"ฉลองภพ" เร่งวางกรอบการคลัง ปิดทางนักการเมืองใช้งบฯ หาเสียง
จากบทเรียนในช่วงรัฐบาลทักษิณ ถือว่าเป็นยุคที่เฟื่องฟูสุดขีดของการดำเนินนโยบายประชานิยม โดยมีการใช้เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ๆ เข้าไปดึงเงินออกมาจากท้องพระคลังและนำไปใช้หาเสียง ก่อให้เกิดภาระทางการคลังตามมา ฉะนั้นในช่วงที่ นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใหม่ ๆ นโยบายแรกที่นายฉลองภพได้มอบหมายให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง รับไปทำงานแรก คือการเร่งพัฒนาระบบ ข้อมูลทางการคลังให้มีความโปร่งใส และให้มีการนำข้อมูลเหล่านี้ ออกเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบภาระของรัฐบาลในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพื่อวางกรอบป้องกันไม่ให้รัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปเข้ามาใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้
นายฉลองภพกล่าวว่า หากย้อนไปในช่วงก่อนที่ประเทศเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยประสบความสำเร็จในการรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างดีเยี่ยม ฐานะการคลังเกินดุลติดต่อกัน 9 ปี เมื่อประเทศเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ เราสามารถแก้ปัญหาได้ โดยที่ไม่มีการสร้างปัญหาทางการคลังตามมาเหมือนกับหลายประเทศ ที่เคยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ นี่คือจุดแข็งของประเทศไทย "รัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็พูดอยู่เสมอว่า ฐานะการคลังของประเทศแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้นับรวมข้อมูลที่ซุกซ้อนอยู่นอกงบประมาณ"
หลังจากที่นายฉลองภพเข้ามาทำงานที่กระทรวงการคลังได้ 4 เดือน พบว่าระบบทางการคลังมีจุดอ่อนอยู่ 4 ด้าน คือ 1) ข้อมูลทางการคลังที่จะใช้ในการตัดสินใจยังมีไม่เพียงพอ เช่น ในการประชุม ครม.เกือบทุกอาทิตย์ มักจะมีส่วนราชการทำโครงการขอใช้งบประมาณเข้ามาให้อนุมัติ ซึ่ง ครม. ก็ได้มีการอนุมัติไป โดยที่ไม่ทราบข้อมูลภาพรวมว่า เมื่อตัดสินใจลงไปแล้วจะมีผลผูกพันในอนาคตอย่างไรบ้าง และจะเอารายได้ที่ไหนมาจ่าย 2) ขณะนี้ มีหลายหน่วยงานของกระทรวงต่าง ๆ ต้องการความคล่องตัวทางการเงิน ทำเรื่องขอจัดตั้งองค์กรอิสระ ขอสิทธิประโยชน์ทางภาษี ของบฯ อุดหนุน ขอจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน หรือถ้าเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจก็ขอจัดตั้งบริษัทลูก "จริง ๆ บางโครงการมีความจำเป็นที่จะต้องแยกตัวออกมาเป็นอิสระ แต่ถ้าปล่อยให้หน่วยงานขอออกนอกระบบกันหมด อย่างนี้ก็แย่ เพราะจะทำให้การเข้าไปดูแลเรื่องวินัยทางการคลังอย่างยั่งยืนจะทำได้น้อยลง" นายฉลองภพกล่าว 3) เรื่องการใช้จ่ายเงินงบประมาณโดยปราศจากการตรวจสอบความคุ้มค่าของโครงการ ที่ผ่านมามีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐหลายโครงการไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบของกฎหมายร่วมการงานรัฐและเอกชน พ.