มารู้จักปลากัดกันครับ

  ติดต่อ

  อ่านแล้วจะรู้ว่าปลากัดไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด  

รองศาสตราจารย์ ยนต์ มุสิก

 

ปลากัดป่า

 

 

ปลาลูกหม้อ

ปลาลูกหม้อหรือปลาหม้อนั้นเป็นปลากัดที่ถูกนำมาคัดสายพันธ ุ์โดยนักพันธุศาสตร์สมัครเล่นชาวไทยที่มุ่งหวังจะได้ปลาที่กัดเก่ง จากบันทึกคำบอกเล่า ของนักเลงปลาเก่าอย่าง หลวงอัมรินทร์สมบัติ (ครอบสุวรรณนคร) คาดว่า ปลาลูกหม้อน่าจะถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงประมาณปี 2430 ซึ่งท่านจำได้ว่า ก่อนหน้านั้น ยังต้องจับปลาป่ามากัดพนันกันอยู่ต่อมานักเลงปลาบางคนก็เริ่มใช้วิธีไปขุดล้วงเอาปลาป่าที่อาศัยอยู่ตามรูปูในหน้าแล้งมาขังไว้ในโอ่ง มาเลี้ยงดูให้อาหาร พอถึงฤดูฝนก็นำมากัดพนันกับปลาป่า ซึ่งส่วนใหญ่จะสู้ปลาขุดที่เลี้ยงมาไม่ได้ การเล่นปลาขุดนี้ยังนิยมเล่นกันมาถึงประมาณ ปี 2496 หลังจากนั้นก็มีการเก็บปลาที่กัดเก่งเลี้ยงไว้ข้ามปี และหาปลาป่าตัวเมียมาผสม ลูกปลาที่ได้จากการผสมในชุดแรกจะเรียกว่า "ปลาสังกะสี" ซึ่งสัณนิษฐานว่าน่าจะได้ชื่อมาจากผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ถูกกัดขาดง่ายเหมือนปลาป่าและปลาขุด ปลาสังกะสีมักจะตัวใหญ่ สีสันลักษณะต่างจากปลาป่าและปลาขุด นักเลงปลาป่าจึงมักไม่ยอมกัดพนันด้วย จึงต้องกัดแข่งขันระหว่างปลาสังกะสีด้วยกันเอง ปลาสังกะสีที่เก่ง อดทน สวยงามก็จะถูกคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ เมื่อผสมออกมา ก็จะได้ปลาลักษณะรูปพรรณสีสันที่สวยงามแปลกออกไปตามอัธยาศัยของผู้ผสมพร้อม ความเก่ง และอดทนในการกัดจะว่าไปแล้วพันธุศาสตร์สัตว์น้ำของเมืองไทยนับได้ว่าเริ่มมาตั้งแต่ยุคนี้

 

 

 

คำว่า "ลูกหม้อ" นั้นมาจากการใช้หม้อดินในการเพาะและอนุบาลปลากัด ในระยะแรก ๆ ปลาลูกหม้อจึงเป็นปลาสายพันธุ์ที่สร้างมาแท้ ๆ กับมือของนักเลงปลาทั้งหลาย เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีสำหรับการต่อสู้และให้มีสีสันที่สวยงามตามความพอใจของเจ้าของ ปลากัดลูกหม้อจึงมีรูปร่าง หนาใหญ่กว่าปลากัดชนิดอื่น สีสันสวยงามดูแล้วน่าเกรงขามกว่าพันธุ์อื่น ๆ สีส่วนมากจะเป็นสีน้ำเงิน แดง เทา เขียว คราม หรือแดงปนน้ำเงิน ใน การเล่นปลากัดในยุคก่อนนั้นปลาลูกหม้อจะมีสองประเภทคือ "ลูกแท้" และ "ลูกสับ" ลูกแท้ หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ ่ที่มาจากครอกเดียวกัน และลูกสับหมายถึงลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากคนละครอก ปลากัดลูกหม้อนี้ถ้าเอาไปผสมกลับกับปลาป่าลูกปลาก็จะ เรียกว่า "สังกะสี" เช่นเดียวกัน ซึ่งปลาสังกะสีซึ่งเกิดจากการผสมกลับแบบนี้ส่วนมากก็จะมีชั้นเชิงและน้ำอดน้ำทนในการกัดสู้ลูกหม้อไม่ได้ "ลูกหม้อ" จึงเป็นสุดยอดของปลากัดสำหรับนักเลงปลาทั้งหลาย ในระยะหลัง ๆ ก็อาจมีการพูดถึงสายพันธุ์ "มาเลย์" หรือ "สิงคโปร์" ซึ่งว่ากันว่ากัดเก่งหนังเหนียวแต่โดยแท้จริงก็คือปลาลูกหม้อ นั่นเอง เพียงแต่ว่าในระยะต่อมามีการประยุกต์ใช้กลวิธีการหมักปลาด้วยสมุนไพร ใบไม้ ว่าน ดินจอมปลวก และอื่น ๆ เพื่อช่วยเคลือบเกล็ดปลา ที่เชื่อกันว่าจะทำให้เกล็ดแข็งกัดเข้าได้ยาก ควบคู่ไปกับการคัดเลือกพันธุ์ ถึงอย่างไร ลูกหม้อก็คือลูกหม้อที่เราชาวไทยพัฒนามาแต่โบราณแม้จะถูกนำไปพัฒนาสายพันธุ์ในที่อื่นก็ยังคงเป็นลูกหม้อไทยตัวเดิมนั่นเอง

