คัมภีร์เต้าเต๋อจื่อ ประพันธ์โดยท่านเหล่าจื่อเป็นเวลาเกือบ 2800 ปีมาแล้ว (ก่อนศาสนาพุทธ) ประกอบด้วยอักษรจีนห้าพันคำ แบ่งแยกออกเป็น 81 บท มีคำกล่าวว่า คัมภีร์เต้าเต๋อจิงเป็นราชาแห่งหมื่นคัมภีร์ ว่าด้วยศาสตร์ของการเป็นผู้นำ แต่มีคนมาถอดความแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในมากมายหลายด้าน เช่นด้านสุขภาพและการรักษาโรค
ดังนั้น ดิฉันจะนำมาแนะนำให้อ่านกันเป็นบทๆ

-----------------------------------------------

บทที่ 1 ประตูสู่ความลี้ลับทั้งมวล

"เต๋า" ที่ใช้ถ้อยคำภาษาบอกเล่าได้
มิใช่เต๋าอันเป็นอมตะ
"นาม" ที่ใช้ถ้อยคำภาษามาแสดงได้
ก็มิใช่นามอันอมตะ
"ไม่มี" คือนามที่เรียกขานระหว่างก่อนฟ้าดินอุบัติ
"มี" คือนามที่เรียกขานเมื่อสรรพสิ่งก่อกำเนิดแต่แรกเริ่ม
อยู่ในอาณาจักรเลิศล้ำมหัศจรรย์สุดหยั่งแห่งความว่างเปล่าเสมอ
สามารถสำรวจความลี้ลับแห่งการสร้างสรรค์ของสรรพสิ่ง
อยู่ในอาณาจักรที่มีวัตถุดำรงอยู่จริงเสมอ
สามารถสำรวจปั้นปลายแห่งวิถีธรรมชาติ
ทั้งสองประการนี้มีที่มารากเหง้าเดียวกัน แต่ขานนามต่างกัน
ทว่าต่างแฝงความหมายลึกซึ้งยาวไกล
การเสาะแสวงสืบค้นอย่างต่อเนื่อง จากลุ่มลึกสู่ความลุ่มลึกมากขึ้น
นั่นก็คือประตูสู่การรับรู้ความลี้ลับทั้งมวลในธรรมชาติ


จาก : คัมภีร์เต้าเต๋อจิง ฉบับประยุกต์ใช้ โดย อ.จ้าวเมี่ยวกว่อ

-----------------------------------------------------------------------------

 

บทที่ 2 มีกับไม่มีก่อเกิดซึ่งกันและกัน

เมื่อคนทั่วหล้าทราบดีว่า อย่างไรคือความงาม
ครั้นแล้วความอัปลักษณ์ก็อุบัติขึ้น
คนทั่วหล้าต่างทราบดีว่า อย่างไรคือความดี
ก็เพราะมีความชั่วดำรงอยู่
"มี" กับ "ไม่มี" คือสองสิ่งตรงกันข้ามที่ก่อเกิดซึ่งกันและกัน
"ยาก" กับ "ง่าย" ประกอบขึ้นจากสองสิ่งตรงกันข้าม
"ยาว" กับ "สั้น" แสดงให้เห็นจากการเทียบเคียงของสองสิ่งตรงกันข้าม
"สูง" กับ "ต่ำ" คือสองสิ่งตรงกันข้ามที่ดำรงคงอยู่
"เสียงร้อง" กับ "เสียงสะท้อน" คือคู่เสียงที่ประสานกลมกลืน
"หน้า" กับ "หลัง" คือสองสอ่งตรงกันข้ามและปรากฎให้เห็นเป็นลำดับ
เหล่านี้เป็นสิ่งอมตะ
ด้วยเหตุนี้ ปรัชญาเมธีกุมกฎเกณฑ์เหล่านี้ไว้
ทำให้การอบรมศึกษากลายเป็นเรื่องมุมานะปฎิบัติด้วยตนเองอันเป็นพลัง
แบบอย่างที่ไร้วาจา
คล้อยตามธรรมชาติ
ปล่อยสรรพสิ่งเจริญพัฒนาตามสัญชาตญาณธรรมชาติโดยไม่ก้าวก่าย
ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งโดยไม่ครอบครองเป็นส่วนตน
ช่วยเหลือเอื้อสรรพสิ่งเต็มกำลัง โดยไม่คิดหวังผลตอบแทน
เมื่อภารกิจสัมฤทธิ์ผล ไม่แสดงตนเป็นเจ้าของ
ด้วยเหตุมีเกียรติคุณ ไม่ถือครอง
ดังนั้น ผลงานและเกียรติคุณท่านจึงไม่สูญสลาย

