เรื่องเล่าจากดงหลวง 143 ตัวอย่าง “โกงไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน”

บางทราย
  “อาจารย์ครับ ผมก็จะไม่มีเงินให้ลูกน่ะซีครับ หากเจ้านายไม่คืนเงินก้อนนั้นให้ผม ผมอุตส่าห์เก็บสะสมเอาไว้ให้ลูก”  

ขออนุญาตจั่วหัวตรงๆอย่างที่น้องเบิร์ดขึ้นไว้ที่ โกงไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน ? ซึ่งมีมิตรรักแฟนเพลงไปแสดงความเห็นอย่างถล่มทลาย ล้วนมีหลักการ แนวคิดน่าสนใจ บังเอิญผู้บันทึกเผชิญซึ่งๆหน้า อดไม่ได้จึงขอบันทึกไว้เป็นจารึกอัปยศของ... อย่างน้อยก็ประกาศให้โลกรู้ว่าข้าราชการพันธุ์นี้ยังมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง  

นายสงกับภรรยาเป็นชาวบ้านธรรมดาฐานะก็ไม่รวยไม่ถึงกับจนตรอกก็พอขลุกขลิกไปได้ อาชีพทำนาปลูกพืชไร่ รับจ้างทั่วไปและพยายามจะปลูกพืชเศรษฐกิจ ตลอดทั้งปี บ้านโทรมเก่าๆ ใครต่อใครแซวว่าเมื่อไหร่จะยกบ้านหลังใหม่ นายสงก็อยากจะทำแต่เงินทองทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาจากหยาดเหงื่อ ต้องเก็บเอาไว้ให้ลูกทั้ง 5 คน คนโตเรียนอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ มมส. ปีที่ 4 ลูกสาวถัดมาเรียนคณะมนุษย์ศาสตร์ มข. ปีที่ 2 คนที่สามเรียนที่วิทยาลัยอาชีวะในท้องถิ่น อีกสองคนเรียนชั้นมัธยมใกล้บ้าน  

ผมโชคดีที่ลูกๆไม่เกเร และเรียนดีครับได้ทุนของประกันชีวิตตลอดปริญญาตรีทั้งสองคน แต่ก็ไม่เพียงพอผมต้องส่งเงินไปเพิ่มตลอด นายสงกล่าวกับผู้บันทึก เปิดเทอมแต่ละปีผมจะต้องหาเงินเตรียมไว้ให้ลูกทุกคนรวมกันประมาณ 30,000 บาท เลือดตาแทบกระเด็นครับ ก็บ้านนอกเราไม่มีหนทางหารายได้มากนัก ผมจึงต้องเก็บผักตามบ้านกินเอาไม่ต้องซื้อ บ้านช่องก็ปล่อยไปก่อน ส่งลูกๆให้จบก่อน  

ผมต้องตระเวนรับจ้างทุกอย่างที่มีในท้องถิ่น รวมทั้งไถนา สวนมันสำปะหลังก็หยุดทำมาสองปีแล้ว เพราะดินหมดสภาพ ปีก่อนไม่ได้ทุนคืน จึงต้องปล่อยว่างไว้ หันไปปลูกพืชเศรษฐกิจในแปลงนาเต็มๆหลังทำนาแล้ว  

มาเมื่อปลายปีที่แล้วพายุทำให้ที่นานายสงซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการปลูกพืชหลังนา ต้องพังลงไปเพราะโครงการไปฝังท่อน้ำแต่กลบไม่ดี จึงร้องเรียนให้โครงการช่วยพิจารณาแก้ไข ซึ่งทราบว่าเจ้าหน้าที่ทำเรื่องไปแล้วและได้งบประมาณลงมาแล้วแต่ก็ช้าไปหน่อย เมื่อเข้าฤดูทำนา นางสงต้องตัดสินใจเอาเงินที่ออมไว้ให้ลูกจำนวน 6,500 บาทไปจ้างรถไถมาทำการแก้ไขที่นาก่อน กะว่าเมื่องบทางราชการมาก็จะขอเงินก้อนนี้คืนไปให้ลูก ทั้งนี้เพื่อตัดสินใจทำนาไว้เก็บข้าวกิน    

