ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ : ยอดนักคิดและนักบริหารการศึกษา

"แก้วโกวิท" "นักคิดตลอดกาล" "ปราชญ์ของแผ่นดิน" "จอมยุทธ์ไร้กระบวนท่า" ""วิทยายุทธ์สูงสุดสู่สามัญ" "ยอดคน ยอดผู้นำ" "ต้นไทรที่ทอดเงา"

ดร. โกวิท วรพิพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ที่บ้านตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรคนสุดท้องของนายหลีหั่นและนางกิมเอ็ง (แซ่แต้) วรพิพัฒน์ โดยมีพี่ 5 คน บิดามารดาของท่าน มีอาชีพปลูกผักผลไม้ เลี้ยงไก่ และค้าขายทางเรือระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ชีวิตวัยเด็กก่อนเข้าเรียนของท่านได้ติดตามบิดามารดาไปค้าขาย ได้ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ช่วยเหลือบิดามารดาด้วยความขยันขันแข็ง และสามารถมีรายได้ส่วนตัวจากการปลูกผัก เลี้ยงไก่ มีชีวิตวัยเด็กที่อิสระมีความสุข ได้สนุกสนานกับเพื่อน มีความรักความผูกพันกับพ่อแม่ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ได้เรียนรู้และผูกพันกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมต้นไม้และแม่น้ำลำคลอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ช่วยหล่อหลอมกล่อมเกลาให้ท่านมีจิตใจที่ดีงาม ละเอียดอ่อน และเห็นช่องทางประกอบอาชีพมาตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน

ดร. โกวิทเข้าเรียนครั้งแรกตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2479 ใน พ.ศ. 2485 เมื่ออายุย่างเข้า 9 ปี ที่โรงเรียนบ้านปลายคลองบ้านหมู่ ตำบลเสม็ด อำเภอบางคล้า จบชั้นประถมปีที่ 2 แล้วติดตามพี่ชายที่บวชเป็นพระมาเป็นเด็กวัดและเรียนชั้นประถมปีที่ 3 ที่โรงเรียนประชาบาลวัดใหม่บางคล้า (อุดมกิจประชาสรรค์) ในอำเภอเดียวกัน จนจบชั้นประถมปีที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2488 ดร. โกวิทเรียนหนังสือเก่งมาก สอบได้ที่ 1 มาทุกชั้น ขณะที่เรียนชั้นประถมปีที่ 3 ได้ 1 ภาคเรียน ครูก็ให้ขึ้นไปเรียนชั้นประถมปีที่ 4 หลังจากนั้นก็สอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมาเป็นเด็กวัดที่วัดประตูน้ำท่าไข่ ซึ่งห่างจากโรงเรียนไม่ถึง 2 กิโลเมตร

ท่านจบชั้นมัธยมปีที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2491 โดยสอบได้ที่ 1 มาทุกชั้น หลังจากนั้นก็สอบได้ทุนไปเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูปราจีนบุรี 2 ปี จบประโยคครูประกาศนียบัตรจังหวัด (ว) แล้วได้ทุนไปเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูสมุทรสงครามอีก 1 ปี จบประโยคครูมูล (ป) หลังจากที่รับราชการครูแล้ว ได้ศึกษาด้วยตนเองและสอบประโยคครูพิเศษประถม (พ.ป.) ได้ และระหว่างที่สอบชุดครูพิเศษมัธยม (พ.ม.) ได้ 3 ชุด ยังขาดอีก 1 ชุด นั้น ก็ได้รับทุน I.C.A (International Cooperation Agency) ให้ไปศึกษาดูงานและศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยยูถ่าห์ (University of Utah, Salt Lake City) ประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรีการประถมศึกษา (B.S. in Elementary Education) และจบปริญญาโทการบริหารการศึกษา (M.S. in Educational Administration) เมื่ออายุ 26 ปี หลังจากกลับมาเป็นครูก็สอบชุดครู พ.ม. ที่ยังเหลืออีก 1 ชุดต่อจนได้ประโยคครูพิเศษมัธยม (พ.ม.) ต่อมาได้ไปศึกษาระดับปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในมหาวิทยาลัยเดิม และจบปริญญาเอกการบริหารการศึกษา (Ph.D. in Educational Administration) เมื่อ พ.ศ. 2510