ลีลาการต่อสู้ของปลากัด

เมื่อปลาถูกโจมตีซึ่ง ๆ หน้าไม่สามารถหลบหลีกได้ทัน ปลากัดจะประสานปากเข้ากัดรับ หันส่วนหัวเข้ากัดกันล็อกคขากรรไกรแน่น ท่านี้นักเลงปลา เรียกว่า "ติดบิด" ปลาจะปล่อยตัวตามยาวทำให้ส่วนที่เหลือของลำตัวหมุนบิดเป็นเกลียว จนจมลงพื้นและคงอยู่ท่านี้ประมาณ 10-20 วินาที จึงแยกจากกันเพื่อขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อฮุบอากาศแล้วกลับมาต่อสู้กันใหม่ในท่าเดิม จริยธรรมของนักเลงแสดงให้เห็นในช่วงนี้ที่ไม่เคยมีปลาตัวไหนถูก ลอบกัดขณะขึ้นฮุบอากาศในการต่อสู้บางครั้งอาจจะติดบิดถึง 20 ครั้งจึงจะมีการแพ้การชนะ

 

 

 

โดยปกตินักเลงปลาทั้งหลายจะมีวิธีการซ้อมปลาเพื่อให้พร้อมในการต่อสู้ โดยอาจใช้วิธีไล่น้ำโดยใช้มือกวนน้ำในอ่างให้น้ำวนอย่างแรง แล้วปล่อยปลา ให้ว่ายทวนน้ำหรือฝึก ออกกำลังโดยปล่อยปลากัด "ลูกไล่" ที่เป็นปลาไม่สู้ลงไปในโหลให้ซ้อมไล่กัด

นักสู้ผู้เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบ

ศัพท์ของนักเลงปลากัด

ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าปลากัดมีอิทธิพลต่อสังคมไทยไม่น้อย คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้ในวงนักเลงปลาได้กลายเป็นคำที่ถูกนำมาใช้ในสังคมไทยอย่าง แพร่หลายตั้งแต่ "ลูกหม้อ" ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีกำเนิดผูกพันอย่างแท้จริงเหมือนกับปลาลูกหม้อที่คัดสายพันธุ์ เลือกสรรลักษณะมาอย่าง ต่อเนื่อง "ลูกไล่" ซึ่งหมายถึงคนที่ถูกข่มอยู่ตลอดเวลา ดั่งปลาลูกไล่ที่ไม่ยอมสู้ปลาตัวอื่น "ก่อหวอด" หมายถึงการคิดกระทำ มิดีมิร้ายซึ่งเป็นอาการเตรียมการของปลากัดตัวผู้ที่วางแผนจะผสมพันธุ์กับตัวเมีย "ถอดสี" อาการตกใจยอมแพ้ของปลากัด และ "ติดบิด" ซึ่งถูกนำมาใช้ในภาษามวยที่ต่อยแล้วกอดกันแน่น คำเหล่านี้ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจนเป็นคำธรรมดา ซึ่งคนส่วนใหญ่ จะไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วเป็นคำศัพท์ในวงนักเลงปลากัด

