ตำนานผีม้างบ้องล้านนามีหลายกระแส บ้างก็ว่า เป็นผีก้ะที่แก่มากๆจนกลายเป็นผีม้าบ้อง บางตำนานก็ว่าเป็นผีที่ชอบแทะกินหัวควายแห้ง ก็แล้วแต่บางท้องถิ่นจะสืบสานเล่าขานกันไป แต่ที่แน่ๆคือมีคำว่าผีม้าบ้องเป็นคำเรียกชื่อผีเหมือนๆกัน
สำหรับตำนานนี้อาจแปลกกว่าที่อื่นอยู่บ้างเริ่มตั้งแต่ มีครอบครัวตุ๊กต้ะครอบครัวหนึ่งอยู่กันสวามพ่อแม่ลูก เฝ้าคอกม้าของพระราชา ต่อมาเมื่อพ่อแม่เสียชีวิต เหลือแต่ลูกชายที่ขยันขันแข็งตระหนี่แม้แต่หัวควายที่ตายแล้วเขาเอามท้องเขาก็ไปแทะเอาเนื้อมากิน ด้วยความที่มัวแต่หากินตลอดชีวิตกลายเป็นบ่าวเฒ่าหรือชายโสดจนสิ้นชีวิต
เมื่อตายไปวิญญาณของเขานึกได้ว่าเมื่อเป็นคนไม่ได้แต่งงานไม่รู้รสชาติของการมีครอบครัวแม้กระทั่งตายก็ไม่มีใครมาดูแลศพ ด้วยความคิดดังกล่าวเกิดความอิจฉาริษยาเด็กหนุ่มที่เรียกกันว่า " บ่าวแถ่ว"หรือเด็กชายเริ่มขึ้นหนุ่มเสียงห้าวนั่นเอง เมื่อกลายเป็นผีก็แอบไปเที่ยวตอนกลางคืนกับชายหนุ่มตามหมู่บ้าน แต่ถ้าคืนวันไหนแสงเดือนมัวหม่นสลัวๆ และผีม้าบ้องเกิดอารมณ์คึกเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์บ้องมันแข็ง มันก็จะวิ่งอืนกะหลึ้กๆ...ไปมาตามถนนหนทางในหมู่บ้านหากพบเห็นบ่าวแถ่วเมื่อใดผีม้าบ้องก็เกิดความอิจฉาจะใช้เท้าดีดหว่างขาบ่าวแถ่วจนหน้าเขียวเกิดอันตราย
ด้วยฤทธิ์เดชผีม้าบ้องดังกล่าวผู้ใหญ่จึงสั่งสอนเด็กชายแรกรุ่นขึ้นหนุ่มหรือเรียกกันว่า "บ่าวแถ่ว" ห้ามออกนอกบ้านยามกลางคืน หากจะเที่ยวต้องไปกับหนุ่มใหญ่ที่มีประสบการณ์แอ่วสาวมาแล้วหากพบผีม้าบ้องก็จะได้ช่วยกันขับไล่
เรื่องผีม้าบ้องจึงเป็นตำนานของชาวล้านนาป้องกันเด็กชายแรกรุ่นหรือบ่าวแถ่วหนีออกนอกบ้านไปเที่ยววามกลางคืนได้ดีแท้
ต้อมเคยได้ยินแต่ผีแม่บ้อง ที่เขาว่าเป็นม้าวิ่งกุบกับตามซอย น่ะเจ้า สงสัยมันเพี้ยนมาจากผีม้าบ้อง
ป้อก่อเคยเล่ามาบ้างเหมือนกันเกี่ยวกับผีประเภทนี้ ^_^
ยินดีกับหลานๆ..หมูเฮาที่สนใจเรื่องล้านนา ที่จริงแล้วในผะหญาคนล้านนา มีความรู้แฝงในตำนาน เรื่องเล่าชาวบ้าน เจี้ย ต่างๆ เพียงแต่เราต้องสกัดองค์ความรู้ออกมาใช้ก็จะนำความรู้นั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ดี
อย่างเช่นเรื่องผีม้าบ้อง มันเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ป้องกันบ่าวแถ่วหนีไปเที่ยวตอนกลางคืนนั่นเอง..เน้อ
คำว่าผีม้าบ้องหรือผีม้าแม่บ้อง ลุงคิดว่าคงเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ละแห่งถิ่นที่อาจเรียกเพี้ยนกันไปบ้าง
ขออำลาก่อนเน้อ
ลุงหนานพรหมมา
ผมติดตามงานเขียนของอาจารย์ ด้วยความรู้สึกชื่นฃม ผมจัดรายการวิทยุที่แม่ฮ่องสอน ได้นำผหญาล้านนาออกนำเสนอบ่อยๆ โดยเฉพาะกำบะเก่า เป็นบทนำในรายการเลยทีเดียว ผมได้ศึกษาวิถีชีวิตของชาวล้านนา ควบคู่กับวิถีไต (ไทยใหญ่)ที่เป็นเชื้อชาติของผมเอง พบว่าบางเรื่องผู้คนจะมีความเชื่อที่คล้ายกัน แต่บางเรื่องแตกต่างกัน บ่อเกิดแห่งความเชื่อในทุกเรื่องมักจะมีตำนานอ้างอิง เช่นตัวอย่างที่อาจารย์ได้นำเสนอในซีกของล้านนา เป็นประโยชน์มากครับเป็นองค์ความรู้ที่ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์