----------------------------------------------------------------------

บทที่ 3 ใช้หลักอกรรมให้เป็นประโยชน์ได้อย่างชาญฉลาด

หากผู้ปกครองไม่อิงเจตนาตนยกย่องผู้ปรีชาสามารถ
ประชาชนก็จะไม่แก่งแย่งเพื่อชื่อเสียงลาภยศ
หากผู้ปกครองไม่แสวงหาสิ่งล้ำค่าหายากตามกระแสนิยม
ประชาชนก็จะไม่พิสมัยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนกลายเป็นโจรผู้ร้าย
เมื่อไม่ปรากฎสิ่งยั่วยุพาให้ว้าวุ่นฟุ้งซ่าน
ประชาชนก็ไม่มีเจตนาคิดการร้าย
ดังนั้น วัตถุประสงค์การบริหารปกครองประเทศของอริยบุคคล
คือทำให้อ่อนน้อมคล้อยตาม
ใส่ใจให้มีชีวิตความเป็นอยู่ปานกลางและมีความอบอุ่น
ให้ทุกคนพึงพอใจชีวิตอยู่เย็นเป็นสุขตามความต้องการที่เป็นจริง
ลดความทะยานอยากของประชาชนที่มุ่งเพื่อผลประโยชน์ ฐานะตำแหน่ง
ชื่อเสียง เกียรติยศ และเพื่อเป็นที่โปรดปราน
เสริมสุขพลานามัยทั้งกายใจ
ทำให้ประชาชนอยู่ในภาวะไร้ทุกข์ไร้ห่วง มีสุขเป็นนิตย์
แม้คนจำพวกอวดตัวว่าชาญฉลาด
ก็มิอาจหาญบุ่มบ่ามยอมสูญเสียชีวิตอันผาสุกของตนไปอย่างง่ายดาย
ไม่ว่าจะประกอบกิจการใด คล้อยตามธรรมชาติ
มีฤาโลกจะไม่สงบสุข

----------------------------------------------------------------

บทที่ 4 โครงร่างเต๋าว่างเปล่า

"เต๋า" คือความว่างเปล่าไร้รูป
ด้วยหยิน-หยางต่างขจัดและขัดแย้งทั้งกลมกลืนซึ่งก้นและกัน จึงสำแดงบทบาท
ยามสำแดงบทบาทกลับมิรู้หมดรู้สิ้น
ความลำลึกนั้นสุดหยั่ง! คล้ายต้นบรรพ์แห่งสรรพสิ่ง
มนุษย์ควรถนอมรักสรรพชีวิตในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่
และควรถนอมรักมนุษยชาติด้วย
จำกัดขัดขวางความฮึกเหิมมุ่งทำลายต่อกัน
นำข้อพิพาทบาดหมางทั้งปวงแปลงเปลี่ยนเป็นอารยสัมพันธ์และผูกญาติสัมพันธ์
มนุษย์และสรรพสิ่งต่างเสพรับความอบอุ่นและแสงจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน
ต่างปรับตัวสอดรับสิ่งแวดล้อมการดำรงอยู่และต่างผสมผสานเสริมบทบาทกันและกัน
ณ ยามนี้ ฟ้าช่างบริสุทธิ์สดใส!
มนุษย์และสรรพสิ่งไม่แบ่งเขาแบ่งเรา
ไม่ต่อสู้ปะทะกันอีก ไม่บั่นทอนกันเอง
ในเวลาเดียวกันต่างก็หลบเร้นด้านลบอันเป็นสิ่งต่ำทราม ผุกร่อนและสิ่งโสมม
สะท้อนให้เห็นถึงคุณสมบัติดั้งเดิมดุจเดียวกับ "เต๋า" ร่วมกัน
โอ้! พลานุภาพ "เต๋า" ที่ยิ่งใหญ่นี้ อเนกอนันต์ไม่รู้หมดรู้สิ้น
ไม่มีการเริ่มต้นและอวสาร หมุนเวียนเป็นวัฎจักร
ข้ากล่าวมิได้ว่า "เต๋า" เป็นลูกหลานของผู้ใด

----------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 5 ไม่เอนไม่เอียง

ฟ้าดินไร้สิ่งที่เรียกว่า เมตตาธรรม
สุดแต่สรรพสิ่งเจริญพัฒนาตามธรรมชาติ
อริยบุคคลก็ไร้สิ่งที่เรียกว่า เมตตาธรรม
สุดแต่ประชาชนจะทำงานและพักผ่อน
ระหว่างฟ้ากับดิน
เหมือนกระบอกสูบลมมากมิใช่หรือ?
แม้ว่างเปล่า แต่กลับมิใช่ว่างไร้
ยิ่งมีการเคลื่อนไหวมากเท่าไร ยิ่งก่อเกิดลมไม่รู้หมดรู้สิ้นเท่านั้น
พูดมากคุยจ้อไม่หยุด รังแต่ทำให้ผู้คนมีจิตสับสน
มิสู้ไม่เอนไม่เอียงรักษาวิถึสายกลางอย่างเคร่งครัด