ปลากัดโดย ปลากัดจีน ปลากัดเขมร

ตามปกติเมื่อพูดถึงปลาลูกหม้อ หรือปลาหม้อ ก็จะมีคำว่าปลาจีนคู่กันอยู่เสมอ จนคนหลายคนเข้าใจผิดว่าปลาจีนเป็นปลากัดอีกสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งมา จากประเทศจีน ซึ่งโดยแท้จริงแล้วปลาทั้งสองชนิดนี้ก็เป็นปลากัดไทยที่มีพื้นเพมาจากปลากัดป่าของเราทั้งคู่เพียงแต่เมื่อมีการผสมคัดพันธู์เพื่อให้ได้ ปลาลูกหม้อที่กัดเก่งมีลักษณะที่ดีสวยงาม ก็เผอิญได้ปลาชนิดใหม่ที่ครีบและหางยาวออกมามากกว่าปกติ หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ครีบ และหางที่แผ่กว้างขึ้น มีลักษณะสวยงามขึ้น มีสีสันใหม่ ๆ ที่สวยงาม โดยวัตถุประสงค์หลักที่จะเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โดยเฉพาะลักษณะครีบที่ยาว รุ่มร่ามและสีสันฉูดฉาด เหมือนตัวงิ้ว จึงเรียกกันว่า ปลาจีน เลยทำให้คนเข้าใจผิดกันไปมากมาย ส่วนปลาเขมรนั้นเป็นปลากัดเผือก หรือ ปลากัดสีอ่อน เริ่มพัฒนาและเลี้ยงกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 แรก ๆ มีมากในประเทศเขมร โดยสรุปทั้งหมดก็เป็นปลาที่เกิดจากปลาป่าสายพันธุ์เดียวกัน เพียงแต่เมื่อมีการผสมคัดพันธุ์ที่ถูกต้องได้จังหวะ ลักษณะที่สวยงามมากมายของปลากัดที่เป็นลักษณะพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่ในปลาป่า เมื่อมีการผสม คัดพันธุ์ให้ถูกต้องได้จังหวะความสวยงามเหล่านี้ก็จะปรากฎออกมาให้ได้ชื่นชม ในปัจจุบันจึงมีปลากัดรูปแบบและสีสันใหม่ ๆ ปรากฎออกมาอยู่เสมอ ๆ

การพัฒนาปลากัดสายพันธุ์ครีบยาว

โดยความดึงดูดใจของความสวยงาม ปราดเปรียว ร่าเริง ความสามารถแสดงออกซึ่งอารมณ์เมื่อถูกกระตุ้นและความที่เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ปลากัดไทย ได้ถูกฝรั่งนำไปเลี้ยงในยุโรป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2417 และต่อมาก็แพร่ไปที่สหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และได้มีการผสมคัดพันธุ์เพื่อให้ได้ ้ปลากัดที่มีลักษณะ รูปแบบ สีสันต่าง ๆ มากมายปลากัดไทยที่นำไปเลี้ยงในประเทศต่าง ๆ ในช่วงนั้นเป็นปลากัดครีบยาวที่เรียกว่าปลาจีนเป็นหลัก ใน ระยะแรกการปรับปรุงพันธุ์จะมุ่งที่จะปรับปรุงสีที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ สวยงาม และสร้างสีใหม่ ๆ เป็นหลัก ในระยะประมาณ 70-80 ปีที่ผ่านมา ปลาที่ มีลำตัวสีอ่อน ที่เรียกปลากัดเขมรเป็นที่นิยมมาก และมีการพัฒนาสีสันต่าง ๆ กันอย่างหลากหลาย เช่นเดียวกับปลากัดสายพันธุ์ลิบบี้ ที่มีครีบยาว สวยงามมากกว่ากติถัดมาในช่วง 50-60 ปี ที่แล้วนักคัดพันธุ์ปลากัดทุ่มเทไปกับการพัฒนาปลากัดสีดำ ซึ่งเป็นที่ฮือฮามากในช่วงนั้น จนมาถึงระยะ 20-30 ปีที่ผ่านมาจึงมีความสนใจในการพัฒนารูปแบบและรูปทรงของครีบปลากัดกันอย่างจริงจังปลากัดที่นิยมมากในยุคนั้นคือปลาหางสามเหลี่ยม หรือ "เดลต้า" ซึ่งหางกางทำมุม 45-60 องศา กับโคนหาง และที่เป็นที่นิยมสูงสุดคือ "ซุปเปอร์ เดลต้า" สีเดียวที่หางแผ่กางใหญ่กว่าปกติ