ขอขอบคุณมากครับ และขออนุญาตนำเสนอบทความของอาจารย์ในการจัดรายการวิทยุด้วย โดยไม่ลืมอ้างอิงชื่อของอาจารย์เสมอ ขอบคุณอีกครั้งครับ
อาจารย์เก
ยอมือสาวันตานบน้อม ต่างดวงดอกส้อมมะลิใสสี ค่อยอูกั๋นเต๊อะ ม่วนแต๊ดีหลี ปั๋ญญาจั้กมี แผ่ไปกว่ากว้าง.....
ขอบคุณอาจารย์เก..เป็นอย่างมากครับ ผมค้นคว้าเรื่องวิถีชาวไตเหมือนกัน ผมมีพ่อครูเป็นพระชื่อพระกุณะ (ปัจจุบันมรณะภาพแล้วเมื่อปี 2547)ผมได้เรียนเกี่ยวกับสมุนไพร ท่านได้เผาก้อนหินจนร้อนแล้วเอาสมุนไพรนาบเพื่อให้หินระบายธาตุดินผสมยาสมุนไพรแล้วนำมาต้มน้ำดื่มเพื่อให้ร่างกายได้รับทั้งสมุนไพรและธาตุดินแก้ปัญหาโรคข้ออ่อน ปวดเมื่อยเพราะร่างกายขาดธาตุดิน แต่ผมเรียนแล้วผมแระยุกต์เอาหินที่สำคัญ เช่น หยก หินน้ำคง หินแม่น้ำหลีเจียงจากจีน ฯ.รวม 9ชนิดมาเผาแล้วเอาสมุนไพรปิ้งนำมาเป็นชาต้มดื่มแก้ร่างกายขาดธาตุดิน เพิ่มพลังสมุนไพรแก้โรคและได้ชื่อว่า "ชาปิ้งหินไฟ" ไว้ให้ผู้คนไปอบสมุนไพรได้ดื่ม หากท่านมีเวลาเชิญได้ทุกเวลาที่สวนชาปิ้งหินไฟ หน้าศูนย์ราชการเชียงใหม่เหนนือสะพานข้ามแม่น้ำปิงราว 300เมตร
ส่วนเรื่องที่ผมเล่าก็เอาไปเล่าต่อเถอะครับเพราะว่าต้องการให้เกิดการเรียนรู้อย่างหลากหลายในภูมิปัญญาล้านนา เพียงแต่ถอดองค์ความรู้ออกมาให้ลูกหลานฟังอย่างง่ายๆ ไม่งั้นเด็กๆมันจะหาว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อหรือไร้สาระไป ที่จริงทุกเรื่องมันมีภูมิปัญญาแฝงอยู่
ปัจจุบันมีสมาชิกเวบเราหลายคนไปพบปะกัน เสวนากันได้ผะหญาปัญญาหลากหลายดีครับ
ผมมีเพื่อรักกันมากอยู่ที่แม่ฮ่องสอนชื่อ สุรศักดิ์ ป้อมทองคำ(เมื่อก่อนเป็น แจงทอง)ได้ข่าวว่าเขาเป็นประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย หากผมมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนอาจแวะมาเที่ยวบ้านอาจารย์นะครับ
ขอไหว้สา...ลาไปก่อนครับ จากลุงหนาน
พรหมมา
ขอบคุรความรู้ดีๆครับ ลูกๆผมชอบฟังนิทาน ก้ได้เรื่องเหล่านี้แหละครับเล่าให้เขาฟัง ชื่นใจนะครับ อย่างน้อย ผมก้เป้นส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาเรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ให้หายไป ลูกผม 5 ขวบ กับ 8 ขวบ แกเอาไปเล่าที่โรงเรียนเป็นตุเป็นตะ ครูใหม่ๆบางคนยังไม่เคยได้ยินเลยครับ
ขอบคุรความรู้ดีๆครับ ลูกๆผมชอบฟังนิทาน ก้ได้เรื่องเหล่านี้แหละครับเล่าให้เขาฟัง ชื่นใจนะครับ อย่างน้อย ผมก้เป้นส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาเรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ให้หายไป ลูกผม 5 ขวบ กับ 8 ขวบ แกเอาไปเล่าที่โรงเรียนเป็นตุเป็นตะ ครูใหม่ๆบางคนยังไม่เคยได้ยินเลยครับ
สวัสดีครับคุณเอก.....
