“การจัดการทรัพยากรร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขในสังคมไทย”

สรุปความจากการปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาเรื่อง ป่า : กระบวนการเรียนรู้ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมในสังคมไทย จัดโดยศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในวันที่ 9 สิงหาคม 50 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียบเรียงโดย ศรินทร์ทิพย์ จานศิลา

                ในวาระที่ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (รีคอฟ) ครบรอบสองทศวรรษซึ่งเป็นสองทศวรรษแห่งการเรียนรู้ร่วมกันกับองค์กรหน่วยงานต่างๆ ในจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม จึงได้จัดสัมมนาระดับชาติเรื่อง ป่าชุมชน : กระบวนการเรียนรู้ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมของสังคมไทย ขึ้น เมื่อวันที่ 9-10 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ 

                ฯพณฯ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน  มอบกองทุนป่าชุมชน และปาฐกถาพิเศษเรื่อง การจัดการทรัพยากรร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขในสังคมไทย ว่า

                ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตคนอย่างละเอียดลึกซึ้ง กว้างขวางต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคนเมืองคนชนบท ทุกคนจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการให้เป็นคุณต่อมนุษยชาติ โดยไม่ก่อความขัดแย้งและนำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขในสังคม

                ที่ผ่านมา...ชุมชนพยายามมีส่วนร่วมในการรวบรวมคนเพื่อเสนอร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชน แต่การรวมคนนั้นยังไม่พอ ทุกฝ่ายยังไม่ร่วมกันจริง ยังไม่เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ที่กล่าวเช่นนี้เพราะทรัพยากรเป็นสมบัติร่วมของชาติ สังคม มนุษย์และชุมชน จึงจำเป็นต้องจัดการร่วมกัน โดยคนหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

                ..แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มุ่งมั่นที่จะทำให้เกิด สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน โดยมียุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ความสำคัญกับการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ รวมทั้งการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้..

                ..รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังจะลงประชามติ มีเรื่องของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลายมาตรา เช่น ว่าด้วยสิทธิชุมชน ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนในทุกรูปแบบ..

                การจัดการทรัพยากรให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันต้องมีเป้าหมาย คือ เกิดประโยชน์ เหมาะสม เกิดความเป็นธรรม และเกิดความยั่งยืน ทุกฝ่ายต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไร โดยมี 3 แนวทางใหญ่ ซึ่งประยุกต์มาจากเรื่องสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ของศ.นพ.ประเวศ วะสี  ดังนี้

                1. การเรียนรู้และการจัดการความรู้ร่วมกัน ทั้งระหว่างคนทำงานทรัพยากร และกับผู้คนส่วนอื่นๆในสังคม ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อกัน  จะเห็นว่าชุมชนมีการทำเรื่องนี้อยู่แล้ว และควรส่งเสริมให้ดีขึ้น เป็นระบบมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น

                2. การขับเคลื่อนเครือข่ายและขบวนการจัดการทรัพยากรโดยชักชวนเชื่อมโยงคนหลายส่วนหลายพื้นที่เข้ามาร่วมกันอย่างครอบคลุม เพียงพอ เพราะทรัพยากรเป็นสมบัติร่วมของคนในสังคม

                3. การมีนโยบาย มาตรการ กฎหมายที่ดี ทั้งรัฐส่วนกลาง รัฐภูมิภาค และรัฐท้องถิ่น ต้องมีทั้งนโยบาย วิธีการ งบประมาณ แผนงานโครงการที่ชัดเจน และสนับสนุนบทบาทภาคประชาชนตามที่เหมาะที่ควร เอื้อต่อการจัดการทรัพยากรร่วมกัน โดยต้องให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องมีการปรับกฎหมายเพื่อเป็นเกราะให้กับประชาชนด้วย   การที่เราให้รัฐเป็นผู้ดูแลทรัพยากรฝ่ายเดียวนั้นไม่พอ  ต้องอาศัยชุมชนเข้าไปร่วมด้วย โดยอาจจะเข้าร่วมในรูปแบบของคณะกรรมการร่วม หรือองค์การมหาชน เป็นต้น