เมื่อสิบปีที่แล้วมานี้ วงการปลากัดก็ต้องตื่นเต้นกับ "ฮาล์ฟมูนเดลต้า" ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาในประเทศ เยอรมันนีและฝรั่งเศส ปลากัดชนิดนี้มีครีบหางแผ่กว้างเป็นครึ่งวงกลม ทำมุม 180 องศากับโคนหาง หลังจากนี้ก็มีพระจันทร์ครึ่งซีกประเภทสองหาง ตามออกมา และในช่วงนี้นักเพาะพันธุ์ปลากัดก็หลงไหลอยู่กับ ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกหรือฮาล์ฟมูลเดลต้าอยู่หลายปี จนเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว นักเพาะพันธุ์ชาวสิงคโปร์ก็ผลิตปลากัด "คราวด์เทล" หรือ "หางมงกุฎ" ออกมาให้วงการตื่นเต้นกันอีกครั้ง ซึ่งน่าจะได้จากการผสม ปลากัด "หางจัก" หรือ "หนามเตย" ที่พบอยู่เสมอ ๆ กับ "เดลต้า" หรือ "ฮาล์ฟมูนเดลต้า" จึงทำให้ได้ปลา ที่หางแผ่รูปสามเหลี่ยมจนถึงครึ่งวงกลมและมีขอบ เป็นจักรหรือเป็นซี่ในระยะปีสองปีที่ผ่านมานักคัดพันธุ์ทั้งในไทยและต่างประเทศได้ปรับปรุงปลากัด หางมงกุฏ จนได้รูปแบบใหม่ ๆ ออกมามากมาย และเริ่มมีการผสมกลับมายังปลาลูกหม้อ เพื่อความสมดุลย์ระหว่างครีบและลำตัวใน "เดลต้า" และ "ฮาล์ฟมูนเดลต้า" เป็นที่น่ายินดีว่าในปัจจุบันผู้เพาะเลี้ยงปลากัดในประเทศไทยหลายรายสามารถผลิตสายพันธุ์ปลากัดเหล่านี้ได้ใน ระดับดี ทำให้การปรับปรุงพันธุ์ปลากัดครีบยาวในบ้านเราก้าวขึ้นไปทัดเทียมไม่น้อยหน้ากับต่างประเทศ

การพัฒนาปลากัดลูกหม้อเพื่อเป็นปลาสวยงาม

ในขณะที่การพัฒนาปลากัดครีบยาวเป็นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ปลากัดสวยงามในรูปแบบสีสันต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาเกือบศตวรรษที่ผ่านมา สำหรับปลากัดลูกหม้อนักเพาะพันธุ์ไทยก็ยังเน้นการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อการกัดแข่งขันเป็นหลัก ปลากัดครีบยาว หรือที่เรียกว่าปลาจีนในประเทศ ก็ขาดการพัฒนาสายพันธุ์จนเป็นปลาที่ถูกจัดอยู่ในระดับคุณภาพค่อนข้างต่ำด้วยความห่วงใยในปลาสวยงาม ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเพชรน้ำหนึ่งของ ประเทศไทย ที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยไปทั่วโลกในนาม "ปลานักสู้แห่งสยาม" (Siamese Fighting Fish)

 

 

ลักษณะที่ดีของปลากัด

 