รอเท่าไหร่การจัดจ้างตามระเบียบราชการก็ไม่ดำเนินการเสียที วันเวลาก็ผ่านไป นายสงใจร้อนรุ่ม เดินหาเจ้าหน้าที่หลายครั้งขอให้ช่วยรีบดำเนินการหน่อย แต่ก็ผัดผ่อนจนเกือบจะหมดกำลังใจ  ในที่สุดการจัดจ้างก็ดำเนินการแต่ผู้อนุมัติงบประมาณราชการบอกว่าไม่สามารถคืนเงินที่นายสงได้ลงทุนทำไปก่อนได้ หัวหน้างานสูงสุดในจังหวัดนี้ไม่อนุมัติ และฝากบอกนายสงว่าขอให้เสียสละ  

ผู้บันทึกฉุนสุดๆเพราะทราบดีว่ามีงบประมาณมากพอแต่เขาไม่ยอมอนุมัติ กลับบีบให้นายสงเสียสละ ผู้บันทึกลงหมู่บ้านเพื่อแจ้งให้นายสงทราบ และปรึกษาถึงแนวทางออก   อาจารย์ครับ ผมก็จะไม่มีเงินให้ลูกน่ะซีครับ หากเจ้านายไม่คืนเงินก้อนนั้นให้ผม ผมอุตส่าห์เก็บสะสมเอาไว้ให้ลูก นายสงพูดพร้อมน้ำตารินหลั่งต่อหน้า... ผู้บันทึกรู้สึกสุดๆกับสภาพที่เห็นและรับรู้ข้อเท็จจริง และเกือบที่จะระงับสติไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นน้ำตาลูกผู้ชายหลั่งออกมาเช่นนั้น   

นายสงรู้ว่าลูกที่เรียนที่ มมส. และมข.ต้องการเงินจากบ้านเพิ่มเติม และพยายามสะสมไว้กะจะส่งไปให้ แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้ก่อนเพื่อจะได้ปลูกข้าวไว้กิน แล้วจะขอคืนจากทางราชการซึ่งตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ราชการก็ยอมตกลง..  

ผู้บันทึกเดินเรื่องสุดๆและทราบว่า ผู้อนุมัติโครงการซ่อมกิจกรรมนี้มีเงินส่วนนี้เหลือแต่ขอกักเอาไว้รวมกับที่จะเบียดบังเอามาจากกิจกรรมอื่นๆเพื่อรวบรวมสักก้อนหนึ่งเอาไว้ต้อนรับนายสูงสุดที่จะเชิญให้มาเยี่ยมสำนักงานปลายเดือนนี้  

เขาทำต่อหน้าต่อตา เขาไม่รับรู้ และไม่สนใจว่านายสงเดือดร้อนอย่างไร เขายืนยันคำเดิมและเบียดบังงบประมาณราชการจากกิจกรรมโน้นกิจกรรมนี้ต่อไป....  

ถ้าเป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไรครับ ?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง

คำสำคัญ (Tags)#การเบียดบังในระบบราชการ

หมายเลขบันทึก: 116705, เขียน: 03 Aug 2007 @ 23:17, แก้ไข, 13 Apr 2012 @ 22:49, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 17, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (17)