ขอบคุณมากครับที่มาแว่อ่านและนำเรื่องไปเล่าต่อเป็นประโยชน์ต่อลูกหลาน...
เล่าให้เด็กแล้วต้องบอกว่าดีอย่างไร? หรือมีข้อต้องแก้ไขในความกลัวผีอย่างไร? เด็กชอบเรื่องอย่างนี้โตขึ้นมักจะเป็นนักประพันธ์หรือนักเขียนครับ...เอาใจช่วยเขาเมื่อเล่าแล้วหากเขาเขียนได้ควรให้เขาเขียนเล่าเรื่อง..เพราะจะได้ฝึกเขียนอย่างถูกต้อง ขั้นต่อไปก็จะเขียนเรียงความ พัฒนาเป็นเขียนเรื่องสั้นนวนิยายเรื่องยาว และก็เป็นนักเขียนดีๆได้ครับ....
ขอให้หลานเป็นนักเขียนสร้างโลกให้สวยงามต่อไป..
ด้วยความปรารถนาดีจากลุงหนาน.......พรหมมา
เป็นคนเชียงใหม่นะคับ แต่ว่าไม่เคยได้ยินแบบนี้ อ่าแถะหัววัวควายอ่าช่าย แต่เรื่องบ่าวแถ่วเนี่ย บางทีมันอาจจะไม่เหมือนกันนะคับ อาจเป็นเรื่องเล่าของคนแต่ละท้องถิ่น
สวัสดีครับคุณตูน.....
คนเชียงใหม่หากอยู่ตามชนบทก็จะได้ยินเรื่องหรือตำนานของท่านผู้เฒ่าเล่าให้บ่าวแถ่วฟัง.....
นอกจากว่าคนเชียงใหม่ที่เกิดในเมืองและไม่มีผู้ใหญ่ที่เป็นคนเชียงใหม่ล้านนาโดยกำเนิดหรืออพยพมาจากที่อื่นมาอยู่เชียงใหม่ ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รับรู้เรื่องราวของคนพื้นมืองที่แท้จริง.....
บางคนบอกว่าเรานี่แหละคนเชียงใหม่ แต่ไม่เคยสัมผัสวิถีที่แท้จริงตามบ้านนอกคอกนา มันจึงไม่ใช้แจ้ดคนเมือง หรือเนื้อแท้พื้นเมืองเชียงใหม่ พอพูดเรื่องราวพื้นบ้านจึงนึกไม่ออกว่าชีวิตแท้ๆมันอย่างไร? เช่น การไถนาก็ไม่เคยไถ การทำสวนก็ไม่เคยทำ การไปเที่ยวสาวตามชนบทตอนกลางคืนก็ไม่เคยทราบ... ยิ่งคนสมัยนี้แล้วตำนานพื้นบ้านจะไม่ทราบกันมาก ...
หากอยากรู้เรื่องวิถีชีวิตที่แท้จริงต้องออกไปอยู่ตามชนบทหลายๆปี เรียนรู้กับชีวิตจริงก็จะทราบว่าตำนานพื้นบ้านมันมีความหมายหรือองค์ความรู้เป็นอย่างไร....
ขอบคุณที่เข้ามาแว่อ่าน...และสนใจเรื่องของคนล้านนา...