ครีบหาง เป็นครีบที่มีรูปแบบหลากหลายมากที่สุด รูปแบบโดยทั่วไป สำหรับปลาหางเดี่ยวอาจเป็นหางกลม หางครึ่งวงกลม หางรูปสามเหลี่ยม หางกลมปลายแหลม หางย้วย และหางรูปใบโพธิ์ หางทุกแบบควรมีการกระจาย ของก้านครีบเท่ากัน ระหว่างส่วนบนและส่วนล่างของเส้นที่ลากผ่าน แนวขนานลำตัว หางควรแผ่เต็มสมบูรณ์ได้สัดส่วน ในกรณีของปลาหางคู่ลักษณะหางอาจเป็นลักษณะที่เชื่อมต่อกันจนปลายหางเกือบเป็นเส้นตรง หรือเว้าเล็กน้อย หรือเว้ามากเป็นรูปหัวใจ หรือหางแยกที่ซ้อนทับเกยกัน หรือหางที่แยกจากกันเต็มที่โดยไม่ซ้อนทับ หรือเป็นหางที่เว้าลึกในระดับ ต่าง ๆ แต่ยังไม่แยกกันเด็ดขาด

 

ครีบก้น ลักษณะครีบที่ดีควรจะมีขอบครีบส่วนหน้าและส่วนหลังขนานกันและค่อย ๆ โค้งไปทางด้านหลัง ขอบด้านหน้าและขอบด้านหลัง จะต้องไม่เรียวแหลมเข้าหากัน ลักษณะที่ดีจะต้องแผ่กว้างทำมุม และซ้อนทับดูเป็นเนื้อเดียวกันกับครีบหาง แต่ไม่เชื่อมต่อกับครีบหาง

 

ครีบท้อง ลักษณะควรเหมือนใบมีดที่มีด้านคมอยู่ด้านหลัง ขอบด้านหน้าโค้งเข้าเล็กน้อย ปลายแหลม ครีบทั้งคู่ควรมีความยาวและขนาด เท่ากัน และไม่ไขว้กัน ครีบจะต้องไม่สั้นหรือกว้างเกินไป และไม่ยาวหรือแคบเกินไป

 

ครีบอก ควรเป็นครีบที่สมบูรณ์กว้างและยาว

ลักษณะสีของปลากัด

ปลากัดสีเดี่ยว

 

ปลากัดสองสี ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสี คือลำตัวจะต้องมีสีเดียว และครีบทั้งหมดจะต้องมีสีเดียวเช่นกัน แต่สีของครีบ จะต้องต่างกับสีของลำตัว ปลากัด สองสีอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. ปลากัดสองสีชนิดลำตัวสีเข้ม ปลากัดสองสีชนิดนี้จะมีลำตัวสีเข้มสีใดสีหนึ่ง เช่น แดง ดำ น้ำเงิน เขียว และครีบก็ต้องเป็นสีเดียวที่เป็น สีอื่น ที่ไม่เหมือนสีของลำตัวโดยอาจเป็นสีเข้มอื่น ๆ หรือเป็นสีอ่อนก็ได้ ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสีลำตัวสีเข้มที่ดีคือ มีสีลำตัวและสีครีบตัดกัน ัชัดเจน และสีของลำตัวและสีของครีบแยกกันตรงบริเวณที่ครีบต่อกับลำตัว 2. ปลากัดสองสีชนิดลำตัวสีอ่อน เป็นปลากัดที่มีลำตัวสีอ่อนสีใดสีหนึ่งและมีครีบอีกสีหนึ่งที่แตกต่างจากสีของลำตัวอาจเป็นสีอ่อนหรือเข้ม ก็ได้ ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสีลำตัวสีอ่อนที่ดีคือสีลำตัวและสีครีบต้องตัดกันชัดเจน ครีบที่มีสีเข้มจะดีกว่าครีบสีอ่อน สีของลำตัวและสีของ ครีบแยกกันตรงบริเวณส่วนต่อระหว่างครีบและลำตัว

ปลากัดสีลวดลาย

 