ศ. 2535 ผลคือทำให้มีต้นทุนดำเนินงานสูงเกินความเป็นจริง อย่าง โครงการศูนย์ราชการใหม่ บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ มีการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพัน ทำให้รัฐต้องนำเงินงบประมาณไปจ่ายค่าเช่านานถึง 30 ปี, โครงการ พยุงราคาสินค้าเกษตรที่ทำให้ ธ.ก.ส. ต้องเสียหายถึง 50,000 ล้านบาท และ 4) เรื่องที่ส่วนราชการขอตั้งวงเงินงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ต้องมีการนำเงินคงคลังออกไปใช้ อย่างเช่น เงินวิทยฐานะครู เสนอขอตั้งงบฯ ปี 50 ไว้ 3-4,000 ล้านบาท พอใช้จริงงบฯ บานไปถึง 10,000 ล้านบาท, ค่ารักษาพยาบาลของทางราชการ ก็เช่นกัน เสนอขอตั้งวงเงินงบประมาณมา 30,000 ล้านบาท แต่เวลาใช้จริงเบิกกันไปถึง 40,000 ล้านบาท ปัญหาคือถ้าวันนี้เรามีเงินคงคลังอยู่ 2-3 แสนล้านบาทก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าในอนาคตไม่มีเงินคงคลังเหลืออยู่ก็ไม่รู้ว่า จะเอาที่ไหนมาจ่าย
ปัจจุบันรัฐบาลมีภาระทางการคลังที่ถูกนำเข้ามาอยู่ในระบบงบประมาณแล้วและรายจ่ายที่ไม่สามารถตัดทอนได้คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 80% ของวงเงินรายจ่ายในแต่ละปี อย่างเช่นงบประมาณปี 2551 มีรายจ่าย ที่ไม่สามารถตัดทอนได้ คิดเป็นสัดส่วน 84% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย 1.66 ล้านล้านบาท
นอกจากภาระทางการคลังที่ปรากฏในงบประมาณแล้ว ที่ยังซุกซ่อนไว้นอกงบประมาณก็มีอีกหลายรายการ ได้แก่ 1) กองทุนนอกงบประมาณ อย่างเช่น กองทุนประกันสังคม รัฐบาลมีภาระที่จะต้องจ่ายเงินสมทบปีละประมาณ 2-30,000 ล้านบาท, กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องจัดงบฯ ไปอุดหนุนปีละประมาณ 76,599-184,713 ล้านบาท และยังมีรายการใหญ่ ๆ อย่างกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ในแต่ละปีมีรายจ่ายไม่ต่ำกว่า 32,000 ล้านบาท 2) โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างโครงการศูนย์ราชการ กทม. รัฐบาลต้องจัดงบฯ ไปจ่ายค่าเช่า 30 ปี คิดเป็นเงิน 84,000 ล้านบาท, โครงการทางด่วนสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 25,000 ล้านบาท โครงการแอร์พอร์ตลิงก์อีก 30,000 ล้านบาท 3) มาตรการกึ่งการคลัง โดยใช้แบงก์รัฐเร่งขยายสินเชื่อ หากปล่อยสินเชื่อออกไปแล้วกลายเป็นหนี้เสียก็จะไปกระทบเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ในที่สุดก็ต้องเพิ่มทุน คาดว่าในช่วงปี 2551-2554 ทางกระทรวงการคลังต้องหาเงินไปเพิ่มทุนให้กับแบงก์รัฐประมาณ 18,000 ล้านบาท และ 4) รัฐบาลจะต้องจัดงบฯ อุดหนุนเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาหนี้สินที่หมกไว้ตามรัฐวิสาหกิจอีก อย่างในปี 2550 จัดงบฯ อุดหนุน ให้รัฐวิสาหกิจ 79,351 ล้านบาท
และนี่คือภาพภาระทางการคลังในอนาคตที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายประชานิยมในช่วงที่ผ่านมา โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายหลบเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของสาธารณะ และถ้าหากปล่อยให้กระบวนการเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จากผลกระทบเล็ก ๆ ก็อาจจะก่อตัวลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการคลัง เหมือนกับ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศแถบละตินอเมริกาได้
ประชาชาติธุรกิจ 19 ก.ค. 50