  • สวัสดีครับ อ.บางทราย
  • ผมว่าข้าราชการท่านนี้ต้องได้โล่ห์หรือไม่ก็ทำป้ายประกาศให้นะครับ
  • เนื้อหาในป้ายหรือโล่ห์คือ
  • ข้าราชการ  คือ  ผู้รับใช้ประชาชน  เอาใจใส่ ดูแลทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน  ข้าราชการเป็นผู้ทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกัณฑ์ในหลวง
  • ไม่ใช่ รับราชการ เพื่อรับใช้เจ้านายผู้ที่มีศักดิ์ยศสูงกว่า 
  • การทำตัวเป็นตัวอะไรสักอย่างที่มักเลียแข้งเลียขาเจ้านายควรเปลี่ยนมาเป็นเลียแข้งเลียขาประชาชนดีกว่า 
  • ขอบคุณครับ
บางทราย
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 19:43
สวัสดีน้อง  P  นายสายลม อักษรสุนทรีย์
  • เกือบทุกคนที่ผ่านมานั่งเก้าอี้ตัวนี้ที่จังหวัด มีแต่เรื่องนี้ครับ มากน้อย ต่างกัน โฉ่งฉ่างต่างกัน บางคนเงียบกริบ แต่บางคนผยองด้วยนะ คล้ายว่า "ข้ามีแบคอัพ" อะไรทำนองนั้น
  • เขาไม่สนใจผลกระทบที่มีต่อชาวบ้าน ซึ่งนี่อีกเหตุผลหนึ่งที่พี่สรุปว่า ระบบราชการและค่านิยม แนวทางการปฏิบัติของราชการนั้นไม่เหมาะกับการทำงานพัฒนาชนบทเลยจริงๆ
  • ระบบนี้มีประโยชน์อยู่ครับ มีคนจำนวนมากเป็นคนดี และตั้ใจทำงานจริงๆ มีอยู่ แต่โดยรวมๆที่ผ่านพบมานั้น Key person ที่มีผลต่องานมักจะมีพฤติกรรมทำนองนี้
  • เราคลุกคลีกับชาวบ้าน มองย้อนขึ้นมาข้างบน แล้วย้อนนึกไปถึงสวัย ผกค. ก็เหตุผลทำนองนี้แหละที่ฝ่านคอมมิวนิสต์เอาไปโจมตี สร้างแรงบันดาลใจ และชาวบ้านก็เห็นจริงตามนั้นเพราะมีประสบการณ์เรื่องเหล่านี้มาแล้ว จึงเดินทางเข้าร่วมกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และในที่สุดก็เข่นข้ากัน
  • ไม่อยากจะนึกว่าส่วนหนึ่งในภาคใต้ก็มีสิ่งเหล่านี้ในอดีตที่ผ่านมา
  • ไร้ประสิทธิภาพ ไร้การเอาใจใส่ ไม่ประพฤติตนตามหลักการที่ว่า ข้าราชการคือผู้รับใช้ประชาชน นั่นเป็นเพียงคำพูดสวยๆที่กล่าวกันให้ดูดี  แต่กลายเป็นตรงข้ามดังกรณีตัวอย่าง
  • ย้ำอีกทีว่าข้าราชการดี ดี มีมาก แต่คนเดียวทำเสีย ก็เสียชื่อเสียงไปหมด การทำแบบนี้เป็นการชี้โพรงให้กระรอก หัวหน้าฝ่ายก็เห็น เจ้าหน้าที่การเงินก็ยิ่งเห็น เด็กๆที่เข้ามาทำงานก็รับรู้ เมื่อนายทำได้ ผมก็เรียนรู้ เมื่อวันหนึ่งผมมีโอกาส ผมก็ทำ เพราะต้องการบริโภคสิ่งนั้น สิ่งนี้
  • นี่แหละที่พี่เหนือยกับการเข็นครกขึ้นภูเขา  เข็นขึ้นไป 10 เมตร กลับไหลลงมาที่ต่ำอีก 20 เมตร อะไรทำนองนั้น
  • ไม่หมดกำลังใจหรอกครับ
  • ขอบคุณน้องสายลมครับ 
เบิร์ด
IP: xxx.91.18.200
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 22:30

สวัสดีค่ะพี่บางทราย

เข้ามาแบบไม่มีหน้าตาเพราะเห็นบันทึกนี้ก็เลยกระโดดเข้ามาเลยน่ะค่ะ..

เบิร์ดได้รับหนังสือแล้วค่ะ ขอบพระคุณมากๆเลยค่ะพี่บางทรายเป็นหนังสือที่น่าอ่านจริงๆ กะว่าคืนนี้จะอ่านให้จบ อิ อิ อิ่ 

ส่วนเรื่องเล่าอันนี้เห็นด้วยว่าจารไว้ในแผ่นดิน บ้างก็ดีเหมือนกันนะคะ จะได้ " คิดเป็น" บ้างเวลาที่ทำอะไร คิดถึงใจเขาใจเรา คิดหน้าคิดหลัง และ คิดบ้างว่าลูกหลานจะอายมั้ย 

เรามักมองญี่ปุ่น มองฝรั่งว่าดี ชื่นชมว่าทำงานเป็นทีมได้ มีวินัย ซื่ือสัตย์ต่อองค์กรและสถาบัน โดยลิมไปว่าในอดีต เรากับเขาก็ไม่ต่างกันมากนัก  ต่างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน มีจิตวิญญาณของความเป็นหมู่คณะพอๆกัน

