เรื่องส่วนตัว : เปล่าไม่ใช่เรื่องของผมแต่เป็นเรื่องของชาวบ้าน (ของผม)

หลายๆ ครั้ง เมื่อถึงคราวเหนื่อยล้า อ่อนแรง อาจจำต้องอาศัยการระบายกับคนรู้จัก รู้ใจ และไว้ใจ (ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ ผองเพื่อน หรือพระสงฆ์ที่คุ้นเคย) และเหมือนว่าจะยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าข้อมูล เรื่องราวที่บอกเล่าขณะที่มีอารมณ์อยู่อย่างนั้น ผู้ให้คำปรึกษาหรือผู้รับฟัง จะถือเป็นจรรยาที่จะไม่เผยเรื่องเล่า เรื่องราวสู่คนอื่นอีก

 

ในกลุ่มวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ กลุ่มวิชาชีพด้านการพยาบาล รวมทั้งกลุ่มวิชาชีพด้านการให้คำปรึกษา มีหลักการสำคัญยิ่งประการหนึ่งได้แก่ การรักษาความลับ การเก็บรักษาข้อมูลเบื้องลึกของชีวิตที่บอกเล่าหรือเปลือยเปล่าโดยวิชาชีพ


พัก - พิง
เหมือนจะเป็นธรรมชาติของเราเอง เมื่อเหนื่อยล้า อ่อนแรง ก็มักจะหาที่พัก หาที่พิง - - เป็นการพักและพิง ทั้งด้วยการบำบัดตัวเองผ่านกระบวนการจัดการอารมณ์ที่เห็นว่าเหมาะควร ตลอดจนการพิงบุคคล สิ่งของ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม

หลายๆ ครั้ง เมื่อถึงคราวเหนื่อยล้า อ่อนแรง อาจจำต้องอาศัยการระบายกับคนรู้จัก รู้ใจ และไว้ใจ (ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ ผองเพื่อน หรือพระสงฆ์ที่คุ้นเคย)  และเหมือนว่าจะยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าข้อมูล เรื่องราวที่บอกเล่าขณะที่มีอารมณ์อยู่อย่างนั้น ผู้ให้คำปรึกษาหรือผู้รับฟัง จะถือเป็นจรรยาที่จะไม่เผยเรื่องเล่า เรื่องราวสู่คนอื่นอีก (แม้ว่าความเป็นจริงแล้ว ทฤษฎีคนรู้ใจจะถูกแปลความหมายให้เข้าใจว่าความลับไม่มีในโลกก็ตาม) เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คุณก็อย่าได้หวังละว่าเมื่อฉันไม่สบายใจ อ่อนล้า หมดแรง จะหันหน้ามาพึ่งพิงคุณ (ที่เป็นคน) ฉันหันหน้าไปพึ่งจอมปลวก ศาลปู่ตา หรือต้นไม้ใหญ่ท้ายหมู่บ้านไม่ไว้ใจได้ดีกว่าหรือ

สังคมเราอยู่กันมาอย่างนี้
อยู่อย่างนักมวย ที่ชกต่อยกันอย่างกับไม่รู้จักเจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีการพักยกให้หายเหนื่อย พักยกเพื่อเรียนรู้และปรับกระบวนการสำหรับยกต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนี้  ดังที่เขียนไว้ในบล็อก/บันทึกพักยก ทำไมต้องพักยก


พิง เป็น พักๆ
เมื่อถึงคราวจำเป็น ก็มีอยู่เสมอๆ ที่เราต้องอาศัยกลุ่มวิชาชีพ เพราะเหตุที่เจ็บป่วยจากสารพัดโรค หรือประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน แม้กระทั่งความจน (ถ้าเราถือว่าความจนเป็นโรคอีกแบบ)


การเข้าใช้บริการในกลุ่มวิชาชีพ เหมือนจะสุ่มเลี่ยงต่อการที่จะถูกเปลือยชีวิต ด้วยเหตุผลทางเทคนิคว่าสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น

ชื่ออะไร นามสกุลอะไร บ้านอยู่ไหน มีบัตรประชาชนหรือเปล่า สิทธิการรักษาอะไร
เจ็บป่วยด้วยโรคอะไร เป็นมานานหรือยัง ไหนลองเล่าให้ฟังดูซิ แพ้ยาอะไรบ้างหรือเปล่า
ที่บ้านอยู่กันกี่คน มีรายได้มาจากทางไหนบ้าง 

