายตาม supermarket ในอเมริกานั้น ก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไรมากมายไปกว่าอาหารที่ไม่ได้รับการตีตราว่าเป็น organic food เหตุผลก็เพราะว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารนี่แหละครับ เช่นพวก Cargill  ได้เข้ามามีส่วนในการกำหนดมาตรฐานการเป็น organic food (อันนี้ตามหนังสือเขาเล่ามานะครับ) เพื่อที่จะทำให้ตัวเองนั้น สามารถเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาด ทำให้อาหาร organic ที่ขายกันตาม supermarket นั้น เป็นเหมือนลูกครึ่ง ที่ครึ่งๆกลางๆ Pollan ยกตัวอย่างไก่ครับว่า ถ้าไก่ที่ไม่ได้รับการรับรองว่าเป็น organic food นั้น ก็จะอยู่แต่ในเล้า ไม่ได้รับแสงเดือนแสงตะวัน แต่ถ้าเป็นไก่ organic นั้น ตรงเล้าจะกว้างกว่าหน่อยเพราะต้องการเปิดโอกาสให้ไก่นั้น ไปรับแสงเดือนแสงตะวันได้ ตามมาตรฐานนะครับ แต่ว่า พวกบริษัทพวกนี้นั้นฉลาดกว่านั้นครับ เพราะได้ฝึกไก่โดยให้ไก่นั้นรอรับอาหารจากรางครับ พอไก่รอรับอาหารจากราง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปเดินดูตะวันตรงระเบียงข้างๆเล้าใช่ไหมครับ และก็เพราะเหตุผลนี้แหละครับที่ทำให้ อาหารพวก organic ใน super market นั้นไม่ต่างอะไรมากกับอาหารพวกที่ไม่ใช่ organic food

แต่ Pollan เองไม่ได้หยุดที่พวก organic food ที่มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ครับ เพราะตัว Pollan เองนั้นได้เสนอตัวไปทำงานในฟาร์มเกษตรเล็กๆ ที่เรียกตัวเองว่า grass farmer หรือเกษตรกรปลูกหญ้า โดยที่ grass farmer นั้น จะทำฟาร์มโดยเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพืช (ทั้งที่ปลูกและวัชพืชด้วยครับ) และสัตว์ เช่นทุ่งหญ้านั้น ตอนแรกให้วัวมากินครับ พอวัวนั้นถ่ายออกมา ก็เป็นปุ๋ยใช่ไหมครับ แล้วสักพักก็จะให้ไก่มากิน เพราะมูลไก่นั้นมีไนโตรเจนสูง เป็นปุ๋ยชั้นดีให้แก่พืช ที่จะปลูกต่อไป ดังนั้นการทำฟาร์มแบบนี้จะมีหลายแปลงครับ แต่ละแปลงก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป  วัวและไก่นั้นก็วนกินอาหารแต่ละแปลงไปเรื่อยๆ ก่อนที่ตัวเองนั้นจะถูกนำเข้าโรงฆ่าสัตว์ต่อไป ซึ่ง Pollan นั้นบอกว่านี่แหละครับอาหาร organic ที่แท้จริง ที่สัตว์นั้นอยู่แบบธรรมชาติไม่ได้อยู่แต่โรงเลี้ยงสัตว์และกินแต่อาหารสังเคราะห์ที่อาจจะไม่เหมาะกับกะเพาะของสัตว์เอง เนื่องจากว่าในอาหารสัตว์นั้นมีการผสมยาปฏิชีวนะลงไปเพื่อไม่ให้สัตว์นั้นป่วย ส่วนพืชนั้น ก็ไม่มียาฆ่าแมลงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะโรคระบาดของแมลงนั้น (ตามความเชื่อของ grass farmer นะครับ) หมายความว่าระบบนิเวศน์ในฟาร์มไม่สมดุล แต่การเป็นเกษตรกรหญ้านั้นไม่ได้เป็นง่ายๆนะครับ เพราะ Pollan บอกว่า เกษตรกรหญ้านั้น เป็นพวกไอทีสุดๆ เพราะต้องรู้ว่าแปลงไหนอยู่ในสภาพอะไร จะนำวัวไปกินหญ้าที่ไหนต่อแล้วจะให้ไก่ไปกินตามเมื่อไร ก่อนที่จะปลูกพืชอะไร

