พฤติกรรมบริโภคอาหารผิดเหตุเสียสุขภาพและเกิดโรค

นายพิษณุ อุตตมะเวทิน ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า จากการศึกษาถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนอีสานมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี พบข้อสรุปของการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม 7 ประการ โดยมีทั้งพฤติกรรมจากความเชื่อ พฤติกรรมที่เกิดจากความนิยมจากอุปกรณ์ใช้ประกอบอาหารและด้านสุขอนามัย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและการเกิดโรคบางชนิด

นายพิษณุกล่าวว่า พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมประการแรกคือ การสั่งสอนสืบต่อกันมา โดยเฉพาะในชนบทเชื่อว่ากินข้าวให้มาก แต่กินกับข้าวให้น้อย ทำให้อิ่มท้อง และประหยัดกับข้าวไว้กินในมื้อต่อไป ซึ่งไม่เหมาะสมด้านโภชนาการ ที่สำคัญจะทำให้ขาดสารอาหารประเภทโปรตีนอย่างมาก ประการที่ 2 คือ คนอีสานส่วนใหญ่ที่บริโภคข้าวเหนียวจะไม่นิยมกินอาหารที่เป็นไขมันหรือปรุงด้วยไขมัน

นายพิษณุกล่าวว่า ประการที่ 3 คือ เรื่องสุขอนามัยในการบริโภค เริ่มตั้งแต่อุปกรณ์ปรุงอาหาร เช่น ครก เขียง มีด รวมทั้งถ้วย จาน และช้อน ซึ่งทำความสะอาดไม่ดีพอ และที่อันตรายสำคัญ คือ กระติ๊บข้าว ส่วนประการที่ 4 คือ เรื่องการบริโภคของดิบ คือ มีทั้งแมลง ผักพืชจากน้ำ ปลาดิบ กุ้งดิบ หอยดิบ ปูดิบ เนื้อสัตว์ดิบ ทำให้เป็นที่มาของการเกิดโรคหลายโรค

ประการที่ 5 คือ เรื่องการงดอาหารแสลง โดยเฉพาะหญิงที่คลอดลูกใหม่ๆ ต้องพักผ่อนและงดอาหารบางอย่างหลังคลอด เรียกว่าต้องอยู่ไฟหรืออยู่กรรมหลังคลอด อาหารบางอย่างถูกห้ามกินกลัวว่าจะเป็นพิษ หรือแสลง เรียกกันว่า ขลำ จะเน้นให้กินข้าวจี่กับเกลือ และโปรตีนหรือเนื้อสัตว์บ้างนิดหน่อย ซึ่งการเลือกกินอาหารอย่างนี้ นอกจากแม่ต้องเสียเลือดจากการคลอดลูก และต้องผลิตน้ำนม ยังต้องงดอาหารตามความเชื่อ ยังพบอยู่มากในชนบท ประการที่ 6 คือ การให้อาหารไม่เหมาะกับวัย เช่น ทารกแรกเกิด มักจะมีการเคี้ยวข้าวให้ละเอียดแล้วป้อนให้ลูกกิน ทั้งๆที่กระทรวงสาธารณสุข พยายามรณรงค์ให้เลี้ยงด้วยนมแม่ตลอด 4 เดือน แรกเกิดเพราะเป็นช่วงที่ยังอ่อนแอ.
<p>ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 คอลัมน์ “ วิทยาการ ”</p>