เมืองฉอด = อ.แม่สอด เมืองเพอะพะ = อ.พบพระ

             เมื่อออกจาก ตลาดริมเมย เราก็ตั้งใจกันว่าจะไปเที่ยวน้ำตกนางครวญแล้วต่อด้วย น้ำตกพาเจริญ ดิฉันจึงบอกว่าได้เห็นป้ายระหว่างทางโฆษณามาตลอดว่าเป็นน้ำตก 84 ชั้น  บอยจึงหัวเราะแล้วบอกว่าเป็นชั้นเล็กๆ ชั้นเล็กชั้นน้อยก็นับหมด  นับว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่น่าสนใจทีเดียว  ดิฉันจึงถามเรื่องร้านอาหารหน้าบ้านพี่จิ๋มว่า  ไอ้ปลาสดเมืองฉอด เนี่ย  เมืองฉอดคืออะไร  พี่จิ๋มและบอยอธิบายว่า  เชื่อกันว่า อ.แม่สอดเนี่ยเมื่อก่อนคือเมืองฉอด ของขุนสามชนที่เคยยกทัพไปตีกรุงสุโขทัย  แต่ก็ยังไม่มีการพิสูจน์กันอย่างจริงจัง  แล้วบอยก็เล่าต่อว่าคนที่แม่สอดนี้จะนับถือพระวอ  และมีรูปพระวอไว้บูชาในบ้านแทบทุกหลัง  และมีศาลพระวอที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองตาก  ซึ่งมีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่าท่านเป็นนักรบชาวกะเหรี่ยงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงแต่งตั้งให้เป็นนายด่านอยู่ที่ด่านแม่ละเมาเพื่อคอยป้องกันข้าศึกมิให้ข้ามเขามาได้ จนตอนที่พม่ามีตีเมือง  ท่านถูกพม่าไล่ต้อนจนขึ้นเขาหมดทางต่อสู้  ท่านจึงกระโดดเขาตาย เพราะไม่อยากตายด้วยดาบของศัตรู  มีผู้เล่าว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ถ้าใครไปล่าสัตว์ในบริเวณเขาพะวอแล้วมักจะเกิดเหตุต่างๆเช่น รถเสีย เจ็บป่วย หรือหลงทาง  เพราะเหตุที่เจ้าพ่อพะวอเป็นนักรบจึงชอบเสียงปืน ทำให้ผู้ที่เดินทางมาสักการะมักยิงปืนถวาย จุดประทัดหรือบีบแตรถวายท่านเป็นการแสดงความเคารพ 

                  ในขณะที่เดินทาง  ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทำให้ขับรถได้ช้ามาก  แล้วทางที่จะไป อ.พบพระ ก็แสนจะคดเคี้ยว  ขึ้นเขา  ลงเขา ตลอด  ทำให้ดิฉันท้องใส้ปั่นป่วนขึ้นมาอีกรอบ  แต่ก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้น  เราก็เดินทางถึงน้ำตกนางครวญ  บอยไกด์จำเป็นของเราให้ข้อมูลว่า เดิมชื่อ น้ำตกเพอะพะ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น น้ำตกพบพระ และเปลี่ยนมาเป็นชื่อน้ำตกนางครวญเพราะมีเรื่องเล่าว่า  มีผู้หญิงที่เธอมีเรื่องช้ำใจจากความรัก  จึงมาผูกคอตายที่น้ำตกนี้  ฟังแล้วเศร้าใจจัง 