ชุมชนไทยในอดีตก็ไม่ใช่สวรรค์ มีปัญหามากมายทั้งภัยธรรมชาติ  ฝนแล้ง น้ำท่วม แต่เขามีจิตวิญญาณของความเป็นหมู่คณะ และพึ่งตนเองทำให้ไม่ต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ใดๆ ทำให้เราอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้

เฮ้อ..วันนี้กะว่าจะมาร่วมชื่นชมยินดีกับพี่คนดี พี่ีบางทรายนะคะเนี่ย ยังไม่วายมาบ่นงึมงำให้พี่บางทรายฟัีงอีก ขออภัยอย่างสูงค่ะ

 

 

paew
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:53

สวัสดีค่ะพี่บางทราย

อ่านแล้วเหนื่อยจังเลยค่ะ คิดไม่ออกว่าจะแก้ไข ข้าราช หรือ คนแบบนี้ได้อย่างไร ก็คงเห็นตัวอย่างกันมาเรื่อยๆ เพราะเราชอบมีตัวอย่างค่ะ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขอตัวอย่างดู หากตัวอย่างดีก็ดีไป หากตัวอย่างไม่ดีก็พลอยไม่ดีตามไปด้วยเนื่องจากคิดไม่เป็น

วันนี้มีอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีหัวหน้าของ นักศึกษาซึ่งเป็นลูกศิษย์ปริญญาโทของอาจารย์ท่านนั้น มาบอกว่า หัวหน้าจะเอาผลงานวิทยานิพนธ์ของเขาไปเสนอขอตำแหน่งที่สูงขึ้น มาขอ file เขาไม่ให้ หัวหน้าท่านนั้นก็ไปค้นหาจากห้องสมุดเพื่อไปทำเป็นเอกสารขอเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น...เฮ้อออ

แอมแปร์
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:59

สวัสดีค่ะพี่บางทราย

            แอมแปร์อ่านบันทึกนี้ของพี่บางทรายแล้วนึกถึงวันที่พ่อเล่าเรื่องเจ้าของร้านขายแอลกอฮอล์ มาถึงบ้านเราและนั่งพาดปืนบนตัก แล้วบอกให้พ่อเลิกสั่งห้ามนักเรียนไปดื่มที่ร้านเขา
            พ่อบอกเขาว่าลูกใครใครก็รัก ถ้าลูกผมกินลูกอมฟันผุ  แล้วคนขายลูกอมยังจะขายให้ลูกผม  ผมเป็นพ่อผมก็ต้องห้ามลูกซื้อ 
           คุณจะว่าอย่างไรนั่นก็แล้วแต่   แต่ผมรักลูกผม  ผมก็ต้องห้ามลูกผมอยู่ดี 
           พ่อพูดกับเขาอย่างนี้ โดยที่มีแอมแปร์นั่งอยู่บนตัก  (ตอนนั้นแอมแปร์ยังเด็กเกินกว่าจะจำความได้) 
           เขาได้ฟังดังนั้น ก็ลุกไป  ...แล้วก็ไม่กลับมาอีก 
 
           วันที่พ่อเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง  แอมแปร์ฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงพ่อ  แต่ก็เห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อทำ    อีกทั้งยังได้ข้อคิดว่า  

           "ความกลัวไม่ช่วยให้สิ่งผิดกลายเป็นสิ่งถูกขึ้นมาได้" 

             อ่านบันทึกนี้ของพี่บางทรายแล้ว ....ทำให้แอมแปร์รู้สึกแบบเดียวกับวันที่พ่อเล่าเรื่องนี้ให้ฟังนะคะ... 

สวัสดีครับพี่บางทราย

สบายดีไหมครับ มีอะไรให้คิดเยอะครับ เรื่องโกงๆ และเรื่องผลงาน

เพราะโกงกับคนที่อ่อนแอกว่า ส่วนเสนอผลงานกับคนที่เหนือกว่าครับ ดังนั้น ผลมันเลยเป็นแบบนี้ไงครับ

คนถูกโกงกว่าจะรู้ก็สาย และอ่อนด้วยอำนาจและกำลัง ส่วนคนให้ผลงานเค้าลงไม่ถึงคนที่ถูกโกงครับ ดังนั้น เรื่องนี้มันเลยเป็นแบบนี้ครับ

