มันอาจเป็นความเรื่อยเปื่อยของความคิด ที่ฟุ้งกระจายเสมอเมื่ออยู่เงียบๆคนเดียว สิ่งที่เห็น สิ่งที่สัมผัสทำให้ผมตั้งคำถามเสมอ ด้วยความเป็นคนช่างสงสัย หลายสิ่งเห็นคำตอบ บางอย่างก็ไม่มีคำตอบ
มุมมองจากหน้าต่าง : ภาพลายเส้นเขียนเล่นๆระหว่างจิบกาแฟรอเข้าประชุมที่
สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพฯ
-----------------------------------------
การเขียนบันทึกเล่าเรื่อง ...เป็นกิจวัตรของผมอย่างหนึ่งที่พยายามถ่ายทอดให้ผู้คนเห็นวิถีชีวิตของผม ร่วมเรียนรู้ในมุมคิดของตัวผมเอง
ไม่มีถูกไม่มีผิด ก็เป็นเพียงความคิด ภายใต้ฐานประสบการณ์ เรียนรู้ของคนหนึ่งๆ ที่ถ่ายทอดออกมาผ่านอักษรที่สุนทรีย์ ...
ถามว่า สิ่งที่ผมถ่ายทอดนั้นเป็นความรู้ใช่หรือไม่??
ผมเคยจริงจังในการเขียนบันทึกแนววิชาการเพื่อประดับพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยน และวันหนึ่งก็เรียนรู้ว่า ความรู้เป็นกล่องๆ เข้ม และเครียด ไม่ได้เอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เลย
เพราะการเรียนในระบบที่ผมมีประสบการณ์มา ผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้สอนกับผู้ถูกสอน เรียนรู้ผ่านการบังคับ พร้อมทำใจ ก็ได้ความรู้เป็นกล่องๆ ...มันทุกข์มากกว่าสุข
เรียนในระบบ จบแล้วเข้าไปเป็นคนในระบบ ก็ทุกข์ยิ่งขึ้นเมื่อถูกจำกัดความคิดให้อยู่ภายใต้กรอบ ปัจจัยที่รัดตรึง ปัญญาหดหายไปทุกที
ผมเลือกโจทย์ให้ตัวเองใหม่...
หากชีวิตคือการเรียนรู้ ดังนั้นเรื่องเล่าของชีวิต ก็เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง นำเสนอผ่านอักษรที่สุนทรีย์ย่อมกระตุ้นให้คนเขียนมีความสุข และคนอ่านยิ่งสุขเมื่อได้รับสัมผัสนี้
ผมเลือกที่จะเขียนเรื่องราวหลากหลายแทนที่จะจำกัดเขียนเฉพาะประเด็น เพราะการคิดแบบจำกัดระบบคิดของตัวเอง...ให้มองเท่าที่เห็น แต่ไม่ให้อิสระความคิด
ผมเลือกที่จะเขียนถึงต้นหญ้าเล็กๆที่แทรกตัวอย่างทรนงตามรอยแยกของฟุตบาทในเมืองหลวง ว่ามันเป็นอยู่อย่างไร?
ผมเลือกที่จะเขียนถึงดอกหญ้าที่ไม่มีใครมอง ข้างทาง ความสวยงามเฉพาะตัวที่ยิ่งใหญ่ที่ใครสักคนสนใจเพ่งพิศ
ทั้งหมดคือ "การเรียนรู้" หากเราเปิดใจให้กว้าง ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด
บุคคลเรียนรู้ ควรที่จะเข้าใจที่มาของสารัตถะ และมรรควิธีสู่เส้นทางปัญญาว่ามิได้มีเพียงหนึ่งเดียว ในความเป็นจริงนั้นล้วนหลากหลาย และเชื่อมโยง
ผมกำลังพยายามอธิบายการเคลื่อนตัวของยานอวกาศมาร์ส โอดิสซี ที่กำลังโคจรอยู่รอบดาวอังคารในขณะนี้ ด้วยการเขียนเปรียบเทียบถึงต้นหญ้าๆเล็กๆที่แทรกตัวตามรอยแยกฟุตบาทในเมืองหลวง
ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน
ผมเชื่ออย่างนั้น...