ดร. โกวิทเริ่มเข้ารับราชการเมื่อ พ.ศ. 2495 ตำแหน่งครูจัตวาที่โรงเรียนวัดแหลมใต้ (สุดสุนทร) จังหวัดฉะเชิงเทรา และมีประวัติการรับราชการต่อมาคือ เป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดเทพนิมิตร จังหวัดฉะเชิงเทรา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษานิเทศก์ฝายสามัญศึกษา ประจำภาคศึกษา 12 เป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ ฝ่ายสามัญศึกษา ประจำภาคศึกษา 1 เป็นผู้อำนวยการกองการศึกษาผู้ใหญ่ เป็นรองอธิบดีกรมวิชาการ เป็นอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน เป็นอธิบดีกรมวิชาการ เป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา และเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จนเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ. 2537

เมื่อตอนเป็นครู ดร. โกวิทเป็นครูที่มีความรู้ดี สอนเก่ง เล่นฟุตบอลเก่ง เป็นครูโครงการส่งเสริมการศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างครบถ้วนทั้งด้านพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา คอยติดตามเอาใจใส่ดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ด้วยความรักความเมตตา นักเรียนคนใดที่ไม่มีอาหารกลางวันรับประทานก็จะจ่ายเงินส่วนตัวซื้ออาหารให้นักเรียนได้รับประทานกันทุกคน ตอนเย็นก็จะสอนฟุตบอลให้นักเรียน ออกไปพบปะพูดคุยกับชาวบ้านและหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองตลอดเวลา จึงเป็นที่รักของนักเรียน เพื่อนร่วมงาน ชาวบ้าน และผู้บังคับบัญชาอย่างมาก

ปกติดร.โกวิทจะไม่ลงโทษนักเรียนด้วยไม้เรียว เว้นแต่เป็นความผิดที่รุนแรงและได้มีกติการ่วมกันไว้แล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ ศิษย์คนหนึ่งได้กล่าวไว้ในหนังสือไทรทอดเงา สรุปได้ว่า "เมื่อลงโทษด้วยไม้เรียวครั้งใด ท่านจะไม่ใช้อารมณ์ แต่จะถามถึงเหตุและผลของความผิด แล้วใช้คำพูดที่อ่อนโยนแต่กินใจ เพื่ออบรมให้นักเรียนสำนึกผิด เมื่อเฆี่ยนเสร็จก็จะหักไม้เรียวออกเป็นหลายท่อนโยนทิ้งถังขยะ และพูดด้วยประโยคสุดท้ายว่า “ขอให้ความไม่ดีจงหมดไปกับไม้เรียวอันนี้ ครูไม่อยากเห็นความไม่ดีและการลงโทษเกิดขึ้นอีก” และหลังจากนั้นก็แทบจะไม่มีนักเรียนคนใดทำผิดกติกา"

ดร. โกวิทเป็นผู้ที่เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ฝึกการประกอบอาชีพจนประสบผลสำเร็จ มีรายได้เป็นของตนเองตั้งแต่วัยก่อนเรียน มีความขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ อดทน ทำอะไรทำจริง จนได้รับฉายาเรียกกันหลายชื่อ เช่น “แดงเสือปลา” (แดงคือชื่อเล่นของท่าน) เมื่ออายุได้ 6 ขวบ เพราะมีความเชี่ยวชาญในการจับปลา ช้อนกุ้ง งมหอยในแม่น้ำลำคลอง ได้รับฉายาว่า “แดงปลาหมอเทศ” เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1 เพราะได้เพาะเลี้ยงปลาหมอเทศก่อนใครในอำเภอบางคล้า โดยท่านโกวิทได้ไปขอคำปรึกษาแนะนำจากประมงจังหวัดฉะเชิงเทราและศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้จากเอกสารแล้วลงมือปฏิบัติเองจนได้ผลดี ได้รับฉายาว่า “แดงนกกระทา” เมื่ออายุ 18 ปี ตอนเป็นครูใหม่ ๆ ได้เลี้ยงนกระทาจนออกไข่มากมาย ฯลฯ