                 เราเดินลงไปเที่ยวที่น้ำตกที่เป็นน้ำตกขนาดกลางไหลลดหลั่นลงไปเป็นชั้นเล็กๆ ท่ามกลางป่าร่มรื่นมีต้นน้ำมาจากลำคลองริมท้องนาข้างทางและทางการได้ตัดถนนผ่านตัวน้ำตก จึงแลดูเป็นน้ำตกเล็กๆที่มีความสวยงามมากทีเดียวทั้งๆ ที่ฝนตกลงมาเราก็ยังถ่ายรูปกันอย่างไม่ย่อท้อ  แสงก็ไม่มี  จนฝนหนักพวกเราจึงวิ่งกลับไปที่รถ  เปียกกันม่อล่อกม่อแลกทีเดียว  เราจึงปรึกษากันว่าฝนตกหนักขนาดนี้คงไปไหนต่อไม่ไหว  กลับกันเถอะ  เมื่อมติเป็นเอกฉันท์  จึงมุ่งหน้ากลับแม่สอด  มีน้องคนนึงในคณะมองเห็นป้ายที่เขียนว่า ยินดีต้อนรับสู่เมืองเพอะพะ  ก็เลยถามว่าคืออะไร  บอยไกด์คนเก่งจึงบอกว่า  เพอะพะเป็นภาษากระเหรี่ยง  ที่แปลว่า  เป็นปุ่มเป็นป่ำ  ไม่เรียบเสมอกัน  เหมือนทางที่จะมาที่นี่  แต่ก็มีบางคนบอกว่า เส้นทางการคมนาคมของที่นี่มีแต่โคลนตม ต้องเดินลุยโคลนกัน ชาวบ้านจึงเรียกว่าขี้เปรอะเพอะพะ แปลว่า ขี้โคลนเปรอะเลอะเทอะ หมายความว่าถ้าใครผ่านไปแถบนี้ขาแข้งจะมีแต่ขี้โคลนเปรอะเพอะพะ จึงเรียกบริเวณนี้ว่าบ้านเพอะพะ แต่คนพูดจนเพี้ยนจึงเปลี่ยนเป็น พบพระ (บอยบอกว่าคนที่ทำเพี้ยนคือคนไทย อิอิ) 

                       ขากลับเราผ่านไร่ดอกกุหลาบซึ่งมีพื้นที่ปลูกกุหลาบมากที่สุดในภาคเหนือ มีสายพันธุ์ต่างๆ มากมายโดยเฉพาะกุหลาบไร้หนาม  แต่เราไม่เห็นอะไรเพราะฝนตกๆๆๆๆๆๆๆ  พอถึงเมืองแม่สอด  ทุกคนบอกแทบจะพร้อมกันว่า  หิวๆๆๆๆ  เราจึงมุ่งไปร้านอาหารที่เจ้าถิ่นบอกว่า ไฮโซที่สุดในแม่สอด  คือร้านข้าวเม่าข้าวฟ่าง  พอไปถึงเราก็พบว่าคำคุยของเจ้าถิ่นไม่ผิดเลย  เป็นร้านที่ตบแต่งได้สวยในทุกๆ จุด  แม้กระทั่งห้องน้ำ  ใครไปเที่ยวแม่สอดน่าจะได้ลองเข้าไปดื่มด่ำกับบรรยากาศร้านนี้  เราก็สั่งอาหารมากินกันอย่างมากมาย  แล้วเราก็พบว่า  ถึงแม้จะเป็นร้านอาหารในแถบชนบท  แต่ราคา  เอ่อ..... เกษตร-นวมินทร์  เลยทีเดียว  แต่ไม่เป็นไร  นานๆ จะไฮโซ  ซะที  เมื่อเทียบกับรสชาติอาหารที่ถูกปากทุกคน และ ความอิ่มเอมใจที่ได้รับนับว่าไม่เสียดายเงิน (มั้ง)

                หลังจากกระเป๋าเบากันแล้ว  เราก็ตกลงกันว่า  กลับบ้านนอนเถอะ  สภาพแย่กันมากๆ แล้ว  แต่พอกลับถึงบ้าน  แยกย้ายกันอาบน้ำ  แล้วมานั่งคุยกันตามประสาคนไม่เจอกันนาน  คุยกันท่ามกลางแสงจันทร์  และดาว  ในบรรยากาศที่เย็นสบาย  เผลอนิดเดียว  ตี 1 ก็เลยต้องรีบนอนกัน เพราะพรุ่งนี้  จะต้องไปมูลนิธิ SBA กัน คืนนั้น  ดิฉันหลับเป็นตาย ตื่นมาอีกที สว่างเลยค่ะ