ผมเลือกที่จะเขียนถึงต้นหญ้าเล็กๆที่แทรกตัวอย่างทรนงตามรอยแยกของฟุตบาทในเมืองหลวง ว่ามันเป็นอยู่อย่างไร?
สวัสดีครับน้อง สายลม อักษรสุนทรีย์

วันนี้อยากคิดเขียนแบบเรื่อยเปื่อยครับ
ผมพยายามทำให้พื้นที่สมองตัวเองให้โปร่งโล่งที่สุด และเขียนความคิดที่ผุดขึ้นนั้นออกไป
ไม่รู้ว่าสิ่งทีผมสื่อใครจะเข้าใจหรือไม่นะครับ แต่น้องสายลมชอบในบางประโยค ผมก็ดีใจครับ :)
ขอบคุณมากครับ ช่วงนี้เหนื่อยๆเล็กน้อยกับการเดินทางครับ แต่ก็เป็นเรื่องปกติของผมเอง
น้องสายลมสบายดีนะครับ...?
สิ่งที่ผมถ่ายทอดนั้นเป็นความรู้ใช่หรือไม่??
อ้ายชาย
สวัสดีค่ะ
ตั้งแต่โบราณกาล ในโลกเรานี้ จะใช้ภาษาใจเป็นหลัก ดังนั้น ทุกถ้อยคำ และตัวอักษร ถ้ามันผ่านใจออกมา จะทำให้เข้าใจ ถึงใจ น่าสนใจ เพราะมันมีพลัง แต่ที่เราไม่ชอบอ่านตำราเ พราะ ผู้แต่งมีจุดประสงค์หนักแน่น จะเป็นไปเพื่อให้รับรู้ตามนั้น ติดตามข้อเขียนคุณจตุพรมาตลอด ก็เปลี่ยนแปลงไปจริงๆค่ะ น่าอ่าน
พี่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะมันอิสระและมีพลังมากกว่าติดในกรอบ แต่พี่เองก็ผสมปนเปกันไป เข้มบ้าง ไร้สาระบ้าง แล้วแต่จังหวะของความคิด ก็ความคิดมันไหลไปตลอด เราเข้า g2k ก็ไม่มีใครบังคับเรามา
เราเห็นในสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่เห็น แต่บางคนอาจจะเห็น
เราไม่เห็นในสิ่งที่หลายคนเห็น
ในทำนองเดียวกันเปลี่ยนคำว่า เห็น และไม่เห็น เป็น "ชอบ และไม่ชอบ" "สนใจและไม่สนใจ" "ให้ความสำคัญและไม่ให้ความสำคัญ" และ ฯลฯ
นี่คือความหลากหลายของส่วนลึกของความเป็นคนอันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของมวลความรู้ทั้งหมด
พี่ชอบงานลายเส้นนะ หนักแน่นดี
เรียนคุณจตุพร
ความคิดสุดยอดของคนคือการที่ไม่ได้คิด เพราะไม่ต้องคิดมันก็มาแล้ว ในกรณีของคุณถือว่าเป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยม คิดโดยไม่คิดและไม่คิดโดยการคิด สุดยอดครับ
สวัสดีครับ
สบายดีบ่ครับ คุณครูกั๊ตจัง
Gutjang
นานทีเดียวครับ
สำหรับการเข้ามาเขียน เข้ามาเป็นสมาชิกของโลกเสมือนแห่งนี้ เหมือนการวิจัยครับ เราเริ่มเรียนรู้และตั้งคำถามเรื่อยๆกับตัวเอง สังเกตจากคนที่เข้ามาด้วย
ทุกคนต้องการเหมือนๆกันคือ "อิสระ" โดยเฉพาะอิสระในการคิด อิสระ ในการสร้างความรู้
โดยเฉพาะการสร้างความรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง น่าภูมิใจที่สุด
งานที่ครูทำยิ่งใหญ่มาก นอกจากครูจะสร้างความรู้ให้แก่อนาคตของชาติแล้ว ครูเองก็ได้พัฒนาตนเองจากการแลกเปลี่ยนกับเด็กด้วย
ขอให้เชื่อศักยภาพของการแลกเปลี่ยนครับผม