ไหนไม่สบายใจอะไร ลองเล่าให้ฟังได้ไหม
ทำไมละหรือ ทำไมถึงจะเลิกกันเสียละ

ทำไมถึงมาขอทานละยาย บ้านอยู่กันกี่คน ลูกๆ ไปไหนกันหมด
ไม่อายหรือพี่มานั่งขอทานแบบนี้ ทำมากี่ปีแล้วละ
ฯลฯ

กระทั่งมีศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการเปลือยชีวิต
นับแต่แสวงหารูปแบบและวิธีการจัดการที่เหมาะสม ร่วมกับเจ้าตัว/คนที่เจ้าตัวเขาเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์

กระบวนการถูกออกแบบมานับแต่การเลือกสถานที่ การจัดที่นั่ง การทักทาย การพักให้ผ่อนคลาย และอีกสารพัดสารพันเพื่อให้เจ้าตัวเปลือยให้มากที่สุด - - มากพอที่จะไล่ต้นชนปลายได้ เพื่อร่วมกันวางแผนกับเจ้าของประวัติ ครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งเก็บเป็นแฟ้มประวัติบุคคล ประวัติครอบครัว

แต่เมื่อครั้งเรียนสังคมสงเคราะห์แล้ว ผมละอดนึกเทียบเรื่องการจัดกระบวนการเปลือยชีวิตตามแนวของฝรั่ง กับหนังสือมิลินทปัญหา (ในส่วนของเมณฑกปัญหา : ปรารภเมณฑกปัญหา) ในอยู่เสมอๆ  ความโดยย่อว่าภายหลังจากที่พระเจ้ามิลินท์ได้เสด็จเข้าสู่ป่าอันสงัดกับกับพระนาคเสนเถรเจ้าแล้ว ตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้าบุรุษในโลกผู้ควรจะใคร่หารือการณ์ควรเว้นสถาน ๘ ตำบลเสีย บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่หารือข้อความในสถานเหล่านั้น ได้แก่
๑. สถานที่ไม่สม่ำเสมอ เพราะข้อความที่หารือกันย่อมแพร่งพรายเซ็งแซ่ อื้อฉาวไม่มีดี
๒. สถานที่มีภัย  เพราะใจย่อมหวาด คนหวาดพิจารณาเป็นความได้ถูกต้องหามิได้
๓. สถานที่ลมพัดจัด เพราะเสียงฟังไม่ถนัด
๔. สถานที่มีของกำบัง เพราะคนทั้งหลายไปแอบฟังความได้
๕. ข้อความที่หารือกันในเทวสถาน กายเป็นหนักไป
๖. ข้อความที่หารือกันในทางเปลี่ยวเป็นของเสียเปล่า
๗. ที่ตะพานเดินข้าม เขย่าอยู่เพราะฝีเท้า
๘. ที่ท่าน้ำ เพราะข่าวย่อมปรากฏทั่วไป

การเผยแพร่หรือนำไปใช้ประโยชน์ ก็เป็นไปตามจรรยาในวิชาชีพนั้นๆ   กระทั่งเมื่อปี ๒๕๔๐ จึงได้มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งได้มีการกำหนดการจัดการข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล (ที่หน่วยงานราชการไปเปลือยชาวบ้าน) ไว้เป็นการเฉพาะ

มิเช่นกันก็จะมักง่ายกับการเผยเรื่องราวที่เปลือยในที่ลับ สู่สาธารณะกันได้อย่างไม่กระดาก
เราจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเดินไปพบเห็นใครต่อใครรุมอ่านประวัติส่วนตัวที่เปลือยเปล่าของเราเข้า


เรื่องของเพื่อนบ้าน เรื่องของความรู้สึก และเรื่องของหลักการ
ผมยอมรับละว่าผมหงุดหงิดหัวใจอย่างที่สุด เมื่อทราบว่าเพื่อน/หน่วยงานร่วมวิชาชีพเผยแพร่ข้อมูลที่เปลือยเปล่าทางเว็บไซต์
คล้ายกับว่าเป็นการเผยแพร่ในลักษณะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่หน่วยงานใช้กัน
หงุดหงิดถึงกับประชดไปว่า แน่จริงทำไมไม่เอาภาพเจ้าของประวัติลงเสียด้วยจะได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