ลองเปลี่ยนการทำงานใหม่จาก พิจารณากันที่ผลงาน ให้คนที่ถูกโกงที่มีส่วนร่วมไปประเมินคนที่จะได้รับผลงาน แล้วให้คนที่พิจารณาผลงานเซ็นรับรอง น่าจะดีไม่น้อยครับ

ขอบคุณมากครับ

บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 09:55

สวัสดีน้องสาว ไม่มีรูป เบิร์ด

  • สนิมเกิดแต่เนื้อในตน  สังคมที่พังทลายมาแล้วก็มีให้เห็น เวียตนามก่อนปฏิวัติ เคยอ่านเรื่อง "สิ้นชาติ" สาเหตุที่สำคัญคือการคอรับชั่น
  • เริ่มจากเล็กๆไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่ามากขึ้น หึกเหิมขึ้น แนบเนียนมากขึ้น
  • ยิ่งทำแบบถูกต้องตามระเบียบ หลักฐาน เพราะสังคมเรายอมรับหลักฐาน แม้สร้างมันขึ้นมา รู้ทั้งรู้ นี่คือจุดอ่อนของระบบไงครับ เขากลุ่มนั้นก็ยิ้มระรื่นแถมคุยโวเสียอีก
  • ขอบคุณน้องเบิร์ดที่เปิดประเด็นและตีแผ่ให้มากๆครับ  พี่เองทำได้ตามขอบหน้าที่ ใช้ทั้งหน้าที่การงาน ใช้ทั้งเงื่อนไขพิเศษ ใช้ทั้งบทปราม บางคนไหวทันระงับทันที บางคนไม่สนเพราะเขาก็รู้ว่ามากกว่านี้เราไม่ทำ
  • บางทีเราก้ปล่อนให้กองคาราวานโกงกินเดินผ่านหน้าไปเฉยๆพร้อมเสียหัวเราะดังลั่น...
  • เราก็แค่กลับเข้าในห้องเอามือทุบโต๊ะหนึ่งทีแล้วก็นั่งสงบสติอารมย์
  • สงสารชาวบ้าน สงสารประเทศชาติที่ถูกคนกลุ่มนี้สร้างรอยร้าวขึ้นมาในสังคม
  • ส่วนไหนที่ทำไม่ได้ก็แค่ให้เป็นกฏแห่งกรรม ไม่ใช่ลัทธิยอมจำนนนะครับ แต่รอจังหวะ โอกาสที่เหมาะสม บางทีมันก็ไม่สายเกินไปหรอก
บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 10:07

สวัสดีครับอาจารย์  P paew

  • มันไม่ง่ายนักต่อการกำจัดมะเร็งร้ายของสังคม
  • ดูมันจะลามปามไปมากขึ้น
  • การรณรงค์ไม่ได้ผล
  • แต่น่าที่จะมีเครื่องมืออะไรสักอย่างที่ทุกคนสามารถทำได้ ร่วมขจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
  • เรื่องการขอเอาผลงานทางวิชาการไปขอเสนอเลื่อนวิทยฐานะนั้น ผมเคยได้ยินมาบ้างครับ ก็แปลกๆ คนที่รู้เรื่องนี้เลยให้คุณค่าคนที่ได้วิทยฐานะไม่ตรงความเป็นจริง แบบเสียไปหมด  แต่อาจารย์ที่เก่งๆ และมีผลงานจริงก็น่าสงสารที่ต้องถูกตั้งข้อสงสัยไปด้วย แต่คนในเท่านั้นรู้ดี เข้าใจดีว่าใคร แค่ไหนครับ
  • ผมก็เคยรู้จักคนที่จบปริญญาเอก แต่เขาทำงานที่น่าตกใจครับ  คือ รับจ้างเขียนปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วยเงินเป็นแสนบาทขึ้นไป ???
  • เขาอธิบายว่า เห็นใจเขาที่ไม่ค่อยมีเวลาทำ และเมื่อทำแล้วก็มาเคี่ยวความรู้ความเข้าใจให้ถึงแก่นเพื่อเตรียมตัวเข้าห้องสอบนิพนธ์ ?? มันเป็น Instant Knowledge นะครับ เมื่อได้ยินอย่างนี้ ผมเลยมองซ้ายมองขวาว่าเพื่อนเราเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่าหนอ..อิ อิ.
บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 10:17