จากประสบการณ์ตรงที่สั่งสมมา ท่านจึงมีความเชื่อว่าแผ่นดินไทยเรานี้เลี้ยงเราได้ การสอนที่ดีต้องฝึกให้เด็กได้ทำงานทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนตั้งแต่ยังเล็ก ๆ และต้องทำงานในระหว่างเรียนด้วย ไม่ต้องการให้การจัดการเรียนการสอนเป็นเพียงการให้ความรู้เพื่อเตรียมการสำหรับให้ผู้เรียนนำไปใช้ในอนาคต แต่มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้ดำเนินชีวิตจริงไปพร้อมกับการเรียนด้วย โดยต้องสร้างเสริมคุณธรรมให้เกิดขึ้นแก่นักเรียนทั้งด้านความขยัน การประหยัด ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู ความรับผิดชอบ การพึ่งตนเองและความมีวินัย โดยท่านได้ให้ความหมายของคำว่า “ขยัน” ว่าไม่ได้หมายความว่าขยันเรียนหนังสืออย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการขยันทำงาน ขยันช่วยคนอื่น ขยันดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครูอาจารย์ด้วย

ดร. โกวิทเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงาม ยิ้มง่ายอ่อนน้อมถ่อมตน จริงใจกับทุกคนจึงทำให้เป็นคนที่มีเสน่ห์ อยู่กับใครใครก็รัก ทำงานกับใครใครก็ชอบ ความดีงามเหล่านี้มีความเป็นสากลและเป็นบารมีส่งเสริมให้ท่านประสบผลสำเร็จ ทั้งในด้านการเรียนการทำงานและชีวิตครอบครัวมาโดยตลอด

ชีวิตการเรียนของท่านในต่างประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวหาประสบการณ์ และการอ่านหนังสืออย่างเร็ว โดยมีความคิดว่าถ้าเรียนโดยการศึกษาค้นคว้าในห้องสมุดทั้งวันเรียนที่เมืองไทยก็ได้ แต่การเรียนหนังสือเป็นเหมือนภาคปฏิบัติที่ทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น ท่านจึงยึดมั่นในหลักการหารายได้ระหว่างเรียน (Earn while you learn) และเรียนระหว่างมีรายได้ (Learn while you earn) โดยเรียนนอกระบบโรงเรียนมาโดยตลอด จึงทำให้ท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นนักคิดนักปฏิบัติที่สร้างสรรค์ผลงานให้เกิดขึ้นตลอดกาล

ดร.โกวิทเป็นผู้รอบรู้ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาต่อเนื่องของประเทศไทยเป็นอย่างดีคนหนึ่ง เมื่อครั้งปฏิบัติงานในตำแหน่งหัวหน้ากองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา ได้ริเริ่มโครงการการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จแบบไทย (Functional Literacy Thai Model) ซึ่งมุ่งให้ผู้เข้ารับการศึกษาระดับชาวบ้านได้รู้จักคิดแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพสถานะของตนและของกลุ่มที่เรียกว่า “คิดเป็น” จนประสบผลสำเร็จ และได้รับความสนใจจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจนองค์การยูเนสโกยอมรับ และนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ทั่วโลก สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอย่างมาก และท่านได้รับฉายาจากต่างประเทศว่า “ Mr.Khit Pen” หรือ “นายคิดเป็น”

เมื่อตอนปฏิบัติงานที่กรมการศึกษานอกโรงเรียน ท่านได้ให้ความสำคัญกับการอ่าน โดยตั้งโครงการอ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2514 โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลและประชาชนอย่างมาก เป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ทำให้ชาวบ้านสนใจในการรู้หนังสือจากการดูภาพแล้วอยากรู้เรื่องนั้น ๆ เป็นการส่งเสริมให้คนรู้หนังสือง่ายขึ้น ท่านยังมุ่งกระจายการศึกษาไปสู่ชนบท ได้จัดตั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนประจำภาค ประจำจังหวัดขึ้น โดยได้พัฒนาระบบโครงสร้างการศึกษานอกระบบให้เป็นระบบที่สามารถนิเทศติดตามและพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการศึกษาดังกล่าวถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่คิดริเริ่มจัดระบบนี้ นอกจากนี้ยังมีโครงการครูอาสาสมัครสอนประจำที่เดินสอน โครงการจัดการศึกษาทางวิทยุและไปรษณีย์ โครงการศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา โครงการการศึกษานอกโรงเรียนเพื่อพัฒนาอาชีพ โครงการแนะแนวการศึกษาและอาชีพ โครงการทอดผ้าป่าหนังสือ เป็นต้น