***ภาพเผยแพร่ประวัติผู้ใช้บริการในเว็บไซต์สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งของประเทศหนึ่ง ***


เปิดเผยว่าชื่ออะไร พ่อแม่เป็นใคร มีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด ประวัติความเป็นมาอย่างไร เหตุผลที่รับเข้าอุปการะในสถานสงเคราะห์ รวมทั้งเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง ฯลฯ
ยิบ - ละเอียดยิบ

ลองไปโพสต์ดูในเว็บบอร์ดของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กับบทบาทตาสับปะรด เผื่อจะได้ทราบบ้างว่าใครจะรู้สึกอย่างไรบ้าง (ซึ่งผมมิค่อยให้ความสำคัญนัก เพราะข้อความเกือบทั้งหมดที่ปรากฏในเว็บบอร์ด (ที่มิได้เกิดจากขยะไซเบอร์) มักเป็นเรื่องของการแฉ ซึ่งก็น่าเห็นใจกับคนแฉที่ไม่ย่อท้อ แม้จะถูกตีตราว่าเป็น "นักร้อง" ซึ่งเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือได้อย่างไม่น่าเชื่อก็ตาม)
เงียบ - เหมือนว่าจะเงียบ

แต่ก็ดีใจละ ที่มันอยู่ได้นานกว่าสัปดาห์ เพราะปกติแล้วกระทู้ทำนองนี้จะอยู่ได้ไม่นานประสาสังคมใบบัว
เชิญทัศนา http://www.dsdw.go.th/webboard/viewtopic.php?t=16399


ขอความเห็นผองเพื่อนหลากหลายวิชาชีพก็ได้รับความเห็นแตกต่างกัน
ผองเพื่อนนักสังคมฯ คงไม่ต้องกล่าวกันละว่าจะรู้สึกอย่างไร เต้นเป็นผีเข้ากัน
เพื่อนนักวิจัยที่ศิริราชพยาบาล ประกาศจะร้องไปยังคณะกรรมการสิทธิฯ (เข้าใจว่าช่วงนี้ท่านคงยังไม่ว่าง (ฮา))
เพื่อนนักวิชาการ ก็คงไม่แตกต่างกันกับกลุ่มนักวิจัย

เพื่อนนักพัฒนาโปรแกรม คอมพิวเตอร์ กลับบอกว่าเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไรนี่ ไม่เห็นแปลกอะไรกับข้อมูลพวกนี้ เปิดเผยได้ แม้จะบอกว่า
"เฮ้ย คลิกคอลัมน์ขวามือสุดเพื่อดูรายละเอียดหรือยัง" แล้วก็ตาม


เออนะ เรื่องส่วนตัวนี่คนเรามันสะดุ้งไม่เท่ากัน
บางคนอาจไม่พอใจที่คนอื่นเอาหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ อีเมลแอดเดรส หรือบอกยศ ตำแหน่ง ที่อยู่หรือสถานที่ทำงานให้กับใครๆ ทราบโดยไม่บอกกล่าว  หากแต่กับบางคนกลับรู้สึกเฉยๆ คงเฉยๆ พอๆ กับที่ครั้งหนึ่งในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง "ประจาน" คนที่เสียสิทธิเพราะเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยการเปิดเผยชื่อที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน เลขประจำครอบครัว ฯลฯ โดยไม่ชักช้า


ไม่รู้สิหรือผมจะคิดมากไป
ผมคิดมากไปว่าถ้าผมจะทำอย่างนี้ ไม่เท่ากับว่าเราอาศัยจังหวะความอ่อนล้า หมดแรงของใครเขาที่วิ่งมาหาด้วยความปรารถนาให้ช่วยเหลือเยียวยาหรือบรรเทาทุกข์  ด้วยกระบวนการสอบในที่ลับ มิดชิด เป็นส่วนตัว หากแต่กลับเปิดเผยแบบไม่แยแสต่อเจ้าของข้อมูลเสียอย่างนั้น


ที่สำคัญยิ่ง สำหรับคนภายนอกองค์กรอย่างผม
ผมมองไม่เห็นประโยชน์อะไรเลย กับการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะเช่นนี้


หรือผมยังคิดน้อยไป

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกบ้านนิคมปรือใหญ่

คำสำคัญ (Tags)#สถานสงเคราะห์#สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง#มิลินทปัญหา#การเผยแพร่ข้อมูล#ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล

หมายเลขบันทึก: 120022, เขียน: 16 Aug 2007 @ 17:16 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 18:15 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

แก้ว
IP: xxx.27.62.214
เขียนเมื่อ 

ไม่มีเรื่องอื่นหรอค่ะ