(1) ปลากัดลายผีเสื้อ ปลากัดลายผีเสื้อเป็นปลากัดที่มีสีเป็นลวดลายรูปแบบเฉพาะที่บริเวณครีบ โดยครีบจะมีสีเป็นแถบ ๆ ขนานกับเส้น วงรอบลำตัว การพิจารณาลักษณะ ที่ดีของปลากัดลายผีเสื้อ จะพิจารณาที่การตัดกันของแถบสี และความคมของขอบสีเป็นหลักไม่ใช่ดูที่สีของลำตัวและครีบเหมือนทั่ว ๆ ไป ปลากัดที่ มีสีของครีบซึ่งแถบสีด้านในเป็นสีเหลืองและแถบด้านนอกเป็นสีเหลืองอ่อนจึงไม่จัดอยู่ในประเภทลายผีเสื้อ แนวของแถบสีบนครีบควรลากเป็นรูปไข่ รอบตัวปลา ปลากัดลายผีเสื้อสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ - ลายผีเสื้อ 2 แถบสี ครีบจะประกอบด้วยแถบสีที่ตัดกันชัดเจน 2 แถบ ลักษณะที่ดีแถบสีทั้งสองควรจะมีความกว้างเท่ากัน เป็นคนละครึ่งของความ กว้างของครีบ - ลายผีเสื้อหลายแถบสี หมายถึงปลากัดลายผีเสื้อที่สีของครีบมีตั้งแต่ 3 แถบขึ้นไป ลักษณะที่ดีความกว้างของแถบสีแต่ละแถบควรจะเท่ากับความ กว้างของครีบหารด้วยจำนวนแถบสี สีของลำตัวและสีของครีบแถบแรกที่อยู่ชิดลำตัวอาจเป็นสีเดียว สองสี ลายหินอ่อน หรือหลากสีก็ได้

 

(2) ปลากัดลายหินอ่อน ปลากัดลายหินอ่อนเป็นปลากัดในชุดของปลาที่มีสีเป็นลวดลายรูปแบบเฉพาะ เช่นเดียวกันโดยครีบจะไม่มีแถบสี และบนลำตัวจะมีสีอื่นแต้มเป็น ลวดลายหินอ่อน ปลากัดลายหินอ่อนแบ่งออกเป็นชนิดหลัก ๆ 2 ชนิด ลายหินอ่อนธรรมดา ปลากัดชนิดนี้จะไม่มีสีแดง เขียว น้ำเงิน และเทา ปรากฎในลายหินอ่อน บนครีบก็จะไม่ปรากฏสีเหล่านี้เช่นกัน ปลาจะมีสีดำเข้ม หัวหรือหน้าขาว ลวดลายจะประกอบด้วยสีดำ สีเนื้อ และสีขาวเท่านั้น ลายหินอ่อนสี สีบริเวณหน้าและคางยังคงลักษณะเป็นสีขาว หรือสีเนื้อ แต่ลำตัวและครีบอาจปรากฏสีผสมของสีแดง เขียว น้ำเงิน และเทา ลำตัวของปลากัดลาย หินอ่อนสีอาจประกอบด้วยสีเหล่านี้ในลวดลาย แต่จะต้องมีสีเนื้ออยู่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน RidBetta < I LOVE PLAKAT>

หมายเลขบันทึก: 13555, เขียน: , แก้ไข, 2012-05-13 18:35:41+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #uncategorized

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (5)

สวัสดีครับคุณเติล

ได้ข้อมูลเพียบเลยครับขอบคุณครับ

kob
IP: xxx.7.133.113
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะได้รับข้อมูลมากเลยน่ะ ถ้าอยากทราบลองเข้าข้อมูลคำแนะนำที่ http://www.samud.com

 