เมื่อปฏิบัติงานที่กรมวิชาการ ท่านก็ได้นำแนวการศึกษาเรื่อง “คิดเป็น” มาจัดทำหลักสูตรใหม่ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ที่มุ่งเน้นให้นักเรียน คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ให้เหมาะสมกับตนเองและหมู่คณะ เน้นการทำงานเป็นกลุ่ม สร้างเสริมความมีวินัย ความขยัน ความซื่อสัตย์ ความอดทน รู้จักพึ่งตนเอง และมองเห็นช่องทางประกอบอาชีพ

เมื่อมาเป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา ท่านได้สร้างสรรค์แนวคิดแนวปฏิบัติจนเป็นวลีที่พูดกันติดปากหลายเรื่อง เช่น ครูที่พูดไม่ได้ โรงเรียนเสมือนบ้าน ห้องสมุดโรงเรียน อาชีพอิสระ ผักกางมุ้ง(ผักโรงเรียน) มินิคอมปะนี ธนาคารนักเรียน ฯลฯ โดยเริ่มจากความคิดในจุดเล็ก ๆ แล้วขยายออกไปเป็นหลาย ๆ เรื่องอย่างร้อยรัดกัน ท่านได้พิสูจน์ความเป็นจริงตามปรัชญา “การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม” ว่าทุกอย่างล้วนเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่แยกส่วนกัน

เมื่อมาเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีโอกาสนำแนวคิดของตนทุกเรื่องมาส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากระเพื่อมออกไปในทุกกรมทั่วทั้งกระทรวงศึกษาธิการได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ความคิดเรื่องครูที่พูดไม่ได้ ได้ก่อให้เกิดอุทยานการศึกษาในสถานศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษาอย่างกว้างขวาง เรื่องการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียนก็มีการปฏิบัติเกิดขึ้นทั้งสถานศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาทุกสังกัด รวมทั้งความคิดเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องด้วย ในช่วงดังกล่าวท่าน ได้สนับสนุนให้ก่อตั้งโรงเรียนการทำมาหากินวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ขึ้น เพื่อเป็นโรงเรียนแบบอย่างในการสอนเยาวชนให้รู้จักทำมาหากิน เห็นช่องทางในการประกอบอาชีพ สามารถช่วยตนเองได้บนพื้นฐานของความมีคุณธรรมด้านความขยัน อดทน ซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ และมีความกตัญญู (บันทึกไว้ในเทป “แผ่นดินไทยเรานี้เลี้ยงเราได้”)

ดร. โกวิทได้มีบทพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิดของท่านล้วนเป็นสิ่งที่จับต้องได้สามารถปฏิบัติได้ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทำได้เฉพาะในสถานศึกษาเท่านั้น ด้วยการเปิดกิจการร้านนายก๊วก 3 สาขา คือ สาขาท่าข้ามสาขาบางประกง และสาขามีนบุรี โดยทำธุรกิจร้านอาหารที่มุ่งเน้นการรวมกลุ่มกันบริหารบนพื้นฐานการมีคุณธรรม ที่ยึดหลักว่าคนที่เข้ามาใช้บริการต้องอิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มสมองกลับไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ให้สมญานามท่านไว้มากมาย เช่น “ แก้วโกวิท” “นักคิดตลอดกาล” “ปราชญ์ของแผ่นดิน” “จอมยุทธ์ไร้กระบวนท่า” “วิทยายุทธ์สูงสุดสู่สามัญ” “ ยอดคน ยอดผู้นำ” “ต้นไทรที่ทอดเงา” เป็นต้น

ดร. โกวิทได้รับรางวัลและเกียรติคุณ ได้แก่ คนไทยตัวอย่าง บุคคลดีเด่นแห่งวงการศึกษาชาติ สาขาการนิเทศการศึกษา ผู้บริหารข้าราชการพลเรือนดีเด่น “ครุฑทองคำ” พ่อตัวอย่าง ผู้อุทิศตนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและพัฒนาสิ่งแวดล้อม นักการศึกษาดีเด่นและบุคคลที่ได้ทำ

คุณประโยชน์อย่างมากให้กระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวุฒิสมาชิกสองสมัย เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายการศึกษา เป็นกรรมการมูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์ พระบรม-ราชินูปถัมภ์ พระราชูปถัมภ์ และพระอุปถัมภ์ หลายรายการ เป็นกรรมการด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม เยาวชน และสิ่งแวดล้อมมากมาย