สวัสดีครับน้อง P ดอกไม้ทะเล

  • ชื่นชมคุณพ่อน้องแอมแปร์ครับที่ตรงไปตรงมา และมีเหตุผลที่สำคัญ และฟังได้ และใครๆฟังก็ย่อมสนับสนุน
  • หากเด็กเป็นคนที่ฟังพ่อแม่ก็เข้าใจและไม่ทำอย่างที่พ่อแม่บอกกล่าว  แต่ก็มีบางครอบครัวที่ลูกห้ามไม่ฟังเลยครับ หนักสักหน่อย พี่เคยบันทึกลงเหมือนกันว่า เขาเป็นคนที่จบปริญญาตรีด่านสังคมจากมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง แต่จริงๆไม่จบ ปลอม transcription ไปสมัครงาน บังเอิญหน่วยงานนั้นตรวจสอบและพบข้อเท็จจริงจึงแจ้งความในฐานะปลอมเอกสารทางราชการ
  • พ่อแม่แทบกระอักเลือด เพิ่งรู้ว่าลูกเรียนไม่จบ และลูกก็ติดเหล้า ..??? ดีว่าเขาไม่ได้ปล้น ฆ่าใคร ยังคิดทำงาน แต่โอกาสเขาไม่มีแล้วแบบนี้ อาจจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หากกลับตัวได้ครับ 
บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 10:29

สวัสดีครับน้องเม้งP

  • ความคิดที่ดีที่ให้คนผู้น้อยไปประเมินผลงานด้วย น่าสนใจ ในระบบราชการบางส่วนเห็นว่าเริ่มทำแล้ว น่าลองศึกษาดูว่าผลเป็นอย่างไร แต่อาจจะไม่ไกลไปถึงให้ชาวบ้านมามีส่วนร่วมประเมิน
  • อาจจะให้ผู้ใหญ่บ้าน อบต.มีส่วนร่วมประเมิน  แต่ก็อีกแหละ คนไทยเมื่อรู้ว่าใครจะชี้เป็นชี้ตายให้ก็จะทุ่มทรัพยากรไปที่นั่นจนพูดความจริงไม่ออก ความสัมพันธ์มันปิดปาก  แต่หลักการนี้ดีครับ
  • พี่เคยสังเกตุว่าคนในชุมชนสมัยใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งในชุมชน ชอบที่จะมีสายสังพันธ์กับนายใหญ่ ที่อำเภอ ที่จังหวัด ที่กรุงเทพฯ ที่กองทัพ ในเมือง อะไรทำนองนี้ เอาไว้กันอะไรต่อมิอะไร มุมหนึ่งก็ดี หากเขาเป็นคนดี มุมหนึ่งก็คือ เครือข่ายทำผิดบ้านเมือง เช่น เป็นเครือข่ายตัดไม้ป่า จะมีผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้าน สนิทกับผู้อยู่ในเครื่องแบบ และรับสั่งไม้ตาม  order ครับ ทำกันเป็นเครือข่าย "ที่เรียกว่ามอดกัดไม้" โลกร้อน โลกเย็นมันเป็นอย่างไรเขาไม่สน มันจะเกิดภัยพิบัติอย่างไรเขาไม่สน แค่นิดหน่อยเอง
  • สังคมเราเป็นสังคมที่คละเคล้าไปกันระหว่างดี ไม่ดี ไม่มีเลวหมด หรือดีเสียจนทูนหัวทูนเกล้าทั้งหมดก็ไม่ใช่
  • ช่วยกันชี้แนะแหละครับดีที่สุด เก็บเอาไปคิด สายต่อกันไปครับ
ยุวนุช
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 16:41

สวัสดีค่ะพี่บางทราย คนเข็นครกขึ้นภูเขา ต้องเรียกชื่อเดิมที่เรียกแต่แรกเมื่ออ่านเรื่องนี้ เห็นใจทั้งนายสงและครอบครัว เห็นใจทั้งพี่ซึ่งพบเห็นเรื่องต่อหน้าต่อตา

เจ้าหน้าที่"พันธุ์"นี้ จะต้องค่อยๆตายหมดลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้เราไม่สามารถทำให้ "เกลือหวาน นำตาลเค็ม" ได้ ทำอย่างไรเราจึงจะละลายให้มันเจือจางลงไปได้มากที่สุด คนในพื้นที่อาจพอมีช่องทางอยู่บ้าง คนห่างไกลได้แต่เป็นกำลังใจให้พี่บางทราย ค่อยๆหาหรือชี้ทางออกให้เขาได้บ้างนะคะ

บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 18:24

สวัสดีครับ P คุณนายดอกเตอร์

  • จริงเราเจอะมาหลายคน
  • บางคนเมื่อผู้ใหญ่ของเราปรามเขาก็หลีกทางไปทางอื่น
  • แต่คนนี้ผู้ใหญ่ปรามแล้วก็ ไม่สน ก้มหน้าสะสมต่อไป ผู้ใหญ่ก็รำคาญใจ เขาก็ไม่อยากทำเรื่องจู้จี้จุกจิกแบบนี้ เราก็เข้าใจ เพราะเมื่อเอาเรื่องขึ้นมามันก็คาราคาซังไม่จบกันง่ายๆ มีทางเดียวคือรอจังหวะ ฟันทีเดียว หรือเบาลงมาคือ เมื่อถึงฤดูโยกย้ายก็ไปไกลๆซะ ซึ่งวิธีนี้ไม่ไก้แก้ปัญหา กลับผลักปัญหาให้ไปที่อื่นต่อไป
  • เงินร้อยบาท พันบาท สำหรับชาวบ้านั้นมีค่ามาก เพราะเขาหาเงินยาก กว่าจะได้มานั้นต้องสะสมทีละเล็กละน้อย ดังนั้นเงิน 6500 บาทจึงมีค่ามากสำหรับเขาที่จะให้ลูก พี่สะมผัสความรู้สึกเก็บกดของเขาได้ ว่าหากเกินไปกว่านี้เขาจะระเบิดออกมาได้เป็นแน่แท้
  • เราเองไม่มีอำนาจ แต่เขาเกรงใจ เพราะเรามีสิทธิทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ส่งให้ผู้ใหญ่ได้ หรือเขียนในรายงานไตรมาสได้ ครับ
  • ต้องสอนตั้งแต่เล็กปลูกฝังแนวคิด คุณธรรมที่ดีๆ เพื่อเป็นคนรุ่นใหม่ที่ดีต่อไป
  • อาจจะได้ไม่หมดก็ดีกว่าไม่ทำอะไร
  • ในสมัยพุทธกาล ก็ยังมีมารผจญ มีคนไม่ดี
  • เพราะ ตัวกิเลส สามตัวที่เป็นวงจรอุบาทว์ ก็คือโลภ โกรธ หลง ดังนี้ครับ
สิทธิรักษ์
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 12:52
เศร้ามากครับ ความเป็นธรรม ความเป็นจริง ความถูกต้อง อยู่ไหนครับ บอกผมที
สิทธิรักษ์
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 13:15

สวัสดีครับ

ผมมาคัดนำข้อความบางตอนไปครับ ขอบคุณมากครับ  http://gotoknow.org/blog/mrschuai/113523#

บางทราย
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 13:49

สวัสดีครับ ครูเสือ P ครูเสือ

  1. เห็นด้วยกับน้องเสือว่าเรื่องนี้ต้องฝึกเด้กมาตั้งแต่เล็กๆ ให้มั่นคงทางจิตใจ
  2. แต่หากไม่ต่อเนื่องก็ยากนะ เพราะเมื่อหลุดจากโรงเรียนเขาก็อยู่ในสังคมที่มีค่านิยมแบบนั้น เผลอๆก็ทิ้งคุณค่าแบบเดิมทนความเย้ายวนไม่ไหว ของสังคมบริโภค ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่ง
  3. แต่พี่ก็ยืนยันว่าจะต้องทำการฝึกตั้งแต่เด็ก อย่างน้อยที่สุดก็มีพื้นฐานหลักคุณธรรมอยู่ในใจก่อนครับ 
บางทราย
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 13:58

สวัสดีครับคุณ P สิทธิรักษ์

  1. ยินดีอย่างยิ่งที่เอาบางส่วนไปเผยแพร่ เป็นประโยชน์ครับ การรวบรวมสาระไว้ในที่เดียวกัน ย่อมมีประโยชน์สำหรับการค้นคว้าครับ
  2. เรื่องนี้เป็นเรื่องระบบระเบียบราชการ ไม่เหมือนระบบเอกชนที่สามารถทำป๊บปั๊บได้เลย ผมปรึกษากับผู้ใหญ่อยู่ครับ ต้องรอจังหวะครับ