----------------------------------------------------------------------
บทที่ 6 มูลรากฟ้าดิน

"เต๋า" เปลี่ยนแปลงมิได้หยุดนิ่งตลอดกาล
นี่เรียกว่า การเริ่มต้นชีวิตแห่งความลี้ลับ
แหล่งให้กำเนิดรูปลักษณะการเริ่มต้นชีวิตแห่งความลี้ลับ
เรียกว่า เต๋าธรรมชาติบันตาลบ่อเกิดพรสวรรค์แก่โลก (ฟ้าดิน)
ต่อเนื่องเนืองอนันต์ ดำรงอยู่เหมือนดั่งมีดั่งไม่มี
บทบาทนั้นอเนกอนันต์ชั่วนิจนิรันดร์

------------------------------------------------------------------------
บทที่ 7 อยู่นอกเหนือวัตถุ

ฟ้าดินยืนยง ต่อเนื่องเนืองอนันต์
เหตุใดฟ้าดินจึงยืนยงเล่า?
เป็นเพราะฟ้าดินไม่แสวงหาการดำรงชีวิตอยู่เพื่อตน
ดังนั้น จึงมีชีวิตยืนยงได้
ด้วยเหตุนี้ อริยบุคคลพาตนถอยหลังผู้อื่น
กลับได้รับสนับสนุนจากปวงชน
ไม่ใส่ใจความเป็นความตาย ผลได้ผลเสียของตน
กลับได้รับการปกป้องคุ้มครองจากประชาชน
นี่ใช่ว่าท่านเหล่านั้นไม่ทราบว่าชีวิตล้ำค่าและไม่ถนอมรัก
ตรงกันข้าม ท่านเหล่านั้นกลับพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์พูนพร้อม
ไม่ขาดตกบกพร่อง
ยังทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอีกด้วย
-----------------------------------------------------------------------------
บทที่ 8 ใช้น้ำอุปมา "เต๋า"

คุณธรรมความประพฤติสูงสุดก็เฉกเช่นคุณสมบัติของน้ำ
น้ำหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งโดยไม่แก่งแย่งกับสรรพสิ่ง
อยู่ในฐานะต่ำต้อยที่สุดซึ่งผู้คนดูหมิ่นถิ่นแคลน
ดังนั้น คุณสมบัติของน้ำกับ "เต๋า" แทบไม่แตกต่างกัน
สุภาพชนผู้ดำเนินชีวิตอยู่ในฐานะต่ำได้
จิตวิญญาฯจะสงบนิ่งและว่างเปล่ามาก
ต่อผู้คนก็ให้ความสนิทชิดเชื้อเปี่ยมด้วยไมตรีจิต
วาจาพาทีจริงใจ รักษาสัจจะ
การปกครองสันทัดการบริหารจัดการ
การดำเนินงานสามารถสำแดงจุดเด่นของตน
ในทางปฎิบัติสามารถกุมจังหวะจะโคน
เนื่องด้วยคุณธรรมความประพฤติดุจเดียวกับน้ำที่ถือกำเนิดจากธรรมชาตินั่นเอง
ทำตรเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่แก่งแย่ง
ดังนั้น จึงไม่มีความผิดพลาด
--------------------------------------------------------------------------

บทที่ 9 ที่สุดของวัตถุย่อมย้อนกลับ

เอาเสียจนล้นปรี่
มิสู้เอาแต่พอดีแล้วหยุดยั้ง
มีดแหลมคมกริบ
มิอาจรักษาความคมไว้คงทนยาวนาน
มีหยกทองคำอยู่เต็มหอ
ใครฤาจักรักษาไว้ได้
มั่งมีสูงศักดิ์แล้วเย่อหยิ่งทะนง
รังแต่จะนำภัยพิบัติมาสู่ตน
เมื่อประกอบกิจประสบผลสำเร็จแล้วก็ถอนตัวจากเวที
นี่แหละเหมาะสมสองคล้องวิถีแห่งฟ้า (กฎเกณฆ์ธรรมชาติ)


จาก : คัมภีร์เต้าเต๋อจิง ฉบับประยุกต์ใช้ โดย อ.จ้าวเมี่ยวกว่อ
สำหรับวันนี้แค่นี้ก่อนนะคะไว้จะมา Update ใหม่