FORAGED FOOD 

อาหารมื้อสุดท้ายที่ Pollan พูดถึงก็คือ อาหารที่เรียกได้ว่าดั้งเดิมสุดๆ คือไปล่าสัตว์ และเก็บผักผลไม้ตามป่าเพื่อมาทำอาหาร และนี่แหละครับคือที่มาของชื่อหนังสือ The onmivore's dilemma เพราะว่าสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์นั้นสามารถเลือกได้ว่าจะกินอะไร ก็ในเมื่อกินได้หมดนี่ครับ แต่บางทีบางอย่างมันก็กินเข้าไปแล้วตายได้ มันก็เกิดปัญหาขึ้นมาถูกไหมครับ ดังนั้นสัตว์ที่กินได้หมดทั้งพืชและสัตว์จึงจำเป็นจะต้องมีการรับรู้และจดจำอาหารให้ได้เป็นอย่างดีครับ จะได้รู้ว่ากินอะไรได้ อะไรไม่ได้ และวิธีการจดจำและรับรู้ว่าอาหารประเภทไหนนั้นกินได้หรือกินไม่ได้ ก็มีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้คนอื่นเสี่ยงตายก่อน หรือการลองชิมอาหารน้อยๆแล้วลองดูว่ามันกินได้ไหม หรือแบบปากต่อปากที่มันพร้อมกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมในการกินอาหารของแต่ละชาติ  

แต่แล้วทำไมคนอเมริกันถึงเปลี่ยนวิถีการบริโภคได้ง่ายๆ เหตุผลหลักๆก็คือเพราะอเมริกันชนนั้นไม่มีอาหารประจำชาติครับ ดังนั้นเมื่อไม่มีอาหารประจำชาติ พวกบริษัทใหญ่ๆในวงการอุตสาหกรรมอาหารก็สร้างนิสัยการกินให้กับคนอเมริกัน เพราะว่าอุตสาหกรรมอาหารนั้นเป็นแบบ supply driven ทำไมถึงเป็น supply driven ก็เพราะว่าคนนั้นกะเพาะจำกัดครับ แล้วปริมาณก็มีอยู่แค่นี้แหละ ดังนั้นถ้าจะทำให้คนกินเพิ่ม บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการก็เลยต้องสร้างนิสัยในการกินให้กับคนอเมริกาซะใหม่ นั้นก็คือแบบพวก ไวไวควิก หรือ FAST FOOD NATION ที่ทำให้อาหารนั้น กินได้เร็ว กินได้ง่าย กินได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมเหมือนกับอาหารตามชาติต่างๆ และก็เพราะว่าไม่มีอาหารประจำชาติอีกนั่นแหละครับ ที่ทำให้คนอเมริกันนั้นเปลี่ยนวิถีการบริโภคกันอย่างง่ายดาย เหมือนแกะขนมถุงใหม่กิน

ผมคาดหวังกับหนังสือเล่มนี้ไว้สูงครับ ดังนั้นจึงทำให้ผมไม่ได้ชื่นชมกับหนังสือมากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าผมนั้นคาดหวังที่จะเข้าใจถึงจิตวิทยาในการกินของคนมากกว่าที่จะมานั่งตามข้อถกเถียงทางด้านปรัชญาของคนเขียน แต่หนังสือเล่มนี้ก็ได้เปิดโลกกว้างให้กับผมในแง่ของอุตสาหกรรมอาหารที่มีอะไรลึกลับซ่อนเร้นแอบแฝงแต่กลับมีผลกระทบอย่างมหาศาลกับเรา อาจจะเป็นเพราะว่าอาหารเป็นอะไรที่เราเห็นอยู่ติดอยู่ทุกวันหรือเปล่าจึงทำให้เรามักมองข้ามมันไปครับ แต่สำหรับผม ผมขอแค่มีอาหารอร่อยๆกิน ก็พอแล้วหล่ะครับ อย่างอื่นผมขอหลับตาข้างเดียวไปก่อนล่ะกัน :D