ด้วยความปรารถนาดีจากลุงหนาน....พรหมมา
แถวบ้านผมที่บ้านสันป่าค่า ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ สมัยประมาณ 40 ปีก่อนก่อนมีผีโพงเยอะมาก ต่อมาในปี 2513 เริ่มมีไฟฟ้าใช้ในหมู่บ้าน ผีโพงก็เริ่มหายไป แต่จำไม่ได้ว่าเห็นครั้งสุดท้ายปี พ.ศ. อะไร เป็นคนบ้านติดกัน มีแสงเรืองแสงในตัว ส่วนผีม้าบ้องผมเคยเห็นตอนอายุ 0-3 ขวบ คือประมาณปี 2507 คือ 50 ปีก่อน มันจะวิ่งไป ๆ มา ๆ อยู่หน้าบ้านไปออกทุ่งนา เพราะบ้านผมอยู่ท้ายหมู่บ้าน ติดทุ่งนา ... ตอนนั้นยังเด็กอยู่ ก็เลยไม่กลัว เพราะไม่รู้ว่าเป็นสิ่งผิดปกติ คือเข้าใจตามประสาเด็กว่าที่ไหน ๆ ในโลกก็คงมีอย่างนี้ คงไม่ใช่เรื่องแปลก พึ่งมารู้ตอนโตว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ตอนนี้เล่าให้ใครฟังเขาก็ไม่เชื่อละ
สวัสดีครับ อ.อัศฯ....
ก็ลองเก็บเรื่องนี้เล่าให้เด็กๆฟังเป็นนิทานพื้นบ้านก็ได้ครับ....พวกเขาจะเชื่อหรือไม่ให้เขาไปหาคำตอบเอาเอง....ฝึกเขามีเหตุผล.....
ด้วยความปรารถนาดีจากลุงหนาน....พรหมมา
ขอบคุณครับ ลุงหนานพรหมมา นั่นล่ะครับ ที่สุดก็กลายเป็นตำนาน ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเห็นด้วยตาตนเอง พี่สาวผม 2 คน คนหนึ่งตอนนี้เป็นหมออยู่โรงพยาบาลมีชื่อที่ กทม. พี่สาวอีกคนเป็นผู้พิพากษา ตำแหน่งในขณะนี้สูงพอที่จะไม่พูดจาเหลวไใหล แต่พูดตอนนี้ไม่มีใครเชื่อจริง ๆ ครับ เราต่างเห็นกับตาตัวเองมาแท้ ๆ คนรุ่นเก่า ๆ แถวบ้านผมตอนนี้ที่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ทุกคนยืนยันได้ คุณแม่ผมตอนนี้ก็จะ 80 ละ สมัยนั้นเป็นคนปลุกพวกเราลูก ๆ กลางดึกคืนฝนตกเพื่อให้ลุกมาดูผีโพง เห็นเป็นประจำ ในวัยเด็กจึงเข้าใจว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมดา แต่อย่างที่ลุงหนานพรหมมาว่าครับ เดี๋ยวนี้ ต้องเล่าเป็นนิทานไปละ
ขอข้อมูล ผีม้าบ้อง แปลฉบับ ภาษาอังกฤษได้มั้ยครับ ขอความกรุณาอย่างมากเลยครับ ถ้าภายในพรุ่งนี้ได้ยิ่งดีเลยครับ ขอคุณมากๆมากๆครับ T_T
อาจาร ครับ ผีบ่องม้าผมเคยเหมือนว่าเคยเจอนะครับ ตอนนันผมเด็กๆ อยู่ กำลังไปนั้งเล่นอยู่หน้าบ้านเเล้วตรงที่บ้านผม จะเป็นป่าไม้ เต็มไปหมด อีก อย่าง เป็น ส่วน ด้วยเเล้วผมไป อยู่หน้าบ้านผมได้ยินเสียงเหมือน ม้าวิ่ง อะ เเล้วผมตกใจ เลยไปบอก พ่อ ของผม เเล้ว เสียง เหมือนม้า นันก็วิ่งไป ไหน ไม่รู้ พ่อผม ไร่มันไป ไกลๆ เเต่ ไม่บอกผม ว่า คือ อะไร กำลังมารู้ตอนผมโต อะ ครับ
ก้าหาได้แว่เข้ามาอ่านครับ ดีขนาดครับเรื่องแบบนี้ถึงแม้บะเด่ว มันจะเป๋นได้แค่เรื่องเล่าเต้าอั้น แต่ในวัยเด็กผมเป๋นแหมคนนึ่งตี้วันดีคืนดีจะได้ยินเสียงม้าล่น ยามเดิก หลายครั้งมาก ทั้งที่ในหมู่บ้านตี้ผมอยู่บ่อมีไผเลี้ยงม้าเลย พ่อบอกว่า นั่นคือเสียงผีม้าบ้องหรือผีแม่บ้องครับผม
นั่นคือเรื่องที่มันผ่านมาแล้ว สามสิบกว่าปี๋
ผีม้าบ้อง