                ..ในปัจจุบันสังคมมีความแตกต่างมาก ทำให้เกิดความแตกแยกในบางกรณี เพราะความต้องการไม่ได้ร่วมกัน  บวกกับแนวโน้มบริโภคนิยม  ต้องการได้มากได้เร็ว คำว่า "ร่วมกันจัดการ" จึงยากขึ้นๆ เป็นบทท้าทายที่ต้องหาทางออกให้ทันกับพัฒนาการสังคมที่แตกต่างหลากหลายซับซ้อนและแย่งชิงกันมากขึ้น เราต้องร่วมกันนำสิ่งที่ดีกว่าเข้ามาแทน เช่น เศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาแบบยั่งยืน และความสมดุล..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

คำสำคัญ (Tags)#รองนายก

หมายเลขบันทึก: 126078, เขียน: 07 Sep 2007 @ 15:55, แก้ไข, 18 Jun 2012 @ 12:27, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ดอกไม้: 1, ความเห็น: 7, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (7)

Blueberry
เขียนเมื่อ 07 Sep 2007 @ 16:05

โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ   แต่ถ้าให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีก  เราน่าจะปลูกฝังความคิดดีๆ  แบบนี้ให้กับลูกๆ  หลานๆ  ตั้งแต่เค้ายังเล็กๆ ให้มีจิตสำนักรักธรรมชาติ  และเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันจะดีที่สุดค่ะ 

อาณัติ
เขียนเมื่อ 07 Sep 2007 @ 16:12

เห็นด้วยครับผม...เรื่องของธรรมชาติเรื่องของต้นไม้ถ้าเราปลูกต้นไม้กันเยอะจะช่วยให้สภาวะอากาศน่าจะเย็นลงได้ครับ..น่าจะไม่ร้อนเหมือนทุกวันนี้...

ลุงรักชาติราชบุรี
IP: xxx.143.155.194
เขียนเมื่อ 07 Sep 2007 @ 16:22
..ใช่ป่ากับคน..สามารถอยู่ร่วมกันได้..แต่..การให้คำจำกัดความต้องชัดเจนและเหมาะสม.....ป่า??..คน??..การอยู่ร่วมกัน??..ถ้าชัดเจนและปฏิบัติได้จริง..เกิดผลดีแน่นอนทั้งคนทั้งป่าและสังคมส่วนรวม..แต่..ที่ผ่านมา..ยังไม่เคยเห็นและไม่เคยมีนับเป็นเวลาห้าสิบกว่าปีมาแล้ว..และถ้าตรวจสอบให้ดีๆจะเห็นว่าคนที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าส่วนใหญ่คือ...ชาวเรามากกว่าชาวเขาหรือชาวป่า..ป่าจึงเหลือไม่ถึง20%พรบ.ป่าชุมชนเป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุมากกว่า..จะทำอย่างไรให้ที่ดินที่ถูกถือครองโดยคนเมืองที่ช้อนซื้อที่ดินถูกๆของชาวบ้านยอมคายที่ดินที่เกินจำนวนที่คนๆหนึ่งจะถือครองไว้ฝังร่างกาย..เพื่อให้กลับไปเป่าที่มีประโยชน์แก่มวลมนุษย์น่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องครับ..
ttttt ggggggggg
เขียนเมื่อ 08 Sep 2007 @ 01:02
เห็นด้วยครับ การจัดการทรัพยากรที่ดีมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม
คนชายขอบ
เขียนเมื่อ 16 Sep 2007 @ 22:14

ผมเพิ่งไปร่วมประชุมสัมมนาเกียวกับสิทธิชุมชนด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม จากการพูดคุยเราพบว่ากลไกสำคัญที่จะตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุดยังอยู่กับภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนพบว่าได้ก้าวไปไกลพอสมควรแล้วครับ

ธเนศ ขำเกิด
เขียนเมื่อ 01 Oct 2007 @ 15:48

ผมประทับใจกับคำกล่าวนี้ ตั้งแต่งานประชุมประจำปีของ สศช.ที่อิมแพค เมืองทองธานีแล้ว  เห็นด้วย 100% ครับ  และจะสืบสานเผยแพร่แนวคิดนี้กับคนใกล้ตัว
     อยากเห็นทุกรัฐบาลใช้แผนฯ10 เป็นนโยบายในการบริหารประเทศครับ  ไม่ต้องไปสร้างนโยบายโปรยหว่านอย่างอื่นเลย

ใช่ครับท่าน  ที่จริงแล้วชุมชนต้องมีส่วนในการจัดการดูแลทรัพยากรของชุมชนด้วยชุมชนเอง  ซึ่งเป็นการร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชนร่วมกัน