ธนพงษ์ ชื่นชวนสังคม
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

ข้อควรคำนึงสำหรับนักเพาะปลากัด เมื่อจับปลาพ่อแม่พันธุ์ปลากัดลงในอ่างเพาะแล้วให้คอยสังเกตุ ถ้าปลาตัวผู้ไม่แสดงอาการเกี้ยวพาราสีปลาตัวเมีย และไม่ยอมก่อหวอด อาจมีส่าเหตุมาจากหลายด้านด้วยกัน เช่นปลาตัวผู้นั้นมีอายุมากเกินไป หรือมีสุขภาพไม่แข็งแรง ตามความเป็นจริงแล้วปลากัดตัวผู้ที่มีความพร้อมจะก่อหวอดและรู้หน้าที่ของตัวเอง ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นควรนำปลาตัวผู้นั้นออก นำไปพักและคอยดูแลเพื่อที่จะนำไปผสมใหม่อีกครั้ง ปลากัดตัวผู้ที่ไม่เคยนำมาผสมพันธุ์เลย ไม่มีประสบการณ์ในการผสมพันธุ์ หรือมีอายุน้อยเกินไป อาจทำให้ปลาตัวผู้นั้นไล่กัดปลาตัวเมีย โดยไม่คิดผสมพันธุ์ เราจึงต้องใช้ปลาตัวเมียที่ได้ผ่านการผสมพันธุ์มาแล้วจับคู่แทน ปลากัดตัวผู้ที่มีนิสัยก้าวร้าวเกินไป ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ การที่ปลาทั้งสองจะผสมพันธุ์กันได้นั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างดี ปลากัดตัวผู้ไล่กัดตัวเมียก่อนผสมพันธุ์เป็นเรื่องปกติ และจะหยุดลงเมื่อปลาตัวผู้ได้ก่อหวอดเสร็จเรียบร้อย และฝ่ายตัวเมียก็จะว่ายน้ำในท่าหัวดิ่งเข้าหาอยู่ใต้หวอด ไม่มีการตอบโต้เมื่อตัวผู้แว้งเข้าใส่ ปลากัดตัวเมียที่ไล่กัดปลาตัวผู้ มีสาเหตุมาจากปลาตัวเมียนั้นมีนิสัยที่ก้าวร้าวไม่เหมาะสมที่จะนำมาเป็นแม่พันธุ์อีกเช่นกัน ปลาตัวเมียที่ตัวใหญ่กว่าตัวผู้ หรือไม่พร้อมที่จะผสมพันธุ์ อาจไม่ยอมผสมพันธุ์และไล่กัดปลาตัวผู้ หรือถูกตัวผู้ไล่กัดเพื่อให้ยอมผสมพันธุ์ เราควรแยกปลาออกจากกัน เพื่อป้องกันการสูญเสีย ถ้าต้องการปลาทั้งคู่นั้นเป็นพ่อแม่พันธ์ควรเทียบคู่ให้นานขึ้น หรือเปลี่ยนจับคู่ให้ใหม่แทน การเพาะพันธุ์ปลากัดจึงควรทำตามขั้นตอน โดยผ่านการเทียบคู่จนกระทั่งสุกงอม ปลากัดที่มีปฏิกริยาต่อกันเวลาเทียบคู่จะสังเกตุได้ว่าปลาทั้งคู่จะว่ายเข้าหากัน ปลาตัวผู้แสดงอาการคึกคักในไม่ช้าก็ก่อหวอด ถ้าไม่ก่อหวอดหรือไม่คึกคักควรเปลี่ยนปลาตัวผู้นั้นเสีย ดังนั้นผู้ที่จะทำการเพาะพันธุ์ปลากัดจึงควรคำนึงถึงพ่อแม่พันธุ์ในด้านความเหมาะสมเป็นข้อหลัก และความพร้อมในการผสมพันธ์ ไม่ต้องรีบร้อนผสมพันธุ์ ปลากัดเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ง่ายแค่ข้ามคืนเราก็จะได้ไข่ปลาที่พร้อมจะเป็นลูกปลา นับร้อยนับพัน จึงควรพิถีพิถันในขั้นตอนนี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ไห้ผิดพลาด เพราะเมื่อไม่สำเร็จอาจท้อถอย เสียทั้งเวลาหรืออาจหมดกำลังใจ

ที่มา : http://www.khonrakpla.com/index.php?lay=sh...31&Ntype=10

ปฏิภาณ ทองสินธุ์
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

การนำปลาที่มีชีวิตมาใส่เลี้ยงไว้ในภาชนะตั้งไว้ชมเล่นนั้น ได้เริ่มกันในกลุ่มประเทศทางตะวันตกมาเป็นเวลาประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว แต่เดิมมานั้นมนุษย์ใช้ปลาเป็นอาหาร เมื่อต้องการปลาเมื่อใดก็ออกไปจับมาเป็นอาหาร การออกไปจับแต่ละครั้ง นั้นย่อมเป็นการไม่สะดวกฉะนั้นเพื่อที่จะให้ปลาที่จับมาได้ แล้วนั้นมีชีวิตอยู่ ได้นานและอยู่ใกล้มือ สะดวกต่อการที่จะจับขึ้นมาใช้ประโยชน์ การเลี้ยงปลาจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ ครั้งนั้นโดยมี การขุด สกัดไม้หรือหิน ให้เป็นอ่างขังน้ำใช้ในการเลี้ยงปลา

