บุคลาธิษฐาน :การใช้โวหารในวรรณกรรม

 

               บุคลาธิษฐาน (Personification)  คือ โวหารชนิดหนึ่ง  ในโวหารภาพพจน์ (Figure of speech)  ที่มีลักษณะการสมมุติให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์  ให้มีอากัปกิริยาท่าทาง  ความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์  เช่น 

               - พระจันทร์แย้มยิ้มทักทายกับสายลม

               - ลมกระซิบกับเกลียวคลื่น

               - ทะเลร้องครวญครางด้วยความเสียใจ บัดเดี๋ยวก็กลับกลายเป็นความโกรธ คลั่ง พร้อมจะกลืนเรือน้อยให้จมหายไปในทะเล

              - โต๊ะที่เราเคยนั่ง บัดนี้ร้างไร้เงาเจ้าของ มันจึงได้แต่เหม่อมองและปล่อยตัวให้ผุพังไปตามกาลเวลา หาสนใจแดด ฝนไม่ 

 

                  โวหารบุคลาธิษฐาน จึงสามารถสร้างอารมณ์ ความรู้สึกให้เกิดขึ้น ทำให้เราสัมผัสได้ลึกซึ้งขึ้น  ทำให้เกิดภาพที่ชัดเจน  ช่วยสร้างคุณค่าความหมายให้แก่วรรณกรรมมากยิ่งขึ้น   ในกรณีที่เป็นสัตว์หรือพืช โวหารบุคลาธิษฐานช่วยให้เราเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของสิ่งเหล่านี้ แม้จะสื่อสารด้วยภาษามนุษย์ไม่ได้ก็ตาม  แต่ถ้าสมมุติให้สิ่งเหล่านี้มีชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ ก็จะทำให้เกิดอรรถรสมากยิ่งขึ้น  แม้เราจะรู้ว่ามันเป็นไม่ได้ที่สิ่งมีชวิตที่มิใชมนุษย์จะรู้สึกนึกคิดเช่นนั้น  แต่นั่นคือวิธีสร้างสรรค์งานวรรณกรรมให้น่าสนใจ และมีเสน่ห์มากขึ้น

                 ผมมีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง  โดยจะอาศัยโวหารบุคลาธิษฐาน สร้างเรื่องราวให้น่าสนใจ นั่นคือ  "เรื่องของมะหมา" ซึ่ง จะสมมุติให้มันพูดได้ มีชีวิตเช่นมนุษย์  วิธีนี้นิยมมากในการแต่งนิทาน กาลสมัยในยุคสัตว์พูดได้  หรือการ์ตูน ทำให้หนูน้อยได้เข้าถึงสัตว์และตัวการ์ตูนเหล่านี้ได้ และมีทัศนคติต่อสิ่งเหล่านี้ มีความรู้สึกว่าได้สัมผัสจริง

เรื่องของมะหมา : อย่ายุ่งกับผม

                        "เจ้ามะหมาสองตัวนี้นอนเล่นตากลมอยู่ เห็นแล้วก็อดเข้าไปขอสัมภาษณ์ไม่ได้  ยังไงต้องขอเจรจากันหน่อย"

                       "อ้ะ - อ้าวคุณ!  นี่ถ่ายรูปโดยไม่ขออนุญาตกันก่อนเลยหรือ ถือวิสาสะมาถ่ายได้ยังไง?  คุณเป็นปาปารัชชี่ หรือไง หา?"

                       "ขอโทษเถอะครับ ผมเห็นว่าหน้าตาคุณหล่อสมาร์ทเตะตาผม เลยอยากขอสัมภาษณ์ไปลงหนังสือหน่อยครับ หวังว่าคุณจะไม่ขัดข้อง"

                    "ขัดข้องสิคุณ  ผมไม่มีอารมณ์จะให้สัมภง-สัมภาษณ์อะไรหรอก "

                   " เป็นอะไรไปครับ โอ๊ะ! ..ขอโทษครับ ไม่ได้ตั้งใจละลาบละล้วง  ก็แค่ต้องการสัมภาษณ์จริงๆ ไม่ต้องการให้คุณเสียหายเลย"  

                    มะหมาโบกมือ  พร้อมเอ่ยขึ้นเมื่ออารมณ์เริ่มผ่อนคลาย

                  " ก็ได้ครับ  งั้นผมให้เวลาแค่ 10 นาที"

                  "โอ.เค. ครับ  เอ่อ นั่น!  ภรรยาคุณเหรอ?"