หลังเกษียณอายุราชการแล้ว ดร. โกวิทยังได้ปฏิบัติงานตามแนวคิดของตนให้แก่การศึกษาและสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เป็นประธานชมรมรวมใจภักดิ์ รักษ์ต้นไม้ แม่น้ำ ลำคลอง และสิ่งแวดล้อม เป็นประธานชมรมรักษ์กล้วย ทำให้ท่านมีความสุขอย่างมากที่ได้มีโอกาสดูแลอนุรักษ์สืบสานความเป็นไทย และดูแลด้านบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล ความเป็นนักคิดที่ไม่หยุดนิ่ง แม้ช่วงสุดท้ายที่เจ็บป่วยก็ยังคิดพัฒนาการศึกษา คิดพัฒนาสังคมบ้านเมือง ฝากให้ผู้มาเยี่ยมสืบสานต่ออีกหลายเรื่อง และครั้งสุดท้ายได้เขียนบันทึกขอลาออกจากการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยเจตนาอยากกระตุ้นให้ผู้บริหารระดับสูงได้เอาใจใส่ในการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องการผลิตครู การดูแลเอาใจใส่สวัสดิการครู และเรื่องสำคัญที่สุด คือ อยากเห็นการประเมินผลตามสภาพจริง ทั้งด้านวิชาการและด้านคุณธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดร. โกวิทได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคระบบหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2543 สิริอายุได้ 67 ปี 1 เดือน 8 วัน

ตลอดชีวิตของ ดร. โกวิทตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใดท่านได้ทำหน้าที่เป็นครูและเป็นแบบอย่างที่ดีมาโดยตลอด ท่านเป็นผู้นำทั้งด้านความคิดและการปฏิบัติ มีความมุ่งมั่น ผูกพัน ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้แก่การศึกษาของประเทศชาติอย่างแท้จริง นับเป็นผู้นำทางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ เป็นครู เป็นผู้บริหาร และเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทย ผู้ใต้บังคับบัญชา และศิษย์ ได้ตระหนักสำนึกในความรับผิดชอบ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของชาติ และพัฒนาบ้านเมือง ดร. โกวิทกล่าวไว้ในหนังสือ “ยอดคน ยอดผู้นำ” ตอนหนึ่งว่า

“เราสอนเด็กให้เป็นนักเรียนดีได้เราก็อิ่มเอิบใจ แต่จริงแล้วเราควรจะอิ่มเอิบใจไปกว่านั้นเหมือนเราปลูกต้นไทรแผ่ร่มเงา วันหนึ่งตอนเที่ยงเราออกไปยืนเห็นคนมายืนอยู่ใต้ต้นไทรของเราเพื่อพักร้อน เราก็ชื่นใจที่ร่มเงาของต้นไทรที่เราปลูกสามารถให้คนมาพักอาศัยได้ และคนที่มายืนอยู่ใต้ต้นไทรหรือนกกาคาบลูกไทรไปเป็นต้นไทร แผ่ร่มเงาให้คนได้อาศัยพักร่มเงาอีกต่อไป เหมือนกับเราทำความดีมันจะกระเพื่อมออกไปอีกเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบสิ้น

นายธเนศ ขำเกิด ผู้เรียบเรียง
----------------------------------------

เอกสารอ้างอิง

การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. ท่านโกวิทจะอยู่ไปไม่มีตาย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อักษรไทย, 2544

เทปที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ “แผ่นดินไทยเรานี้เลี้ยงเราได้”

วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันที่ 27 พฤษภาคม 2544.

นพดล เจนอักษร, ไผ่เสียดยอด ลงคืนเลาขลุ่ย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มติชน, 2538.

บันทึกของนายโกวิท วรพิพัฒน์ และบันทึกคำสัมภาษณ์นายโกวิท วรพิพัฒน์ ขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาล

จุฬาลงกรณ์, 2544

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงาน. โรงเรียนในฝัน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,

2538.

วิชาการ, กรม. โกวิท นักคิดตลอดกาล. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์องค์การค้าของคุรุสภา, 2544.

ศึกษาธิการ, กระทรวง. ไทรทอดเงา. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นท์ติ้งเซ็นเตอร์ จำกัด, 2537.

สามัญศึกษา, กรม. กระบวนการคิดเป็น. เอกสารรายงานการวิจัยเรื่อง การสร้างวิชาการคิดเป็น,

หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา, 2537.