การเลี้ยงปลาไว้ชมเล่นนั้น เกิดหลังจากที่ได้มีการเลี้ยงปลาไว้เป็นอาหาร โดยเมื่อการวิวัฒนาการได้เจริญรุดหน้ายิ่งขึ้น การที่จะนำปลาที่สวยงามวิจิตรพิสดารที่จับได้ ได้บั่นทอน ใช้เป็นอาหารเสียนั้น ย่อมเป็นที่น่าเสียดาย ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเลี้ยงปลาไว้เพื่อชมเล่นเกิดขึ้น และหลังจากนั้น เมื่อได้มีการคิดค้นทำกระจกขึ้นได้แล้ว การเลี้ยงปลาในตู้กระจกไว้ชมเล่น จึงได้แพร่หลาย และก้าวหน้าดังที่ปรากฏอยู่ ในทุกวันนี้

ความน่าสนใจของปลาสวยงาม

ในกลุ่มประเทศทางตะวันออก ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่ได้มีการเลี้ยงปลาไว้ชมเล่นปลาที่เลี้ยงนั้นได้แก่ปลาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของปลาทองมีลักษณะคล้ายปลาตะเพียนได้มีการวิวัฒนาการขึ้นโดยมีสีสรรรูปลักษณะสวยงามเป็นปลาทอง ดังที่รู้จักกันในปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ควรจะได้รับเกียรติ โดยนำมากล่าว ณ ที่นี้ เพราะศิลปวิทยา และความพากเพียรเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องการเลี้ยงปลา ทำให้เกิด "ปลาทอง" ที่สวยงามน่ารัก และน่าเลี้ยงขึ้น ต่อมาก็เป็นที่รู้จักกันภายใต้ ชื่อว่าปลาสวยงาม ซึ่งทั้งนี้ รวมถึงปลาอื่นๆ ที่ สวยงามด้วย

ปลาสวยงามเริ่มเป็นที่นิยมเลี้ยงกันเมื่อใดนั้น จากหลักฐานเท่าที่พบปรากฏว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงปลา เจริญก้าวหน้ามากกว่าประเทศอื่นใดในตะวันออก นั้นเริ่มเลี้ยงปลาสวยงาม เมื่อ พ.ศ. 2468 หรือเมื่อ 35 ปี มานี้เอง ปลาสวยงามชนิดแรกที่ญี่ปุ่นเลี้ยงได้แก่ ปลาหางดาบ (Swardtails)จากนั้นอีก 2 ปี จึงค่อยมีมากชนิดขึ้น

ในประเทศไทย ก็คงเริ่มเลี้ยงปลา สวยงามกันบ้างเมื่อไม่ช้าไม่นานกว่าประเทศญี่ปุ่นเท่าใดนัก เพราะจากหลักฐาน เท่าที่พบปรากฏว่าเมื่อประมาณปี 2479 กรมประมงได้ร่วมมือกับกระทรวง สาธารณสุข ส่งเสริมแนะนำให้ปล่อยปลา Gambusia ซึ่งเป็นปลาชนิดหนึ่งที่กินยุงและเรียกกันว่าปลากินยุง ลงเลี้ยงตามบ่อและอ่างน้ำ เพื่อกำจัดยุงอันเป็นสื่อนำเชื้อ มาเลเรีย นอกจากนี้ปลาสวยงามที่มีกำเนิดในประเทศไทย เป็นที่รู้จัก กันมานานแล้ว เช่นปลาซิวหางแดงซึ่งปัจจุบันรู้จักในชื่อว่า รัสโบรา (Rasbora) ปลาข้างลาย รู้จักกันในชื่อว่า สุมาตรา หรือ Tiger barb และปลาทรงเครื่อง รู้จักกันในชื่อว่า Red-finned shark เมื่อระยะเริ่มแรกนั้นปลาสวยงามมีราคาแพงมาก ยากที่คนทั่วไปจะซื้อหามาเลี้ยงได้ทั้งนี้เพราะยังไม่แพร่หลาย

ในปัจจุบันนี้การเลี้ยงปลาสวยงาม กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายและยังเติบโตขยายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ เป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี

ด.ช. เกรีรยงไกร เขาเข็ม
IP: xxx.10.15.136
เขียนเมื่อ 

ทําไม