                 "ไม่ใช่!   นั่นกิ๊กผม   ตอนนี้เธอไม่ค่อยสบอารมณ์  มีอะไรพูดกับผม  อย่าไปยุ่งกับเธอ"

                  " ใช่สิ! ฉันอารมณ์เสียก็เพราะคุณนั่นล่ะ  เป็นกิ๊กมาเดือนกว่าแล้ว ไม่เห็นทีท่าว่าจะเชิดชูดูเลี้ยงเป็นเรื่องราวเลย  นี่คุณ!  ฟังไว้นะ เจ้านี่ เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจเชียวคุณ  เมื่อวานได้กระดูกไก่แสนอร่อยมา มันกับคาบเอาไปให้คนอื่นเฉยเลย "

                  "นี่คุณ!  ให้เกียรติฉันหน่อยสิ  เธอก็ไม่ได้สนใจฉันสักเท่าไหร่ เธอก็ไปแอบมีกิ๊กเหมือนกันแหละน่า "

                 "ใคร? บอกมาเลย"

                 " จะปฏิเสธเหรอ  ก็ไอ้ตาลหน้าตาน่าเกลียดนั่นไง"

 แต่แล้วพลันก็มีเสียงหนึ่งดังแทรก   

                 "อะ..อ้าว!  นี่คุณ  จะพูดอะไรเกรงใจกันหน่อยครับ  ผมไม่เคยรู้จักมักคุ้นอะไรกับกิ๊กคุณนะครับ  กิ๊กคุณนั่นล่ะ มาพัวพันผมเอง คงเห็นว่าหน้าตาผมหล่อเข้าขั้น  ขอโทษผมไม่ได้สนใจเธอหรอก ไม่ใช่สเป๊คผม  อย่ามายุ่งกับผมเลย  ผมมีปัญหาพอแรงอยู่แล้ว อย่าเอาปัญหามาให้ผมอีกเลย  ขอร้องล่ะ"    

                " ขอโทษครับ  ว้าว!  หล่อเข้าขั้นจริงๆ ด้วย  ผมขอสัมภาษณ์หน่อยนะครับ"

                "เอ๊ะ!  นี่ใครกันล่ะ ?   อย่ายุ่งกับผมเลย  อ้าว! นั่นถ่ายรูปผมด้วยเหรอ  ถ่ายไปทำไมกัน  ขอร้องล่ะ  อย่ายุ่งกับชีวิตผมเลย"

                "นี่! ถามจริงๆ เถอะ  ผมล่ะหมั่นไส้คุณจริงๆ เลยพับผ่า มัมีปัญหาอะไรนักหนา เล่นตัวอยู่ได้  เขาก็แค่นักหนังสือพิมพ์น่ะ"

เจ้าดำถามอย่างหมั่นไส้   เจ้าตาลหันขวับทำตาเขียว  พร้อมตอบชัดถ้อยชัดคำว่า

               "เขาหาว่า ผมเป็นนอมินีเจ้าปีเตอร์บุลด็อก และจะขึ้นเป็นนายกสมาคมมะหมาแห่งสุวานนครในวาระต่อไป  ผมบอกแล้วว่า ไม่ใช่ๆ ผมก็แค่นายกสมาคมดมกลิ่นนานาชาติเท่านั้น  ทำไมต้อง     ซีเรียสกล่าวหาตามล้างตามเช็ดกันถึงขนาดนี้ด้วย  ขอร้อง...อย่ายุ่งกับผม"     

                 อ่านกันเล่นๆ ครับ ไม่มีนัยอะไรหรอก แค่ต้องการยกตัวอย่างการใช้บุคลาธิษฐานในการแต่งวรรณกรรมเท่านั้นครับ