สามัญศึกษา, กรม. ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ สุภาพบุรุษนักบริหารการศึกษาที่เป็นแบบอย่าง.

กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชซิ่ง, 2537.

สามัญศึกษา, กรม. ตามรอย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช, ม.ป.ป. .

สามัญศึกษา, กรม. ยอดคน ยอดผู้นำ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด

คำสำคัญ (Tags)#เศรษฐกิจพอเพียง#การสอน#อาชีพ#การคิด#การบริหารการศึกษา#โกวิท วรพิพัฒน์

หมายเลขบันทึก: 141623, เขียน: 25 Oct 2007 @ 08:03 (), แก้ไข: 28 May 2017 @ 20:35 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ดอกไม้: 2, ความเห็น: 11, อ่าน: คลิก


ความเห็น (11)

สวัสดีครับท่าน..

          ท่านได้นำเสนอบุคคลสำคัญให้คนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าของบุคคลที่ทำความดี  ทำงานด้วยความมุ่งมั่น  ที่ต้องการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  สมควรอย่างยิ่งที่คนรุ่นเราควรจะศึกษาแนวคิด  หรือหลักการของท่านมาใช้  หรือมาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ และบรรลุเป้าหมายตามทีคาดหวังเอาไว้  นั้นแหละคือสิ่งที่เราได้จากผลงานหรือคุณงามความดีของท่านที่แท้จริง  ครับ..ท่าน

           ในส่วนลึกของจิตใจของครูโหลเองมีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะเสนอแนะเกี่ยวกับการศึกษา  การเมือง  และอีกมากมาย  แต่พูดแล้วใครจะเชื่อหรือรับฟัง  เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง  ไม่ว่าจะเป็น คุณวุฒิ  วัยวุฒิ  วุฒิภาวะต่างๆ  ยกตัวอย่างหลักสูตรการศึกษาระดับประถมศึกษาไม่มีใครระรู้ดีไปกว่าครูผู้ปฏิบัติ  คนเราเมื่อมีชีวิตอยู่จะทำดีเพียงใดไม่มีใครมองเห็น  แต่พอตายไปแล้วเมื่อนั้นแหละจะเห็นความดี  ทำไมเราไม่มองเห็นความดีซึ่งกันและกันตอนมีกำลังอยู่แล้วหันมาช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  ครับ..ท่าน

             ครูโหล 25/10/2550

 

 

a
IP: xxx.121.48.217
เขียนเมื่อ 

ตามที่ศึกษาแนวคิดของท่านอาจารย์โกวิท วรพิพัฒน์ทำให้ตั้งใจว่าเราจะทำงานของความเป็นครูให้ดีที่สุด

     คนที่สั่งสมความดีไว้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่คนก็ศรัทธาสรรเสริญ เมื่อเสียชีวิตลงคนก็ยังระลึกถึงไม่เสื่อมคลาย ไม่ว่าจะอยู่ในหน้าที่การงานใด  ตำแหน่งใดก็ทำความดีได้ทั้งสิ้น  แม้ใครมองไม่เห็นแต่เราก็ภูมิใจมิใช่หรือ

สวัสดีครับท่าน

      จากเรื่องที่ท่านเล่ามาเป็นที่ดีเป็นเครื่องเตือนใจให้คนเราทำความดี  การทำความดีไม่เสียหายแม้ตายไปก็มีคนยกย่องและสรรเสริญ  แต่อยากให้ทุกคนเห็นความดี เห็นความสำคัญบุคคลที่ทำความดีช่วยให้กำลังใจช่วยส่งเสริมให้โอกาสได้สร้างสรรค์งานเพื่อให้เกิดกับสังคมหรือพัฒนางานตามงานที่เขาสร้งสรรค์  ตัวอย่างที่มีให้เห็น เช่น  กวีเอกของไทย  "ท่านสุนทรภู่"  "สืบ  นาคะเสถียร"  และบุคคลสำคัญของโลกอีกหลายคน  เมื่ออ่านประวัติท่านแล้วน่าเศร้าใจ  ครับท่านเลยหยิบยกมาให้คนรุ่นหลังได้เป็นอุธาหรณ์  ให้เป็นแง่คิดครับท่าน......

