ในบรรดาพระมหาเถระ  ๘๐  รูป  ที่ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศในด้านต่างๆ  (เอตทัคคะ)  มีพระราธะเป็นหนึ่งในนั้นที่ได้รับยกย่องว่า  เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย 

นามเดิมท่านชื่อ  ราธะ  มาบวชเมื่ออายุแก่มากแล้ว  ช่วงปลายของชีวิตที่ลูกหลานไม่เลี้ยงท่าน  แม้ท่านจะแบ่งทรัพย์สินให้ลูกๆ  แต่ท่านกลับโดนทอดทิ้งจนต้องไปอาศัยกวาดลานวัดแลกกับอาหารที่พระภิกษุอนุเคราะห์ให้แก่ท่าน  ท่านก็ช่วยปัดกวาดดูแลวัดวาอาราม  หลายครั้งที่ท่านอยากจะขอบวชเป็นพระภิกษุ  แต่พระสงฆ์ก็ยังมิได้บวชให้ท่าน

วันหนึ่งราธะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะพระองค์เสด็จไปโปรดราธะเป็นการเฉพาะ  จึงได้ถือโอกาสนี้ขอบวช  พระพุทธเจ้าจึงเรียกประชุมพระสงฆ์  แล้วตรัสถามว่า  ใครระลึกถึงคุณของราธะ  ใครจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่ราธะได้  พระสารีบุตรจึงกราบทูลว่า  ราธะเคยถวายข้าวทัพพีหนึ่งแก่ท่าน  ท่านจะเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ราธะและจะอบรมสั่งสอนราธะเอง  ด้วยเหตุนี้  พระสารีบุตรจึงได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณ  จดจำแม้ข้าวทัพพีเดียวที่เคยได้รับจากราธะ

ความที่พระราธะบวชเมื่อแก่  จึงได้นั่งแถวท้ายๆ  ทำให้ได้รับอาหารน้อย  จิตใจก็เศร้าหมอง  ปฏิธรรมแทบจะไม่ได้  พระสารีบุตรจึงพาท่านออกเดินทางไปปฏิบัติธรรมในป่า  ออกเดินธุงค์  เมื่อผ่านไปได้ระยะหนึ่งแล้ว  วันหนึ่งท่านได้พาพระราธะกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกครั้ง

พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรว่า  สัทธิวิหาริก(ศิษย์)ของเธอเป็นคนเช่นไร  ท่านจึงกราบทูลไปว่า  ราธะนี้แม้จะเป็นผู้บวชตอนแก่  แต่ก็มิได้มีอาการของคนกระด้างกระเดื่องเลย  แม้จะตามว่ากล่าวตักเตือน  ติดตามสั่งสอนตลอดเวลา  ราธะก็ไม่ได้แสดงอาการว่ายากสอนยาก  กลับเป็นผู้รู้จักนอบน้อมถ่อมตน  รับฟังโอวาทด้วยความสงบเสงี่ยม  ได้ชื่อว่าเป็น  ขันติโสรัจจะ  ผู้มีความอดทนและสงบเสงี่ยมโดยแท้

พระองค์ตรัสถามอีกว่า  ถ้าหากมีสัทธิวิหาริกเช่นนี้  จะรับไปดูแลสั่งสอนได้เท่าไร  พระสารีบุตรกราบทูลว่า  มิจำกัดประมาณเลย

ข้อคิด  บุคคลผู้ว่าง่ายสอนง่าย  ย่อมเป็นที่รักที่เอ็นดูของผู้ใหญ่  มิควรเลยที่จะแสดงอาการกระด้างกระเดื่อง  ควรที่จะเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน  ไม่ยกตนข่มท่าน  จะทำให้เราอยู่ในสังคมใดๆ  ได้อย่างสงบสุข