น้องออตครับ
สวัสดีครับ
คุณตันติราพันธ์
การใช้ภาษาเป็นศิลปะที่พัฒนาได้ การเขียนที่ใช้คำ ใช้การอุปมา อุปมัย เป็นความสามารถที่ได้รับการฝึกฝน gotoknow ช่วยได้ ช่วยขัดเกลาได้ครับ
ผมเองก็ฝึกฝนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ เช่นเดียวกับทุกท่าน
ผมขอให้กำลังใจคุณตันติราพันธ์ ด้วยครับ ...ขอบคุณมากครับที่ติดตามบันทึกผมมาโดยตลอด
สวัสดีครับพ่อครับ
น่าจะเป็น "เฮฮาศาสตร์" เวอร์ชั่นผม ครับ หรือ "อิอิ ศาสตร์" ก็ว่าได้นะครับ
แต่จะเป็นศาสตร์อะไร ผมอยากให้ข้อเขียนผมนั้นเป็นศาสตร์แห่งความสุข เสพได้ ไม่มีทุกข์ครับ
สวัสดีครับ พี่
มีเพื่อนใน gotoknow ท่านหนึ่ง ได้บอกว่าผมน่าจะเขียนให้ได้ความรู้ ไม่ใช่เขียนแบบไร้สาระ
ผมเลยตั้งคำถามว่า คำว่า ไร้สาระ คืออะไร และ สาระ คืออะไร
เราอาจหลากหลายเรื่อง วิธีคิดเกี่ยวกับความรู้ เราชินกับความรู้ที่ได้รับในระบบมากจนครอบงำตัวตนเราหมด หลงผิดคิดว่าความรู้นั้นต้องมีกรอบตามนั้นตามนี้
งานวิจัยชุมชน เองก็คงต้องเปิดสมองนักวิจัย ให้มองแบบองค์รวม มองแบบทะลุกรอบไปเลย ไม่งั้นคุณเข้าถึงชาวบ้านยาก เพราะชาวบ้านนั้นล้ำลึกกว่าเราหลายเท่านัก
ดังนั้น ไม่ว่าจะเขียนประเด็นอะไร เขียนอะไรก็ได้ในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นการเขียนความคิด เขียนความรู้ ส่วนจะเชื่อมโยงให้ได้กับชีวิต สร้างปัญญาอย่างไรนั้น แล้วแต่สติปัญญาและทุนของคนอ่าน
ไม่อยากให้ติดกรอบครับ หากติดเเล้วก็เหมือนสังคมเราทุกวันนี้ที่วนอยู่ในข้อมูล เข้าถึงความรู้บ้างนิดหน่อย ปัญญาไม่ค่อยเกิด ปัญหาที่เกิดขึ้นเลยแก้ไขไม่ได้ ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ในขณะปัญญาบางไปเรื่อยๆ
ประเด็นนี้อาจคุยยาว
เอาไว้ เจอกันดวลตัวต่อตัวกับพี่บู้ทที่ดงหลวงนะครับ
สวัสดีครับ
ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกเรื่อง การไร้กระบวนยุทธ คือ สุดยอดแห่งยุทธ
"คิดโดยไม่คิดและไม่คิดโดยการคิด" เป็นคติธรรมที่น่าคิดมากครับ
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีครับ
เพราะผมเป็นเด็กบ้านนอกครับ การเรียนรู้ที่หลากหลายนอกห้องเรียนเป็นอีกเงื่อนไขที่ทำให้ผมมองออกไปนอกห้องเรียนมากขึ้น
ผมว่าเด็กบ้านนอกก็ได้เปรียบตรงนี้ ในส่วนของแหล่งเรียนรู้ ที่เป็นธรรมชาติ
เปิดหัว เปิดใจ เปิดหู เปิดตา ผมว่าเป็นความพยายามของการเรียนรู้ เพื่อสร้างปัญญา ไม่ว่าอยู่ที่ไหน นี่คือ บุคคลเรียนรู้ที่จะรอดคลื่นอวิชชา
ยินดีมากครับสำหรับการแลกเปลี่ยน
ในโอกาสต่อไปแลกเปลี่ยนกันอีกครับ
หรือไม่ก็ไปเจอกันที่ดงหลวงครับผม