            ครูโหล 27/10/2550

สวัสดีครับท่านอาจารย์ธเณศ

       ผมอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านอาจารย์  เดี่ยวนี้วงการศึกษามีปัญหาเรื่อง  การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียน  ปัญหาไม่ได้เกิดจากผู้เรียนเสมอไป  แต่เกิดจากครูมากกว่า  ครูสอนให้นักเรียนจำ มากกว่า  สอนนักเรียนให้เข้าใจ  นักเรียนที่มีปัญญาเลิศเท่านั้นที่จะจำได้อย่างที่ครูบอก แต่อีกส่วนหนึ่งจำไม่ได้เพราะไม่เข้าใจ  ยกตัวอย่างการสอนจำของครูการแจกลูกสะกดคำ  คำว่า    กาน     โดยสอนแจกลูกสะกดคำดังนี้   กอ  - อา  -  นอ   อ่านว่า   กาน   หรือ  กอ  - อา - กา - กา  -นอ-  กาน  นักเรียนที่มีปัญญาเลิศเท่านั้นที่จะอาศัยความจำแล้วจึงอ่านออกแต่นักเรียนที่สติปัญญาระดับกลางหรืออ่อนจะจำไม่ได้แจกลูกสะกดคำไม่ถูกเพราะไม่เข้าใจว่า เอา  กอไก่มาใส่สระอา  แล้วเอาตัว (น) มาใส่ทำไมถึงอ่านว่า  กาน  เป็นปัญหาที่ครูจะต้องหาคำตอบให้นักเรียนกลุ่มนี้ให้เขาได้เข้าใจ  และจึงเป็นที่มาของนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาการอ่านไม่ได้เขียนไม่ออก  ของผมครับ และนวัตกรรมการแก้ปัญหาชุดนี้ได้คัดเลือกให้เป็น  หนึ่งวัตกรรมระดับประเทศ  อยากจะเผยแพร่ให้ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาได้นำไปแก้ปัญหานักเรียนกลุ่มที่อ่านคำที่มัตัวสะกดไม่ออกหรือ  กอ - อา- นอ - กาน  ไม่ออก  ครูโหลพอที่จะช่วยได้  ครับท่าน

 ครูโหล  2550

         

 

 

    ขอชื่นชมครูโหลที่คิดค้นนวัตกรรมเรื่องการอ่านออกเขียนได้ จนประสบผลสำเร็จ ซึ่งนวัตกรรมก็คืออุบายที่จะช่วยส่งเสริมนักเรียนตามบัวแต่ละเหล่านั่นเอง อย่างนี้จะเรียกว่าครูโหลได้อย่างไร น่าจะเป็นครูต้นแบบมากกว่า
     เรื่องการอ่านออกเขียนได้ และคิดเลขเป็น ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้  ถ้าอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ นิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนก็คงไม่เกิด ที่นิวซีแลนด์ซึ่งผมเพิ่งไปดูงานมา  ในชั้นประถมศึกษาเขาเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ (ไม่เหมือนบ้านเราที่ยัดเยียดความรู้ 8 กลุ่มสาระตั้งแต่ประถม จนเด็กเครียด ทั้งๆทีฐานยังไม่แน่น) เขาถือว่าถ้าเด็กเกิดทักษะเรื่องนี้แล้วก็จะใฝ่ศึกษาค้นคว้าในศาสตร์ต่างๆได้อย่างกว้างขวาง 
ครูโหล03
IP: xxx.172.199.250
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับท่าน

ต้องขอโทษที่หายไปนาน แต่ไม่ได้ไปไหนครับเพียงแต่มีงานที่จะต้องทำมาก ต้องรวบรวมข้อมูลและปรับปรุงพัฒนาชุดฝึกการแก้ปัญหาการอ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา และชุดฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกด และตอนนี้ได้เสร็จสมบูรณ์ดีแล้ว ได้เผยแพร่ให้ครูดีในดวงใจของเด็กๆ และครูดีในดวงใจครูโหลทุกท่านนำไปปรับใช้จะเป็นในรูปแบบนวัตกรรม หรือคู่มือการใช้นวัตกรรม ขอเสนอชุดฝึกทักษะการเขียนนักเรียนชอบมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่อัศจรรย์มากตรงที่กระบวนการฝึกทักษะการอ่านของครูโหลสามารถนำไปพัฒนาทักษะการเขียนได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่ครูโหลเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำให้ลงตัวได้อย่างนี้ เหมือนกันกับสูตรคูณกับสูตรหารอย่างไรอย่างนั้น

ท่านครับขอฝากแก่นสาร "นวัตกรรมไม่ใช่คาถา หรือยาวิเศษ ที่จะสามารถ ปลุกเสกให้หายจากโรคได้ ถ้าไม่นำไปใช้กับเด็กจริงๆ" ครับท่าน

ครูโหล01 แบบคัดกรองการอ่าน

ครูโหล02 แบบฝึกอ่านแม่ ก-กา

ครูโหล03 แบบฝึกอ่านคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา

ครูโหล04 คู่มือการใช้ชุดฝึกการอ่านคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา

ครูโหล05 แบบฝึกอ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา

ครูโหล06 คู่มือการใช้ชุดฝึกการคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา

ครูโหล07 แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกด

ครูโหล08 คู่มือการใชแบบฝึกเขียน

เพื่อนครูอยากนำชุดฝึกไปปรับใช้เข้ามาที่ kouloo03.blogspot.com

พร้อมกับแนบ email ครับ

ครูโหล 03

ใครสนใจก็เชิญชวนติดตามผลงานของ ครูโหล 03

ที่ kouloo03.blogspot.com ได้เลยครับ

......................
IP: xxx.142.113.64
เขียนเมื่อ 

.2

ครูโหล
IP: xxx.172.199.254
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับท่าน

ต้องขออภัยที่เงียบหายไปนานพอควร มัวยุ่งหลายงาน แต่ตอนนี้พอมีเวลาตืดตามถามไถ่ท่าน คงจะสบายดีนะครับ ตอนนี้ผมได้ค้นพบวิธีการสอนเขียนคำต่อจากการอ่านตามวิธีการแจกลูกสะกดคำ มาประยุคการสอนเขียนของนักเรียนอย่างลงตัวที่สุด ครับผมจะนำเสนอย่อให้ท่านฟังดังนี้ครับ

การเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ออกเกิดจากสาเหตุหลัก 4 สาเหตุครับ

1. จำตัวสะกดที่ตรงตามาตราตัวสะกดไม่ได้

2. แปลเสียงมาตราตัวสะกดของคำไม่ออก

3. แปลเสียงสระไม่ออก

4. แปลเสียงพยัญชนะต้นไม่ออก

ผมค้นพบวิธีแก้ปัญหาและสาเหตุโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดที่ตรงตามาตราตัวสะกดมีหลักการดังนี้

1. การแก้ปัญหาจำตัวสะกดไม่ได้ใช้วิธีเดิมในการแก้ทั้ง 8 แม่ โดยใช้ภาพเป็นสื่อที่มีความหมาย เพราะ หนูอยู่ในโกน ตัวนอหนูจึงอยู่ในแม่กน ปัญหานี้หมดไปตอนชุดฝึกอ่านแล้ว

2. การแก้ปัญหาการแปลเสียงมาตราตัวสะกด การแปลเสียงมาตราตัวสะกดแปลยากต้องแปลก่อน จะพาเขียนคำว่า "นอน" ต้องเข้าใจก่อนว่าอยู่ในมาตราตัวสะกดในแม่ใด โดยพูด 3 ครั้งจะรู้เลยว่าอยู่ในมาตราใด เช่น พูดครั้งแรกว่า นอ-ออน-นอน

ครั้งที่ 2 พูดว่า นอ-อน-นน ครั้งที่ 3 พูดว่า กอ-อน-กน แม่ กน พูดสามครั้งรู้ได้เลยว่า" นอน" อยู่ในมาตราใด ส่วนการแปลเสียง สระ และพยัญชนะต้นั้นแปลง่ายกว่า ผมมีตัวอย่างชุดฝึกอ่านและฝึกเขียนให้ท่าน และเพื่อนครูที่สนใจ ในไปปรับใช้แก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ที่ Google แล้วพิมพ์คำว่า " ครูโหลสอนอ่านที่หนูรัก" โดยการอนุเคราะห์จากคณะครูโรงเรียนบ้านหนองโดนรกฟ้า สพป.นม.7 หวังว่าจะเกิดประโยชน์กับผู้เรียนและครูผู้ที่นำไปปรับใช้ ไม่มากก็น้อย วันนี้รบกวนท่านเท่านี้ก่อน โชคดีครับ สัสดีครับ............

อาทิตยา ปัญญา
IP: xxx.158.162.210
เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วประทับใจ ได้แรงบันดาลใจ ขอบพระคุณค่ะ